บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 9 บทสนทนาที่ไม่มีเสียง

ตอนที่ 9 บทสนทนาที่ไม่มีเสียง

บรรยากาศยามเช้าในหมู่บ้านชิงซานถูกโอบล้อมด้วยสายหมอกบางเบาที่ลอยละล่องอยู่เหนือทุ่งนา กลิ่นน้ำค้างที่เกาะอยู่บนใบหญ้าผสมกับกลิ่นควันไฟจากเตาดินสร้างมวลอากาศที่เย็นสบายอย่างประหลาด หลินเสี่ยวเวยลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่แตกต่างจากทุกวัน ความเมื่อยล้าจากการขุดดินและการซ่อมแซมบ้านยังคงอยู่ แต่มันกลับถูกทดแทนด้วยแรงขับเคลื่อนบางอย่างที่ทำให้เธออยากสลัดผ้าห่มออกแล้ววิ่งไปที่หน้าบ้านทันที

เธอยังอยู่ในชุดนอนผ้าป่านตัวโคร่ง ผมเผ้ายุ่งเหยิงเล็กน้อยตามประสานคนเพิ่งตื่น แต่เท้าเล็กๆ กลับก้าวฉับๆ ผ่านลานดินที่ถูกกวาดจนเรียบกริบมุ่งตรงไปยังรั้วไม้ไผ่ หัวใจของเธอเต้นตุบตับเป็นจังหวะลุ้นระทึกยิ่งกว่าการเปิดซองสุ่มโมเดลฟิกเกอร์ในโลกก่อนเสียอีก

เมื่อไปถึงหน้าตู้ไปรษณีย์ไม้สีแดง เสี่ยวเวยชะลอฝีเท้าลง เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะยื่นมือที่สั่นเทานิดๆ เข้าไปสำรวจในช่องว่างด้านใน

สัมผัสของกระดาษ!

นิ้วของเธอแตะเข้ากับแผ่นกระดาษเนื้อหนาใบหนึ่ง เสี่ยวเวยรีบดึงมันออกมาดูด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง มันไม่ใช่เศษกระดาษหนังสือพิมพ์เหมือนที่เธอใช้ แต่มันคือแผ่นกระดาษหัวตราไปรษณีย์ทางการที่ดูสะอาดสะอ้านและเป็นระเบียบ บนนั้นมีรอยหมึกสีน้ำเงินเข้ม เขียนด้วยลายมือที่หวัดห้าวแต่ทรงพลัง ทุกเส้นสายของตัวอักษรดูเด็ดขาดเหมือนบุคลิกของเจ้าของไม่มีผิด

'ถ้าหายดีแล้วก็ไปหัดกินข้าวแยะๆ อย่าเอาแต่เล่นไม้จนมือพอง เป็นเด็กเป็นเล็กหัดดูแลตัวเองซะบ้าง'

เสี่ยวเวยเผลอหลุดหัวเราะออกมาท่ามกลางสายหมอกยามเช้า

"อะไรของเขากันเนี่ย... ให้กำลังใจคนอื่นเขาทำกันแบบนี้เหรอ"

แม้ถ้อยคำจะดูเหมือนการดุด่าและสั่งสอน แต่มันกลับซ่อนความห่วงใยไว้อย่างมิดชิดจนเธอสัมผัสได้ ร่างกายที่เขาบอกว่า 'ผอมเหมือนกิ่งไม้แห้ง' ในวันแรก ตอนนี้ได้รับการดูแลและใส่ใจจากคนแปลกหน้าผ่านตัวหนังสือเพียงไม่กี่คำ เสี่ยวเวยประคองกระดาษแผ่นนั้นไว้แนบอก ความอบอุ่นที่ปลายนิ้วดูเหมือนจะซึมซาบเข้าสู่หัวใจที่เคยเยือกเย็นของเธออย่างช้าๆ

