บทที่ 7 ความหวงก้างของนายทุนลับ
ยามซื่อ ป้ายไม้แกะสลักอักษรคำว่า 'หรันอี้' ถูกแขวนขึ้นเหนือกรอบประตูอาคารพาณิชย์สองชั้นขนาดย่อมสุดถนนสายรองของเมือง ร้านค้ารวมมิตรแห่งใหม่เปิดกิจการโดยไร้เสียงประทัดเฉลิมฉลอง ไร้ขบวนเชิดสิงโต มีเพียงมู่หรันฉีในชุดผ้าฝ้ายสีเขียวอ่อนทะมัดทะแมง ยืนประเมินผลงานการจัดร้านของตนเองอยู่หน้าประตูด้วยแววตาพึงพอใจ
เงินทุนก้อนแรกจำนวนสามสิบตำลึงเงินที่ได้จากการขายสูตรยาให้โรงรับจำนำว่านจิน ถูกเปลี่ยนเป็นค่าเช่าที่และสินค้าจุกจิก ชั้นล่างจัดวางยาสมุนไพรพื้นบ้านที่นางปรุงเองกับมือ และของใช้ทั่วไปอย่างเป็นหมวดหมู่ ล้วนเป็นของที่ชาวบ้านร้านตลาดเข้าถึงได้ง่าย
การตัดสินใจเปิดร้านในเวลาที่บิดากำลังถูกตระกูลเซี่ยบีบคั้นเส้นทางทำกิน ถือเป็นการประกาศสงครามการค้าขนาดย่อมที่นางคำนวณต้นทุนและความเสี่ยงไว้หมดแล้ว
นางหมุนตัวกลับเข้าไปด้านใน หยิบผ้าสะอาดขึ้นมาเช็ดฝุ่นบนชั้นไม้อีกรอบเพื่อเตรียมต้อนรับลูกค้า ทว่าเสียงฝีเท้าสม่ำเสมอกลับก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาเสียก่อน
มู่หรันฉีเตรียมจะเอ่ยปากต้อนรับ ผู้ที่ปรากฏตัวกลับเป็นบุรุษในชุดผ้าไหมสีฟ้าคราม สวมกวานหยกขาว รอยยิ้มอบอุ่นประดับบนใบหน้าหล่อเหลา ในมือของเขาถือกล่องไม้จันทน์สลักลายประณีต
"เถ้าแก่เนี้ยมู่ กิจการรุ่งเรือง" กู้หรงจิ้นประสานมือคารวะ ท่าทางสุภาพอ่อนน้อม ไม่ถือตัวว่าเป็นถึงซื่อจื่อจวนกั๋วกงแห่งเมืองหลวง
"คุณชายกู้ให้เกียรติเกินไปแล้ว" มู่หรันฉีวางผ้าเช็ดฝุ่นลง ประสานมือตอบรับด้วยรอยยิ้มการค้าที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดี
"ร้านเล็กๆ ของข้าเพิ่งเปิดวันแรก ได้ผู้สูงศักดิ์เช่นท่านมาก้าวข้ามธรณีประตู ถือเป็นมงคลยิ่ง เชิญด้านในก่อนเจ้าค่ะ"
นางผายมือเชิญให้เขานั่งลงบนเก้าอี้ไม้รับแขกมุมร้าน รินชาอุ่นส่งให้ กู้หรงจิ้นรับถ้วยชาไปถือไว้ สายตากวาดมองการตกแต่งที่เรียบง่ายหากแต่สะอาดสะอ้าน ก่อนจะวางกล่องไม้จันทน์ลงบนโต๊ะ
"ของขวัญวันเปิดกิจการ คางคกทองคำคาบเหรียญ หวังว่าจะช่วยเรียกโชคลาภให้ร้านหรันอี้"
มู่หรันฉีมองของขวัญล้ำค่าบนโต๊ะ นางไม่ปฏิเสธน้ำใจ เพียงเอ่ยขอบคุณอย่างมีมารยาท "คุณชายกู้ช่างรู้ใจคนทำการค้า รับของมงคลไว้ถือเป็นการเปิดรับทรัพย์ ข้าขอน้อมรับด้วยความยินดีเจ้าค่ะ"
