บทที่ 5 สตรีหน้าเงินกับนายทุนลับ
ยามเว่ย เกวียนเทียมวัวจอดเทียบหน้าประตูไม้เก่าซอมซ่อของจวนนายอำเภอประจำเมือง ป้ายอักษรเหนือกรอบประตูหลุดลอกจนแทบมองไม่เห็นชื่อตระกูลมู่
มู่หรันฉีก้าวลงจากเกวียน จ่ายอีแปะค่าโดยสารก่อนจะผลักประตูไม้เข้าไปด้านใน สภาพเรือนหลักยังคงทรุดโทรมไม่ต่างจากวันแรกที่นางทะลุมิติมาอยู่ในร่างนี้ กระเบื้องหลังคาแตกบิ่น เสาไม้มีรอยปลวกแทะ
นางก้าวเดินไปตามระเบียงทางเชื่อม มุ่งหน้าสู่เรือนปีกซ้าย เสียงไอดังแว่วมาจากด้านในสลับกับเสียงพัดลมเตาไฟ
มู่จื่อเซวียน เด็กชายวัยสิบหนาวนั่งยองอยู่หน้าเตาดินเผา ใบหน้าเล็กเปื้อนเขม่าดำควัน มือหนึ่งถือพัดสานพัดไฟ อีกมือถือตำราเรียนที่หน้ากระดาษเริ่มเปื่อยยุ่ย
มู่หรันฉีวางห่อผ้าลงบนโต๊ะหินอ่อนกลางลาน ดึงพัดสานออกจากมือบอบบางของน้องชาย
"พี่ใหญ่" มู่จื่อเซวียนเงยหน้าขึ้น แววตาที่เคยสงบนิ่งฉายแววดีใจประหลาดใจ
"ท่านเรียนจบแล้วหรือขอรับ"
"ข้าเรียนจบแล้ว ต่อไปนี้ไม่ต้องกลับไปนอนที่สำนักศึกษาอีก" นางใช้แขนเสื้อเช็ดรอยควันบนแก้มป่องของน้องชาย
"ท่านพ่อเล่า"
แววตาของมู่จื่อเซวียนหม่นลงเล็กน้อย "ท่านพ่อถูกคนของจวนผู้ว่าการเรียกตัวไปตั้งแต่ปลายยามเหม่าขอรับ อ้างว่ามีบัญชีภาษีสมุนไพรต้องสะสาง จนป่านนี้ยังไม่กลับมา"
มู่หรันฉีแค่นเสียงในลำคอ เซี่ยหรงอันช่างลงมือรวดเร็วนัก เพิ่งเกิดเรื่องเมื่อคืน เช้าวันนี้นายอำเภอมู่ก็ถูกบิดาของนางเรียกไปกดดันเสียแล้ว
เสียงไอจากในห้องดังขึ้นอีกระลอก มู่หรันฉีผลักประตูก้าวเข้าไปด้านใน หลินฮูหยินเอนกายอยู่บนเตียงไม้ ใบหน้าซีดเซียวไร้สีเลือด เมื่อเห็นบุตรีคนโตกลับมาก็พยายามจะยันตัวลุกขึ้น
"ฉีเอ๋อร์ กลับมาแล้วหรือ" น้ำเสียงของมารดาแหบพร่า
"ท่านแม่ นอนพักเถิดเจ้าค่ะ ข้าจัดการเรื่องยาเอง" มู่หรันฉีกดไหล่มารดาให้นอนลง จับชีพจรที่ข้อมือผอมบางอย่างแผ่วเบา ชีพจรเต้นอ่อนและติดขัด อาการป่วยเรื้อรังนี้หากไม่มียาบำรุงชั้นเลิศคอยประคอง ย่อมไม่อาจยื้อชีวิตไปได้นาน
ครอบครัวนี้คือผู้มีพระคุณที่มอบร่างให้นางได้มีชีวิตที่สอง มู่หรันฉีย่อมไม่ยอมปล่อยให้พวกเขาต้องอดตายหรือถูกผู้ว่าการเมืองรังแกจนสิ้นเนื้อประดาตัว
นางหันหลังกลับออกมาที่ลานซักล้าง สั่งให้น้องชายไปต้มข้าวต้ม ส่วนตนเองเดินตรงไปยังเรือนหลีฮวาซึ่งเป็นห้องพักส่วนตัว