ตลอดทั้งวันนั้น เสี่ยวเวยทำงานบ้านไปพลางฮัมเพลงไปพลางอย่างอารมณ์ดี เธอจัดการต้มโจ๊กให้ย่าหลิน คราวนี้เธอแอบใส่ไข่ที่ได้จากแม่ไก่หลังบ้านลงไปเคี่ยวจนเนียนนุ่ม รสชาติของอาหารที่เรียบง่ายดูเหมือนจะกลมกล่อมขึ้นเมื่อคนทำมีความสุข

เมื่อถึงช่วงพักเที่ยง เธอไม่ได้งีบหลับเหมือนอย่างเคย แต่กลับไปนั่งอยู่ที่มุมประจำริมหน้าต่าง เสี่ยวเวยดึงเศษกระดาษหนังสือพิมพ์ที่แอบตัดเตรียมไว้ตั้งแตเมื่อคืนออกมา คราวนี้เธอตั้งใจจะเขียนตอบกลับไปเรื่องอาหาร ซึ่งเป็นประเด็นที่เขาเปิดมา

'หนูกินข้าวเยอะมากเลยค่ะพี่เฉิง วันนี้มีไข่ไก่่ด้วย! แล้วพี่ล่ะคะ ทำงานหนักขนาดนี้ได้กินของอร่อยๆ บ้างหรือเปล่า? วันหลังถ้าพี่มาถึงตอนที่หนูทำอาหารเสร็จพอดี หนูจะแอบตักใส่ปิ่นโตทิ้งไว้ให้นะคะ'

เธอเขียนเสร็จก็ต้องรีบเอามือปิดหน้าตัวเองด้วยความเขินอาย

"นี่เรากำลังอ่อยเขาอยู่หรือเปล่านะเสี่ยวเวย?"

เธอพึมพำกับตัวเอง แต่แล้วก็ส่ายหัว

"ไม่หรอก... กตัญญูต่างหาก เขาช่วยชีวิตเราไว้นะ!"

เสี่ยวเวยแอบเอาโน้ตใบนั้นไปใส่ไว้ในตู้แดงตอนบ่ายโมงตรง ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่เขาจะมาถึงประมาณหนึ่งชั่วโมง เธอทำแบบนี้ทุกวันจนกลายเป็น 'กิจวัตรใหม่' ที่ทำให้ชีวิตในปี 1980 ไม่น่าเบื่ออีกต่อไป

ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเฉิงอี้เริ่มขยับจากความเงียบเหงา กลายเป็นบทสนทนาที่ไม่มีเสียงผ่านตู้ไปรษณีย์ไม้ใบเก่า ทุกวันเสี่ยวเวยจะได้พบกับกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่สอดมาพร้อมหนังสือพิมพ์เสมอ บางวันเขาก็เขียนเรื่องสภาพอากาศ

'พรุ่งนี้ฝนจะตก อย่าสรรหาออกไปแบกน้ำอีก ถ้าถังเปียกมันจะหนักกว่าเดิมสองเท่า จำไว้'

หรือบางวันเขาก็เตือนเรื่องความปลอดภัยในหมู่บ้าน

'เห็นว่าข้างบ้านเธอยัยป้าหวังเลี้ยงหมาดุไว้ตัวหนึ่ง เวลาเดินผ่านก็หัดพกไม้ติดมือไปบ้าง ไม่ใช่เดินเหม่อจนหมาคาบไปกิน'

เสี่ยวเวยมักจะตอบกลับด้วยเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น

'วันนี้หนูเห็นนกกระจอกมาทำรังที่ต้นไผ่ด้วยล่ะค่ะ'

หรือ

'ย่าหลินชมว่าหนูขัดกระทะสะอาดที่สุดในหมู่บ้านแล้ว'

ทุกข้อความสั้นๆ เพียงหนึ่งหรือสองประโยค กลายเป็นสิ่งหล่อเลี้ยงใจที่ยิ่งใหญ่ ความเรียบง่ายของการสื่อสารในยุคนี้ทำให้เธอเห็นค่าของทุกตัวอักษร ในโลกเดิมเธออาจจะส่งสติกเกอร์ตอบโต้กันนับร้อยในหนึ่งนาทีแต่กลับจำไม่ได้ว่าคุยอะไรกันบ้าง แต่ที่นี่... เธอจำได้แม้กระทั่งน้ำหนักของการกดปากกาบนกระดาษของเฉิงอี้