กู้หรงจิ้นจิบชาอุ่นเพื่อคลายความหนาวเย็นของช่วงสาย เขาวางถ้วยชาลงและมองสตรีตรงหน้าด้วยแววตาจริงจังขึ้น "เจ้าจัดการทุกอย่างด้วยตนเองเพียงลำพัง ช่างน่านับถือ แต่การเปิดร้านค้าในเมืองที่มีขั้วอำนาจซับซ้อนเช่นนี้ หากไร้คนหนุนหลัง ย่อมถูกรังแกได้ง่าย ยิ่งตระกูลเซี่ยกำลังเพ่งเล็งบิดาของเจ้า การที่เจ้าออกมาทำกิจการอย่างเปิดเผย เท่ากับทำตัวเป็นเป้านิ่ง"
มู่หรันฉีรินชาให้ตนเองอย่างใจเย็น นางรู้ดีว่ากู้หรงจิ้นหวังดีและมีข่าวกรองที่รวดเร็ว "ต่อให้ข้าปิดประตูอยู่แต่ในเรือน ตระกูลเซี่ยก็หาทางรังแกบิดาข้าอยู่ดี ในเมื่อต้องเป็นศัตรูกัน สู้ข้าหาเงินเข้ากระเป๋าเพื่อเตรียมรับมือไม่ดีกว่าหรือ"
"ผู้มีอำนาจมักไม่สนวิธีการและกฎเกณฑ์" กู้หรงจิ้นขยับตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย
"หรันฉี หากเจ้าต้องการ ข้ายินดีเป็นนายทุนสนับสนุนกิจการของเจ้า ชื่อของจวนกั๋วกงพอจะคุ้มครองร้านหรันอี้ให้พ้นจากหูตาของตระกูลเซี่ยได้ เจ้าเพียงยกป้ายชื่อของข้าขึ้นอ้าง พวกเขาจะไม่กล้าแตะต้องเจ้าแม้แต่ปลายเล็บ"
ข้อเสนอนี้หากเป็นสตรีอื่นคงรีบตะครุบไว้เพื่อหาที่พึ่งพิง ทว่ามู่หรันฉีกลับลอบประเมินผลดีผลเสียในใจอย่างรวดเร็ว กู้หรงจิ้นเป็นคนดี นางยอมรับข้อนี้ แต่เขาคือสหายสนิทของซ่งเซียวเหยียน และเป็นบุคคลในแวดวงสังคมชั้นสูง
การรับความช่วยเหลือจากเขาเท่ากับการสร้างหนี้บุญคุณก้อนใหญ่ หนี้เงินตราคำนวณดอกเบี้ยคืนได้ แต่หนี้บุญคุณนั้นไร้จุดสิ้นสุดและมักต้องชดใช้ด้วยอิสรภาพ
"น้ำใจของคุณชายกู้ ข้าจดจำไว้ในใจแล้ว" มู่หรันฉีแย้มยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่สว่างไสวทว่าขีดเส้นแบ่งอาณาเขตไว้อย่างชัดเจน
"ทว่าร้านหรันอี้เป็นเพียงกิจการเล็กจ้อย หากดึงชื่อเสียงของจวนกั๋วกงมาเกี่ยวข้อง เกรงว่าจะเป็นการลากท่านเข้ามาพัวพันกับข้อพิพาทของตระกูลขุนนางปลายแถว ข้ามิกล้ารับความหวังดีนี้ไว้จริง ๆ"
กู้หรงจิ้นชะงักไปชั่วครู่ เขาอ่านท่าทีรักษาระยะห่างของนางออก "เจ้ากลัวการติดค้างข้า หรือกลัวผู้ใดมาเข้าใจผิดกันแน่"
