บทที่ 9 แผนใส่ร้ายของดอกบัวขาว
มู่หรันฉีสบประสานกับดวงตาสีนิลที่ทะลุผ่านผ้าตาข่ายออกมา ลมหายใจอุ่นร้อนที่รินรดข้างแก้มไม่ได้ทำให้นางตื่นตระหนก นางถอยใบหน้าออกห่างเพียงครึ่งชุ่นเพื่อรักษาระยะห่าง รอยยิ้มการค้ายังคงประดับอยู่บนริมฝีปาก
"ของล้ำค่าเช่นนั้น ข้าย่อมต้องซ่อนไว้ในที่ที่ปลอดภัยที่สุด รับรองว่าไม่มีโจรผู้ใดหาพบอย่างแน่นอน" นางตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ มั่นใจเต็มเปี่ยมว่าป้ายหยกยังคงนอนนิ่งอยู่ในพื้นรองเท้าคู่เก่าใต้กระดานเตียงเรือนหลีฮวา
ซ่งเซียวเหยียนแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่แฝงความเย้ยหยันและเอ็นดูระคนกัน เขาผละตัวออกจากโต๊ะเจรจา ล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อและโยนวัตถุชิ้นหนึ่งลงบนโต๊ะไม้ตรงหน้านาง
ป้ายหยกสีดำสนิทสลักลวดลายพยัคฆ์เหยียบเมฆากระทบแผ่นไม้เกิดเสียงดังกังวาน
มู่หรันฉีเบิกตากว้าง รอยยิ้มบนใบหน้าแข็งค้างไปชั่วขณะ นางจดจำลวดลายและกลิ่นอายของหยกชิ้นนี้ได้แม่นยำ สมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว ในเมื่อนางซ่อนมันไว้ในช่องลับห้องนอนส่วนตัว การที่มันมาอยู่ในมือของบุรุษตรงหน้า ย่อมหมายความว่าเขาส่งคนไปรื้อค้นห้องนอนของนางในยามวิกาล
"คุณชายช่างมีวิถีของวิญญูชน ส่งคนไปรื้อค้นห้องนอนสตรีลับหลัง ช่างน่าเลื่อมใสยิ่งนัก" นางเอ่ยประชดประชัน แววตาที่เคยวางเฉยแปรเปลี่ยนเป็นความขุ่นเคือง
"สตรีที่กล้ายัดป้ายอาญาสิทธิ์ของเปิ่น... ของข้า ไว้ใต้พื้นรองเท้าเก่าๆ ย่อมไม่คู่ควรให้ข้าใช้มารยาทด้วย" ซ่งเซียวเหยียนตอบกลับอย่างเย็นชา เขาเลื่อนสัญญาผูกขาดและปึกตั๋วเงินไปตรงหน้านางอีกครั้ง
"ยอมรับในสัญญาเสีย มู่หรันฉี ข้าจะคืนป้ายหยกชิ้นนี้ให้เจ้า พร้อมเป็นนายทุนหนุนหลังกิจการของเจ้าแต่เพียงผู้เดียว หากบิดาของเซี่ยหรงอันหรือพวกตระกูลโจวกล้ามารังแกเจ้า ข้าจะเป็นผู้ออกหน้ากวาดล้างพวกมันเอง"
ถ้อยคำของเขาชัดเจนและเด็ดขาด เขารู้ความเคลื่อนไหวของศัตรูนางทุกฝีก้าว และกำลังเสนอตัวเป็นเกราะกำบัง แลกกับการผูกขาดสินค้าและตัดขาดนางจากความช่วยเหลือของกู้หรงจิ้น มู่หรันฉีมองตั๋วเงิน ป้ายหยก และบุรุษหน้าหนาตรงหน้า นางเป็นแม่ค้า ย่อมรู้ดีว่าการต่อกรกับผู้มีอำนาจล้นฟ้าในยามที่ตนเองยังไร้รากฐานคือความโง่เขลา
