ตอนที่ 8 ข้อความแรกขอบคุณ
ตอนที่ 8 ข้อความแรกขอบคุณ
แสงทองยามบ่ายแก่ๆ สาดส่องผ่านยอดต้นสนไกลออกไป กระทบบ้านดินหลังย่อมที่ดูมีชีวิตชีวาขึ้นกว่าเมื่อหลายวันก่อน หลินเสี่ยวเวยนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นดินที่ถูกกวาดจนสะอาดเกลี้ยงเกลา ในมือของเธอไม่ได้มีจอบหรือเข็มเย็บผ้า แต่เป็น 'ทรัพยากร' อันล้ำค่าที่เธอเพิ่งตัดสินใจสละมันเพื่อภารกิจสำคัญ
นั่นคือหนังสือพิมพ์ฉบับเก่าที่เฉิงอี้โยนมาให้เมื่อวันก่อน
เธอมองขอบกระดาษที่ยังว่างเปล่าไม่มีตัวอักษรพิมพ์ทับอย่างใช้ความคิด ในยุคที่กระดาษขาดแคลนและดินสอเป็นของหายากสำหรับครอบครัวยากจน การจะเขียนจดหมายสักฉบับไม่ใช่เรื่องที่จะทำเล่นๆ ได้เลย เสี่ยวเวยถอนหายใจยาวพลางมองดูดินสอไม้แท่งจิ๋วที่กุดจนแทบจะจับไม่ได้ ซึ่งเธอไปรื้อเจอจากก้นหีบไม้ของพ่อ
"เอาล่ะ... แค่ประโยคเดียวคงไม่เปลืองกระดาษมากหรอกมั้ง"
เธอใช้กรรไกรสนิมเขรอะค่อยๆ ขลิบขอบกระดาษหนังสือพิมพ์ออกมาเป็นแถบยาวขนาดเท่าฝ่ามืออย่างประณีต นิ้วมือที่เคยพองเป็นตุ่มน้ำบัดนี้เริ่มด้านหนาขึ้นเล็กน้อย แต่มันกลับให้ความรู้สึกที่มั่นคงกว่ามือที่เคยนุ่มนิ่มแต่ไร้เรี่ยวแรงในโลกก่อน เสี่ยวเวยก้มลงบรรจงกดดินสอลงบนกระดาษ ตัวอักษรแต่ละตัวถูกกลั่นกรองออกมาจากความรู้สึกที่เธออยากจะสื่อสารจริงๆ
'ขอบคุณสำหรับน้ำตาลนะคะพี่เฉิง ตู้ไปรษณีย์ฝีมือหนูเอง แข็งแรงมากค่ะ!'
เธออ่านทวนประโยคนั้นซ้ำๆ จนแก้มเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ รอยยิ้มซุกซนจุดขึ้นที่มุมปากเมื่อนึกถึงใบหน้าบึ้งตึงของบุรุษไปรษณีย์หนุ่มตอนที่เขาเห็นตู้ไม้สีแดงนั่นเป็นครั้งแรก เสี่ยวเวยพับกระดาษแผ่นนั้นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วแอบย่องออกไปที่หน้าบ้าน เธอสอดมันไว้ในซอกด้านในของตู้ไปรษณีย์ไม้สีแดงอย่างเบามือ ราวกับกลัวว่าลมจะพัดพาเอาความตั้งใจของเธอลอยหายไป
ตลอดทั้งช่วงบ่ายวันนั้น หลินเสี่ยวเวยแทบจะนั่งไม่ติดที่ เธอหาเรื่องขยับตัวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอดเวลา ทั้งกวาดลานบ้านรอบที่สาม ขัดอ่างน้ำดินเผาจนเงาวับ แม้แต่ย่าหลินยังต้องเงยหน้าจากตะกร้าผักขึ้นมามองหลานสาวด้วยความฉงน
"เสี่ยวเวยลูก... ลานบ้านน่ะมันจะสึกหมดแล้วนะ กวาดอะไรนักหนา"
ย่าหลินหัวเราะเบาๆ
"หรือว่ากำลังรอใครอยู่?"
"เปล่าซะหน่อยค่ะย่า หนูแค่... อยากออกกำลังกายเฉยๆ ค่ะ ร่างกายจะได้แข็งแรงไงคะ"
เธอตอบเลี่ยงๆ แต่ดวงตากลับชำเลืองไปที่หัวโค้งถนนทุกๆ สามนาที
การรอคอยในยุคที่ไม่มีระบบแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์มันช่างทรมานและสวยงามในเวลาเดียวกัน เธอไม่มีทางรู้เลยว่าเขาจะมาถึงกี่โมง หรือวันนี้เขาจะมาไหม ทุกวินาทีที่ผ่านไปคือการคาดเดาและการใช้หัวใจเฝ้าฟังเสียงที่รอคอย จนกระทั่งแดดเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มแก่และเงาของต้นไม้ทอดยาวไปตามพื้นดิน
กริ๊ง! กริ๊ง!