"ข้าเป็นแม่ค้าหน้าเงิน ย่อมกลัวการขาดทุนเป็นธรรมดา" มู่หรันฉีหัวเราะเบาๆ พลิกแพลงบทสนทนาอย่างแนบเนียน
"หากคุณชายกู้ต้องการสนับสนุนข้าจริง สู้เปลี่ยนเป็นอุดหนุนยาสมุนไพรบำรุงกำลังของร้านข้าสักยี่สิบเทียบ ซื้อขายด้วยเงินสด ไม่ติดค้างบุญคุณ เช่นนี้ข้าย่อมยินดีต้อนรับท่านในฐานะลูกค้ารายใหญ่เสมอ"
นางงัดกลยุทธ์แม่ค้าขึ้นมาใช้ บ่ายเบี่ยงความช่วยเหลืออย่างนุ่มนวลและเปลี่ยนมันเป็นยอดขาย กู้หรงจิ้นมองสตรีตรงหน้าด้วยความจนใจปนขบขัน เขาคลี่พัดจันทน์หอมออกโบกเบาๆ ยอมถอยให้แก่วาจากะล่อนของนาง
"เอาเถิด ในเมื่อเถ้าแก่เนี้ยมู่ยืนกรานเช่นนี้ ข้าก็ขอเหมายาบำรุงกำลังยี่สิบเทียบตามที่เจ้าเสนอ"
บรรยากาศภายในร้านกลับมาผ่อนคลาย มู่หรันฉีลุกขึ้นไปจัดเทียบยาด้วยท่าทางกระตือรือร้น กู้หรงจิ้นมองตามแผ่นหลังบอบบางนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของเขายังคงประดับไว้ ทว่าลึกๆ กลับยอมรับความพ่ายแพ้ต่อกำแพงที่นางสร้างขึ้น
ณ ชั้นสองของโรงเตี๊ยมฝั่งตรงข้ามถนน
บานหน้าต่างไม้ถูกแง้มออกเพียงครึ่ง ซ่งเซียวเหยียนในชุดผ้าไหมสีดำสนิทประทับยืนอยู่หลังบานหน้าต่าง นัยน์ตาสีนิลจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวภายในร้านหรันอี้อย่างไม่วางตา
ภาพที่กู้หรงจิ้นขยับตัวเข้าใกล้มู่หรันฉี ภาพรอยยิ้มที่สตรีหน้าตายผู้นั้นมอบให้สหายของเขา แม้เขาจะอ่านสถานการณ์ออกว่านางกำลังบ่ายเบี่ยงและรักษาระยะห่าง แต่รอยยิ้มที่ดูสนิทสนมนั้นก็มากพอที่จะทำให้บรรยากาศรอบตัวชินอ๋องเย็นเยียบลง จนคนสนิทที่ซ่อนตัวอยู่ยังต้องสูดลมหายใจแผ่วเบา
ซืออีเร้นกายอยู่ในมุมมืดด้านหลัง เขาลอบสังเกตแผ่นหลังตั้งตรงของผู้เป็นนาย ปลายนิ้วของซ่งเซียวเหยียนกดลงบนขอบหน้าต่างไม้ บีบอัดจนเนื้อไม้ส่งเสียงปริแตกเบาๆ
"คุณชายกู้อยู่ที่นั่นเกือบหนึ่งเค่อแล้วพ่ะย่ะค่ะ ซ้ำยังมอบของขวัญเปิดกิจการให้นางด้วย" ซืออีรายงานตามหน้าที่ แม้จะรู้ว่าวาจาเหล่านั้นคล้ายการราดน้ำมันลงบนกองเพลิง
"เปิ่นหวังมีตา มองเห็นเองได้" ซ่งเซียวเหยียนตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่ากลิ่นอายคุกคามที่แผ่ออกมากลับขัดแย้งกับคำพูดโดยสิ้นเชิง