"ในเมื่อคุณชายยืนกรานจะเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ให้ร้านหรันอี้ ข้าก็ยินดีน้อมรับ" นางดึงกระดาษสัญญามาลงนามด้วยความรวดเร็ว ก่อนจะกวาดตั๋วเงินและป้ายหยกกลับมาไว้ในฝั่งของตน
"ทว่าการค้าคือการค้า ห้ามก้าวก่ายเรื่องส่วนตัว"
ซ่งเซียวเหยียนมองสตรีหน้าเงินที่ยอมจำนนด้วยผลประโยชน์ เขาโน้มตัวลงมาประชิดอีกครั้ง ปลายนิ้วแตะลงบนหลังมือของนางที่กำลังถือตั๋วเงิน สัมผัสสากระคายทว่าร้อนผ่าวทำให้นางชะงัก
"เช่นนั้นก็จงจำไว้ หรันอี้เป็นของข้า และเจ้าก็ต้องส่งสินค้าให้ข้าเพียงผู้เดียว"
เขากล่าวทิ้งท้ายก่อนจะหมุนตัวเดินกลืนหายไปในความมืดของยามวิกาล ทิ้งให้มู่หรันฉีนั่งกำป้ายหยกไว้ด้วยความรู้สึกหงุดหงิดปนระแวง
ยามซื่อ วันถัดมา
กิจการของร้านค้ารวมมิตรหรันอี้ดำเนินไปอย่างคึกคัก ชาวบ้านร้านตลาดแวะเวียนเข้ามาเลือกซื้อข้าวของเครื่องใช้และสมุนไพรตากแห้งอย่างต่อเนื่อง บรรยากาศภายในร้านเต็มไปด้วยเสียงต่อรองราคาและรอยยิ้มการค้าของมู่หรันฉี
นางสวมชุดผ้าฝ้ายสีเขียวอ่อนทะมัดทะแมง ยืนอยู่หลังโต๊ะไม้คิดเงิน ปลายนิ้วกรีดลูกคิดอย่างคล่องแคล่ว การปะทะคารมและถูกต้อนให้จนมุมด้วยสัญญาผูกขาดเมื่อคืนไม่ได้ทำให้ความมุ่งมั่นในการหาเงินของนางลดน้อยลง นางรู้ดีว่าตราบใดที่ตนเองยังมีประโยชน์ นายทุนหน้าหนาผู้นั้นย่อมไม่ลงมือบีบคั้นนางจนตรอก
ณ มุมมืดบนขื่อคาตึกฝั่งตรงข้าม ซืออีเร้นกายกลมกลืนกับเงาหลังคา สายตาจับจ้องทุกความเคลื่อนไหวภายในร้านหรันอี้ตามคำสั่งของผู้เป็นนาย เขาจดจำรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของสตรีผู้นั้นยามหลอกล่อให้ลูกค้าซื้อสินค้าเพิ่ม หวังนำไปรายงานนายท่านเพื่อเพิ่มความบันเทิงในยามพักผ่อน
ทว่าความราบรื่นของกิจการกลับสะดุดลงเมื่อรถม้าคันใหญ่ประดับม่านผ้าไหมสีชมพูอ่อนจอดเทียบตรงข้ามธรณีประตูร้าน บ่าวรับใช้ในชุดของจวนผู้ว่าการเมืองก้าวลงมาเปิดทาง ชาวบ้านที่กำลังเลือกซื้อของพากันถอยร่นไปด้านข้างด้วยความเกรงใจปนหวาดระแวง