เสียงที่คุ้นเคยดังแว่วมาตามสายลมเย็นยามบ่าย เสี่ยวเวยสะดุ้งสุดตัว เธอรีบโยนไม้กวาดทิ้งแล้ววิ่งไปแอบอยู่หลังบานหน้าต่างไม้บานเดิม หูคอยฟังเสียงล้อจักรยานที่บดเบียดลงบนดินลูกรัง หัวใจของเธอเต้นแรงจนแทบจะทะลุอก มากกว่าตอนที่เธอต้องพรีเซนต์งานให้ประธานบริษัทในโลกก่อนเสียอีก
จักรยานสีเขียวคันโตชะลอความเร็วลงและหยุดกึกที่หน้าตู้ไม้สีแดง เฉิงอี้ในชุดเครื่องแบบที่ดูเหนื่อยล้าจากการปั่นรถมาทั้งวันไม่ได้ลงจากรถ เขาเอื้อมมือไปหยิบหนังสือพิมพ์ฉบับใหม่เตรียมจะหย่อนลงในตู้ แต่แล้วเขาก็ชะงักไปเมื่อสายตาปะทะกับเศษกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่สอดอยู่ข้างใน
จากมุมมืดหลังหน้าต่าง เสี่ยวเวยกลั้นหายใจมองดูทุกการเคลื่อนไหวของเขา เธอเห็นเฉิงอี้หยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาคลี่ออก แสงอาทิตย์อัสดงที่สาดส่องจากด้านหลังทำให้เธอเห็นเงาของเขาชัดเจน เขาขมวดคิ้วมุ่นจ้องมองตัวอักษรนั้นอยู่นาน นานจนเสี่ยวเวยเริ่มกังวลว่าเธอเขียนอะไรผิดไปหรือเปล่า หรือเขาจะโกรธที่เธอเอาขอบหนังสือพิมพ์มาเขียน?
แต่แล้ว สิ่งที่เธอไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น...
มุมปากที่มักจะบึ้งตึงอยู่เสมอของเฉิงอี้ค่อยๆ ยกขึ้นเพียงเล็กน้อย มันเป็นรอยยิ้มที่แผ่วเบาจนถ้าไม่สังเกตให้ดีคงมองไม่เห็น เขาพึมพำอะไรบางอย่างกับตัวเองพลางพับกระดาษแผ่นนั้นอย่างประณีต แล้วสอดมันเข้าไปในกระเป๋าเสื้อเครื่องแบบตรงตำแหน่งหน้าอกซ้ายอย่างระมัดระวัง
เขาสอดหนังสือพิมพ์ฉบับใหม่ลงในตู้ไปรษณีย์ ก่อนจะกดกระดิ่งจักรยานส่งท้ายหนึ่งครั้ง
กริ๊ง!
เสียงครั้งนี้มันดูสดใสและกังวานกว่าทุกวัน เฉิงอี้ออกแรงปั่นจักรยานจากไป ทิ้งไว้เพียงฝุ่นสีนวลที่ลอยละล่องอยู่ในอากาศยามเย็น
เสี่ยวเวยทรุดตัวลงพิงผนังดินอย่างหมดแรงพลางเอามือทาบอก ความรู้สึกตื่นเต้นและอบอุ่นใจมันเอ่อล้นจนเธอกลั้นยิ้มไว้ไม่อยู่ รอยยิ้มเพียงเสี้ยววินาทีของเขานั้นดูเหมือนจะคุ้มค่ากับการรอคอยมาตลอดทั้งวัน
"เขาเอาใส่กระเป๋าเสื้อด้วย..."
เธอพึมพำกับตัวเองด้วยใบหน้าที่แดงก่ำราวกับลูกตำลึงสุก
ในโลกก่อน การส่งข้อความขอบคุณผ่านแอปพลิเคชันอาจจะได้รับเพียงสติกเกอร์ตอบกลับมาหนึ่งตัว แต่นี่... จดหมายที่เขียนบนเศษกระดาษหนังสือพิมพ์ กลับถูกเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อที่ใกล้หัวใจที่สุด ความสัมพันธ์ที่ขยับไปทีละนิดด้วยจังหวะที่เชื่องช้านี้ กลับทำให้หัวใจที่เคยแห้งเหี่ยวของเสี่ยวเวยกลับมาพองโตและมีชีวิตชีวาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
คืนนั้น เสี่ยวเวยนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ฉบับใหม่อยู่ข้างตะเกียงน้ำมันก๊าด ย่าหลินที่นั่งเย็บผ้าอยู่ใกล้ๆ สังเกตเห็นหลานสาวนั่งอมยิ้มอยู่คนเดียวจึงเอ่ยทัก
"วันนี้ไปเจออะไรดีๆ มาล่ะเสี่ยวเวย เห็นนั่งยิ้มตั้งแต่หัวค่ำแล้วนะ"
"ไม่มีอะไรหรอกค่ะย่า หนูแค่รู้สึกว่า... อากาศช่วงนี้มันดีจังเลยค่ะ"
เธอตอบพลางซุกใบหน้าลงกับหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์ กลิ่นหมึกพิมพ์จางๆ ผสมกับกลิ่นแดดดูเหมือนจะหอมหวานขึ้นมาอย่างประหลาด
เธอรู้ดีว่าพรุ่งนี้ชีวิตการทำงานหนักในยุค 80 ยังคงรอเธออยู่ ทั้งการขุดดิน ปลูกผัก และการต่อสู้เพื่อความอยู่รอด แต่มันกลับไม่น่าเบื่อหรือน่ากลัวอีกต่อไป เพราะในทุกๆ บ่าย เธอรู้ว่าจะมีเสียงกระดิ่งจักรยานที่รอคอย และที่ตู้ไปรษณีย์ไม้สีแดงใบนั้น จะมีความลับเล็กๆ ระหว่างเธอกับชายหนุ่มชุดสีเขียวขี้ม้าซ่อนอยู่เสมอ