เขาอุตส่าห์ให้ซืออีไปเจรจารับซื้อยาของนางในราคาสูงลิ่วเพื่อเป็นทุนตั้งตัว เตรียมแผนการกวาดล้างตระกูลเซี่ยเพื่อปูทางให้นางเดินได้สะดวก ทว่ากู้หรงจิ้นกลับอาศัยจังหวะนี้เข้าไปเสนอหน้าทำคะแนนความดีความชอบ ซ้ำสตรีไร้หัวใจผู้นั้นยังรินชาต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี
ซ่งเซียวเหยียนหวนนึกถึงคืนที่นางกางแขนขวางน้ำแกงเดือดพล่านเพื่อเขา แววตาเด็ดเดี่ยวที่ปกป้องคนรับใช้ต้อยต่ำ บัดนี้นางกลับส่งยิ้มให้บุรุษอื่นอย่างง่ายดาย ความรู้สึกขัดเคืองประหลาดก่อตัวขึ้นในอก เป็นความหวงแหนที่เขาไม่เคยอนุญาตให้เกิดขึ้นกับสตรีใดมาก่อน
"ท่านอ๋อง จะให้กระหม่อมไปเชิญคุณชายกู้กลับหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ" ซืออีเสนอทางออกเมื่อเห็นขอบหน้าต่างไม้เริ่มมีรอยร้าวเพิ่มขึ้น
"ไม่ต้อง" ซ่งเซียวเหยียนละสายตาจากภาพบาดตาเบื้องล่าง เขาหมุนตัวเดินกลับมาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้กลางห้อง
"ปล่อยให้หรงจิ้นทำตัวเป็นคนดีต่อไป สตรีที่กล้าเล่นแง่กับหลงจู๊โรงรับจำนำว่านจิน ย่อมไม่รับไมตรีจากจวนกั๋วกงง่ายๆ กู้หรงจิ้นคิดจะใช้ความใจดีซื้อใจสตรีหน้าเงินผู้นั้น ช่างประเมินนางต่ำเกินไป"
เขาอ่านนิสัยของมู่หรันฉีออก นางเกลียดการเป็นหนี้บุญคุณ นางมองทุกอย่างเป็นผลประโยชน์และการค้า หากต้องการเข้าใกล้นาง ย่อมต้องใช้กฎเกณฑ์ของนาง
ซ่งเซียวเหยียนล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อ หยิบป้ายหยกสีดำสนิทที่เขาเพิ่งสั่งให้ซืออีไปนำกลับมาจากพื้นรองเท้าของนางเมื่อคืนก่อน
คืนนั้นหลังจากนางเจรจากับหลงจู๊ที่โรงรับจำนำ เขาแกล้งปล่อยให้นางกลับไปอย่างปลอดภัย ก่อนจะสั่งให้ซืออีลอบเข้าไปในเรือนหลีฮวาเพื่อดูว่านางเก็บซ่อนป้ายอาญาสิทธิ์ของเขาไว้อย่างไร เมื่อพบว่ามันถูกยัดไว้ใต้พื้นรองเท้าเก่าๆ รอยยิ้มเย็นเยียบก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา
ปลายนิ้วหนาลูบไล้ลวดลายพยัคฆ์เหยียบเมฆาบนเนื้อหยก
ในเมื่อนางชอบการค้า ชอบตั๋วเงิน และชอบต่อรองผลประโยชน์ เขาก็จะสวมบทบาทนายทุนหน้าหนา บีบให้นางต้องส่งสินค้าให้เขารายเดียว ขีดเส้นล้อมรอบตัวนางมิให้บุรุษอื่นเข้าใกล้
"ซืออี"
"พ่ะย่ะค่ะ"
"เตรียมตั๋วเงิน ยามซวีคืนนี้ ข้าจะไปเหมาสินค้าที่ร้านหรันอี้"