เย็นวันหนึ่ง ขณะที่เสี่ยวเวยกำลังเดินกลับจากป่าหลังบ้านพร้อมกับกิ่งไม้แห้งกำใหญ่ เธอสังเกตเห็นจักรยานสีเขียวจอดนิ่งอยู่ที่หน้าบ้านของเธอ เฉิงอี้ไม่ได้อยู่ในชุดไปรษณีย์ แต่เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบๆ ที่ดูสะอาดตา เขากำลังก้มลงดูตู้ไปรษณีย์สีแดงของเธออย่างพิจารณา

เสี่ยวเวยชะงักฝีเท้า แอบอยู่หลังพุ่มไม้ใหญ่ด้วยหัวใจที่เต้นโครมคราม นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นเขาในมุมที่ไม่ได้กำลังเร่งรีบ ส่งจดหมาย

เฉิงอี้หยิบโน้ตใบเล็กที่เธอใส่ไว้เมื่อเช้าขึ้นมาอ่าน แสงแดดรำไรที่ลอดผ่านใบไม้ตกกระทบใบหน้าคมเข้มของเขา เสี่ยวเวยเห็นรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากของเขาอีกครั้ง คราวนี้มันชัดเจนกว่าทุกที เขาไม่ได้ดูดุดันเหมือนเวลาตะโกนสั่งเธอ แต่เขากลับดูเหมือนชายหนุ่มธรรมดาที่มีความอ่อนโยนซ่อนอยู่ลึกๆ

เขาหยิบดินสอออกมาจากกระเป๋าเสื้อ บรรจงเขียนอะไรบางอย่างลงบนกระดาษแผ่นเดิมของเธอ ก่อนจะสอดกลับเข้าไปในตู้แล้วปั่นจักรยานจากไปอย่างเงียบเชียบ

เสี่ยวเวยรอจนเงาของเขาหายลับไปที่หัวโค้ง เธอจึงรีบวิ่งไปที่ตู้ไปรษณีย์ทันที เธอคลี่กระดาษออกดู เห็นลายมือของเขาเขียนต่อท้ายประโยคของเธอที่บอกว่า ‘วันนี้ท้องฟ้าสวยจัง’

'ก็็งั้นๆ แหละ... แต่ถ้าเธอเลิกทำหน้าบึ้ง ท้องฟ้าก็น่าจะดูดีขึ้นกว่านี้หน่อย'

เสี่ยวเวยยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นพักใหญ่ ความรู้สึกหวานละมุนแผ่ซ่านไปทั่วอก เธอพับกระดาษแผ่นนั้นอย่างระมัดระวัง สอดมันไว้ในกระเป๋าเสื้อตรงตำแหน่งหน้าอกซ้าย... ตำแหน่งเดียวกับที่เฉิงอี้เคยเก็บโน้ตของเธอในวันแรก

ในโลกที่ไร้สายสัญญาณที่มองเห็นได้ด้วยตา แต่ที่หน้าบ้านดินหลังเก่าแห่งนี้ กลับมีสายใยบางๆ ที่ถูกถักทอขึ้นด้วยเศษกระดาษกัยดินสอและน้ำหมึก สายใยที่เชื่อมคนสองคนที่โดดเดี่ยวเข้าหากันด้วยจังหวะที่เชื่องช้า ทว่ามั่นคงยิ่งกว่าสิ่งใดที่หลินเสี่ยวเวยเคยรู้จักมาทั้งชีวิต

"ขอบคุณนะ... พี่ไปรษณีย์จอมดุ"

เธอพึมพำกับสายลมยามเย็น พร้อมกับรอยยิ้มที่ทำให้ท้องฟ้าในหมู่บ้านชิงซานวันนี้น่ามองขึ้นอย่างที่เขาว่าไว้จริงๆ

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel