ปล่อยใจไปกับสายลม แห่งปี 1980

59.0K · จบแล้ว
ระฆังพฤษภา/จงร่ายรำบทกวี
31
บท
90
ยอดวิว
8.0
การให้คะแนน

บทย่อ

ท่ามกลางทุ่งรวงข้าวสีทองแห่งปี 1980 ความรักไม่ได้ถูกส่งผ่านสายสัญญาณ... แต่มันเดินทางมาพร้อมเสียงกระดิ่งจักรยานสีเขียว และถ้อยคำในจดหมายที่เขียนด้วยหัวใจ ในโลกที่ทุกอย่างหมุนเร็วเกินไป... ขอบคุณโชคชะตาที่เหวี่ยงฉันกลับมาในยุคที่ 'ความคิดถึง' ต้องเดินทางผ่านซองจดหมาย และ 'ความรัก' เริ่มต้นด้วยเสียงกระดิ่งจักรยาน เพราะอุบัติเหตุหรือโชคชะตาไม่ทราบได้ที่เหวี่ยง 'หลินเสี่ยวเวย' สาวออฟฟิศผู้ใช้ชีวิตเฉื่อยแฉะไปวันๆ ในโลกปัจจุบัน ให้กลับมาลืมตาตื่นขึ้นในร่างของเด็กสาวซูบผอม ณ หมู่บ้านชนบทที่แร้นแค้นในปี ค.ศ. 1980 ยุคสมัยที่ไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีสมาร์ทโฟน และไม่มีความสะดวกสบายใดๆ มีเพียงทุ่งนาอันกว้างใหญ่ กลิ่นควันไฟจากเตาดิน และการทำงานหนักเพื่อความอยู่รอด แต่ในความหิวโหยนั้น เธอกลับได้รับไออุ่นจาก 'ย่าหลิน' หญิงชราผู้ใจดี และที่สำคัญ... เธอได้พบกับ 'เฉิงอี้' บุรุษไปรษณีย์หนุ่มผู้มีแววตานิ่งสงบแต่แฝงไปด้วยความอาทร จดหมายแต่ละซองที่เขาปั่นจักรยานมาส่ง ไม่ได้บรรจุเพียงข่าวสารจากโลกภายนอก แต่มันยังซ่อน 'ความห่วงใย' เล็กๆ ผ่านกระดาษแผ่นสั้นและลูกอมหวานๆ ที่เขามักจะแอบหย่อนไว้ให้ในตู้ไปรษณีย์ไม้สีแดงที่เธอซ่อมขึ้นเองกับมือ จากหญิงสาวที่เคยอยู่อย่างไร้จุดหมาย เสี่ยวเวยเริ่มต้นเรียนรู้ที่จะ 'รัก' ชีวิตที่หมุนไปอย่างช้าๆ เรียนรู้ความหมายของการ 'รอคอย' และการสร้างอนาคตด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง

นิยายรักโรแมนติก

บทนำ

ตอนที่ 1 ตื่นมาในวันวาน

กลิ่นแรกที่สัมผัสได้ไม่ใช่กลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มราคาแพง หรือกลิ่นสเปรย์ปรับอากาศกลิ่นลาเวนเดอร์ที่เธอคุ้นเคย แต่มันคือกลิ่นอับชื้นของดินที่ผสมโรงมากับกลิ่นฟางเก่าๆ และกลิ่นควันไฟจางๆ ที่ลอยวนอยู่ในอากาศ

หลินเสี่ยวเวยปรือตาขึ้นช้าๆ ทัศนียภาพเบื้องหน้าพร่าเลือนจนต้องกะพริบตาถี่ๆ เพื่อขับไล่ความมึนงง สิ่งแรกที่เห็นไม่ใช่เพดานฝ้าฉาบเรียบขาวสะอาด แต่เป็นโครงหลังคาไม้ขรุขระที่มีฟางข้าวและเศษดินอุดรอยรั่ว แสงจันทร์รำไรลอดผ่านรอยแตกนั้นลงมาเป็นเส้นสายเล็กๆ เผยให้เห็นฝุ่นผงที่ร่ายรำอยู่ในอากาศ

เธอนิ่งค้างอยู่ครู่หนึ่ง สมองที่เคยประมวลผลว่องไว (แม้จะใช้ไปกับการไถโทรศัพท์เลือกเมนูอาหารเดลิเวอรี่เสียส่วนใหญ่) กลับทำงานช้าลงอย่างน่าใจหาย มือบางพยายามคลำหาสมาร์ทโฟนที่มักจะวางอยู่ใต้หมอนเป็นนิสัย แต่สิ่งที่ปลายนิ้วสัมผัสกลับเป็นพื้นเตียงที่แข็งกระด้างและเย็นเยียบ พอก้มลงมองก็พบว่าเธอนอนอยู่บนเตียงดินเผาขนาดใหญ่ที่ปูทับด้วยเสื่อฟางเก่าๆ ผืนหนึ่ง

“อะไรกันเนี่ย...”