เมื่อปิดประตูลลงกลอนแน่นหนา มู่หรันฉีดึงมีดสั้นเล่มเล็กที่ซ่อนไว้ในรองเท้าออกมา งัดแผ่นกระดานเตียงแผ่นที่สามนับจากหัวเตียงขึ้นมาอย่างเบามือ ใต้กระดานนั้นมีช่องลับขนาดเล็ก นางหยิบสมุดบันทึกปกสีน้ำตาลเข้มออกมาพลิกเปิด
สมุดเล่มนี้บันทึกสูตรยาสมุนไพรจากยุคปัจจุบันที่นางเพียรพยายามจดจำและดัดแปลงให้เข้ากับตัวยาในยุคนี้ มู่หรันฉีไล่สายตาอ่านสูตรยาพอกถอนพิษสากล มันคือสูตรดัดแปลงจากยาที่นางเคยใช้ช่วยชีวิตบุรุษนิรนามในป่าทึบเมื่อสองปีก่อน เพียงแต่ลดทอนสมุนไพรหายากบางชนิดลง เพื่อให้สามารถผลิตขายได้ในปริมาณมากและรักษาพิษสัตว์เลื้อยคลานทั่วไปได้ชะงัด
นางลุกขึ้นไปยังมุมห้อง คว้าตะกร้าไม้ไผ่ที่บรรจุสมุนไพรตากแห้งที่เก็บสะสมไว้ตลอดหลายเดือนในสำนักศึกษา นำมาบดในโกร่งหินอย่างระมัดระวัง นางตวงสัดส่วนอย่างแม่นยำ ผสมกับสุราขาวบริสุทธิ์เพื่อสกัดฤทธิ์ยา เคี่ยวไฟอ่อนบนเตาเล็กในห้องจนกลายเป็นเนื้อครีมข้นสีเขียวเข้ม
ผ่านไปหนึ่งก้านธูป ยาพอกถอนพิษจำนวนสามขวดกระเบื้องเคลือบก็เสร็จสมบูรณ์
มู่หรันฉีเก็บกวาดร่องรอยการปรุงยาจนหมดจด เปลี่ยนชุดจากชุดบัณฑิตสีฟ้าครามเป็นเสื้อผ้าฝ้ายสีเทาเข้มทะมึน เกล้ามวยผมเรียบตึงด้วยปิ่นไม้ธรรมดา คราบคุณหนูบุตรีขุนนางถูกสลัดทิ้ง เหลือเพียงแม่ค้าหน้าเงินผู้พร้อมทำทุกวิถีทางเพื่อความอยู่รอด
นางยัดขวดยาลงในแขนเสื้อ ซ่อนมีดสั้นไว้ที่เดิม ก่อนจะเดินไปลูบศีรษะมู่จื่อเซวียนที่กำลังนั่งเฝ้าหม้อข้าวต้ม
"ดูแลท่านแม่ให้ดี พี่ใหญ่จะออกไปทำธุระสักประเดี๋ยว ยามซวีจะกลับมา"
"พี่ใหญ่ระวังตัวด้วยขอรับ" มู่จื่อเซวียนรับคำอย่างว่าง่าย
มู่หรันฉีก้าวออกจากจวนนายอำเภอด้วยเส้นทางลัด นางใช้ความคุ้นเคยกับตรอกซอกซอยในเมือง หลบเลี่ยงสายตาผู้คน มุ่งหน้าสู่ทิศตะวันออกของเมืองหลวงประจำมณฑล
ปลายยามเว่ย นางมาหยุดยืนอยู่หน้าปากตรอกมืดทึบด้านหลังเหลาอาหารฟูไหล บริเวณนี้เป็นจุดทิ้งขยะและทางออกฉุกเฉิน ไร้ผู้คนสัญจร บรรยากาศเงียบสงัดผิดกับด้านหน้าเหลาอาหารที่พลุกพล่านด้วยลูกค้ากระเป๋าหนัก
มู่หรันฉีสูดลมหายใจเข้าลึก ปรับสีหน้าให้เรียบเฉย แววตาคมกริบไร้ร่องรอยความลังเล นางก้าวเดินเข้าไปในความมืดมิดของตรอก มุ่งหน้าสู่ประตูลับที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายใต้ดินของเถ้าแก่เนี้ยสวี
ถึงเวลาประเมินราคาสมุนไพรและเจรจาธุรกิจกับจิ้งจอกเฒ่าแห่งวงการค้าแล้ว