เซี่ยหรงอันก้าวลงจากรถม้าด้วยท่วงท่าอ่อนช้อย วันนี้นางสวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ทับด้วยเสื้อคลุมผ้าโปร่งบางปักลายดอกเหลียนฮวา ใบหน้างดงามประดับรอยยิ้มเมตตาที่ถูกฝึกฝนมาจนชินตา ข้างกายนางมีชายวัยกลางคนสวมชุดผ้าไหมสีเทาหม่น ไว้หนวดเครายาว สะพายย่ามเครื่องมือแพทย์เดินตามมาติดๆ
คุณหนูใหญ่ตระกูลเซี่ยก้าวเข้ามาในร้านหรันอี้ สายตาของนางกวาดมองการตกแต่งที่แสนจะธรรมดาด้วยความดูแคลนที่ซ่อนไว้มิดชิด ก่อนจะหยุดสายตาลงที่เจ้าของร้านซึ่งยืนอยู่หลังโต๊ะคิดเงิน
"หรันฉี ร้านค้าของเจ้าคึกคักดียิ่งนัก" เซี่ยหรงอันเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานกังวาน จงใจให้ชาวบ้านที่มุงดูอยู่รอบๆ ได้ยินชัดเจนทุกถ้อยคำ
มู่หรันฉีวางลูกคิดในมือลง นางไม่ได้แสดงท่าทีตื่นตระหนก เพียงประสานมือตอบรับอยู่หลังโต๊ะด้วยใบหน้าเรียบเฉย
"คุณหนูเซี่ยให้เกียรติมาเยือนร้านเล็กๆ ของข้า ต้องการรับสมุนไพรบำรุงความงามสิ่งใด ข้ายินดีลดราคาให้เป็นพิเศษ"
เซี่ยหรงอันยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับมุมปาก แสร้งถอนหายใจด้วยท่าทางหนักใจ
"ข้ามิได้มาซื้อของหรอกหรันฉี ข้าเพียงแวะมาด้วยความหวังดี ช่วงเช้าที่ผ่านมาข้าได้ยินข่าวลือหนาหูว่าชาวบ้านหลายคนที่ซื้อยาสมุนไพรจากร้านเจ้าไปต้มดื่ม เกิดอาการปวดท้องรุนแรง ข้าเป็นห่วงสุขภาพของชาวเมืองและกลัวว่าเจ้าจะเดือดร้อน จึงไปเชิญท่านหมอหวัง หมอเทวดาประจำเมืองมาช่วยตรวจสอบตัวยาในร้านของเจ้า"
ข้อกล่าวหาที่ถูกเคลือบด้วยความเมตตาจอมปลอมดังสะท้อนไปทั่วร้าน ชาวบ้านที่ถือห่อยาสมุนไพรอยู่พากันชะงัก บางคนรีบวางสินค้าคืนบนชั้น เสียงซุบซิบเริ่มดังระงมขึ้น บรรยากาศความไว้วางใจพังทลายลงในพริบตา
ซืออีที่ซุ่มอยู่บนหลังคาขมวดคิ้ว มือขวาเลื่อนไปแตะด้ามดาบโดยสัญชาตญาณ เขาเตรียมจะส่งสัญญาณให้องครักษ์เงาเข้าแทรกแซง ทว่าเมื่อเห็นท่าทางนิ่งสงบของมู่หรันฉี เขาก็ตัดสินใจรอดูสถานการณ์
มู่หรันฉีปรายตามองชายวัยกลางคนที่ถูกเรียกว่าหมอเทวดา เขาเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ก้าวเดินอาดๆ ไปยังชั้นวางยาสมุนไพร มือที่ไร้รอยด้านจากการบดยาหยิบห่อสมุนไพรบำรุงกำลังขึ้นมาแกะดูอย่างหยาบคาย
หมอหวังใช้ปลายนิ้วเขี่ยดูเนื้อยาในห่อกระดาษ ยกขึ้นดมเพียงชั่วครู่ก็ส่ายหน้าด้วยความผิดหวัง เขาหันกลับมาเผชิญหน้ากับกลุ่มชาวบ้านพร้อมประกาศเสียงดัง
"คุณหนูมู่ สมุนไพรเหล่านี้ผสมรากหญ้าหนอนที่มีฤทธิ์เย็นจัด หากคนธาตุอ่อนหรือคนชรากินเข้าไปย่อมทำลายตับไต ยาเหล่านี้ถือเป็นยาพิษต่อร่างกาย หากปล่อยให้ขายต่อไป ชาวบ้านคงได้ตายผ่อนส่งเป็นแน่"
คำวินิจฉัยของหมอประจำเมืองสร้างความตื่นตระหนกอย่างรุนแรง ชาวบ้านบางคนเริ่มชี้หน้าด่าทอร้านหรันอี้ที่นำยาพิษมาหลอกขาย เซี่ยหรงอันมองผลงานของตนเองด้วยความพึงพอใจ นางก้าวเข้าไปใกล้มู่หรันฉีอีกสองก้าว แววตาเต็มไปด้วยความเวทนาที่เสแสร้งขึ้น
"หรันฉี เจ้าอยากหาเงินเพื่อจุนเจือครอบครัวข้าเข้าใจได้ แต่เจ้าจะเอาชีวิตของชาวบ้านมาล้อเล่นเช่นนี้ไม่ได้ ข้าว่าเจ้าปิดร้านแล้วนำยาพวกนี้ไปทำลายทิ้งเสียเถิด ข้ายินดีนำเงินเก็บส่วนตัวมาจ่ายชดเชยค่าเสียหายให้ชาวบ้านแทนเจ้าเอง"
ถ้อยคำของนางร้ายกาจยิ่งนัก ประโยคแรกอ้างความเห็นใจ ประโยคสุดท้ายคือการซื้อใจชาวบ้านให้หันมาเทิดทูนนาง ชาวบ้านหลายคนเริ่มพยักหน้าเห็นด้วยและเรียกร้องให้ปิดกิจการ
มู่หรันฉียืนฟังงิ้วฉากใหญ่ด้วยความสงบนิ่ง นางประเมินหมอเถื่อนผู้นี้ตั้งแต่หัวจรดเท้า ลักษณะการหยิบจับสมุนไพรที่ผิดเพี้ยนและการสรุปตัวยาเพียงแค่การดมกลิ่น ทำให้รู้ได้ทันทีว่าคนผู้นี้เป็นเพียงนักต้มตุ๋น การที่เซี่ยหรงอันกล้านำหมอเถื่อนมาเหยียบย่ำความรู้ด้านสมุนไพรของนางถึงถิ่น เท่ากับรนหาที่ตายด้วยตนเอง
มู่หรันฉีเดินอ้อมโต๊ะคิดเงินออกมา หยุดยืนประจันหน้ากับหมอหวัง นางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาทอประกายท้าทาย
"ท่านหมอหวัง ท่านกล่าวหาว่ายาของข้าเป็นพิษเพราะผสมรากหญ้าหนอนที่มีฤทธิ์เย็นจัดสินะ" นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
หมอหวังเชิดหน้าขึ้น "ถูกต้อง สมุนไพรในมือข้านี้คือหลักฐาน"
"เช่นนั้นข้าคงต้องขอเปิดหูเปิดตาเสียหน่อย" มู่หรันฉีก้าวเข้าไปหยิบห่อยาสมุนไพรบนชั้นวางลงมาอีกสามห่อ วางเรียงบนโต๊ะไม้ตรงหน้าเขา
"ในเมื่อท่านเป็นหมอเทวดาประจำเมือง รบกวนท่านอธิบายให้ชาวบ้านฟังเป็นวิทยาทานเถิด ว่าสมุนไพรทั้งสามห่อนี้ มีตัวยาใดเป็นส่วนประกอบหลัก และแต่ละชนิดทำงานหักล้างฤทธิ์เย็นของรากหญ้าหนอนได้อย่างไร"
มู่หรันฉีจ้องมองใบหน้าที่เริ่มมีเหงื่อซึมของหมอเถื่อน นางก้าวรุกเข้าไปอีกครึ่งก้าวเพื่อปิดทางหนี