เสียงที่หลุดออกมาจากลำคอแห้งผากจนน่าตกใจ มันไม่ใช่เสียงที่กังวานและติดจะขี้เกียจของหญิงสาววัยยี่สิบปลายๆ อย่างเธอ แต่มันเล็ก แหลม และแหบพร่าเหมือนคนไม่ได้ใช้งานมานาน เสี่ยวเวยพยายามยันตัวขึ้น ร่างกายกลับประท้วงด้วยความรู้สึกหนักอึ้งเหมือนถูกก้อนหินนับพันทับไว้ ข้อต่อทุกส่วนปวดแปลบจนต้องนิ่วหน้า

เธอพยายามคลำหา ‘สวิตช์ไฟ’ ตรงหัวเตียง แต่ปลายนิ้วกลับปัดไปโดนวัตถุโลหะเย็นๆ บนโต๊ะไม้ที่สั่นโยกจนเกือบจะพังแหล่มิพังแหล่ มันคือตะเกียงน้ำมันก๊าดแบบโบราณที่มีเขม่าดำเกาะอยู่จางๆ ข้างๆ กันนั้นมีไม้ขีดไฟกล่องเล็กวางอยู่

ความเย็นยะเยือกแล่นพล่านไปตามสันหลัง ความเงียบสงบที่ได้ยินเพียงเสียงแมลงกลางคืนกรีดร้องงมงายอยู่ด้านนอกมันช่างน่าขนลุกสำหรับคนที่เติบโตมาในเมืองหลวงที่ไม่มีวันหลับไหล เธอรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลือเพียงน้อยนิดค่อยๆ ขยับขาลงจากเตียง เท้าเปล่าสัมผัสพื้นดินที่ถูกเหยียบจนแน่นแต่มันก็ยังให้สัมผัสที่ขรุขระและเย็นจัดจนเธอสะดุ้ง

เสี่ยวเวยก้าวเดินอย่างโซเซไปตามแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างไม้บานเล็ก เธอเห็นอ่างดินเผาขนาดใหญ่ใบหนึ่งตั้งอยู่มุมห้อง น้ำในนั้นนิ่งสงบจนสะท้อนเงาจันทร์สีนวล เธอวักน้ำขึ้นล้างหน้าเพื่อหวังจะเรียกสติ น้ำเย็นจัดช่วยให้เธอตื่นตัวขึ้นบ้าง แต่เมื่อเงยหน้ามองเงาสะท้อนในอ่างน้ำ หัวใจของเธอก็แทบหยุดเต้น

ในเงานั้น... คือเด็กสาวคนหนึ่งที่มีเค้าหน้าคล้ายเธอราวกับพิมพ์เดียวกัน โครงหน้า ดวงตา และจุดไฝเล็กๆ ที่มุมปาก ทุกอย่างมันคือ ‘หลินเสี่ยวเวย’ ไม่ผิดแน่ แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือความทรุดโทรม เด็กสาวในเงาหน้าตาซีดเซียวจนเกือบขาวโพลน แก้มซูบตอบจนเห็นโหนกแก้มชัดเจน ดวงตาที่เคยเป็นประกายกลับดูหม่นหมองและลึกโหลเหมือนคนขาดสารอาหารอย่างหนัก ผมเปียสองข้างยุ่งเหยิงและด้านกระด้าง

“นี่มันตัวฉัน... แต่ทำไมถึงเป็นแบบนี้”

เคร้ง!

กระบวยไม้ในมือร่วงลงพื้นดั่งใจที่หลุดลอย ความทรงจำสุดท้ายที่แวบเข้ามาคือความเหนื่อยหน่ายจากการทำงานที่ไม่มีวันจบสิ้น ความรู้สึกเฉื่อยแฉะที่อยากจะหลับไปให้พ้นๆ จากโลกที่หมุนเร็วจนตามไม่ทัน แล้วจู่ๆ เธอก็มาโผล่ในร่างที่ดูเหมือนซากศพเดินได้เช่นนี้เนี่ยนะ!

ในขณะที่สติกำลังจะกระเจิดกระเจิง เสียงไม้ลั่น

เอี๊ยด!

จากประตูก็ดังขึ้น เสี่ยวเวยสะดุ้งเฮือกหันขวับไปมอง เงาร่างของหญิงชราคนหนึ่งก้าวเข้ามาในห้อง ในมือถือตะเกียงน้ำมันก๊าดที่ส่องแสงสีส้มสลัว แสงนัั้นอาบไล้ใบหน้าที่มีรอยตีนกามากมายแต่นุ่มนวลอย่างประหลาด

“เสี่ยวเวย! หลานฟื้นแล้วหรือลูก!”

หญิงชราวางตะเกียงลงบนโต๊ะอย่างรีบร้อนแล้วโผเข้ามาประคองเธอไว้ สัมผัสจากมือนั้นหยาบกร้านและแห้งผากเหมือนเปลือกไม้ แต่มันกลับอุ่นจัดจนความเย็นในใจของเสี่ยวเวยเริ่มละลาย ย่าหลินดึงหลานสาวเข้าไปกอดแนบอก กลิ่นสาบเสื้อผ้าที่ผ่านการซักด้วยมือและกลิ่นสมุนไพรจางๆ อบอวลอยู่รอบตัว

“โถ่เอ๊ย ย่านึกว่าจะเสียหลานไปแล้ว หลับไปสามวันสามคืนจนย่าใจจะขาด”

หญิงชราสะอื้นเบาๆ พลางลูบหลังหลานสาวอย่างทะนุถนอม