บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 6 คุณย่ากับความทรงจำ

ตอนที่ 6 คุณย่ากับความทรงจำ

กลิ่นหอมกรุ่นที่แฝงไปด้วยความหวานละมุนและกลิ่นไหม้จางๆ ของเปลือกไม้ ลอยวนอยู่ในอากาศธาตุเบาบางยามหัวค่ำ หลินเสี่ยวเวยขยับตัวเข้าไปใกล้เตาไฟดินเผาที่ตั้งอยู่กลางห้องโถงเล็กๆ มากขึ้นอีกนิด ความร้อนที่แผ่ออกมาเปรียบเสมือนผ้าห่มล่องหนที่ช่วยปัดเป่าความหนาวเหน็บของลมฤดูใบไม้ร่วงที่ลอดผ่านรอยแตกของบานหน้าต่างเข้ามาเป็นระยะ

เบื้องหน้าของเธอคือย่าหลิน หญิงชราผู้ที่มีแววตาเปี่ยมไปด้วยความเมตตาเสมอกำลังใช้ไม้เขี่ยกองขี้เถ้าสีเทาหม่นอย่างใจเย็น ไม่นานนัก ลูกกลมๆ รีๆ ที่ดูเหมือนก้อนถ่านหินสองสามก้อนก็ถูกเขี่ยออกมาวางที่พื้นปูนปั้นขรุขระ มันคือ มันเทศ ที่เสี่ยวเวยแอบไปขุดมาจากริมรั้วเมื่อช่วงบ่ายนั่นเอง

"ร้อนๆ เลยลูก ระวังมือนะ"

ย่าหลินเตือนพลางใช้ชายเสื้อเช็ดเหงื่อที่ซึมตามไรผม ก่อนจะหยิบมันเทศลูกที่อวบที่สุด บิออกเป็นสองซีก ควันสีขาวพุ่งฉุยออกมาพร้อมกับเนื้อสีเหลืองทองที่ดูฉ่ำวาวราวกับน้ำผึ้ง

เสี่ยวเวยรับมาถือไว้ สลับมือไปมาเพราะความร้อนที่ลวกปลายนิ้ว แต่เธอกลับยิ้มกว้าง เธอค่อยๆ ลอกเปลือกสีน้ำตาลไหม้ออกอย่างระมัดระวัง แล้วส่งชิ้นที่สวยที่สุดให้ย่าก่อน

"ย่าทานก่อนค่ะ หนูขุดมาเองกับมือเลยนะ"

ย่าหลินหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวใจที่เต้นอย่างสงบของหญิงชราดูเหมือนจะทำให้บรรยากาศรอบตัวนิ่งสงบลง

"หลานเปลี่ยนไปมากจริงๆ เสี่ยวเวย เมื่อก่อนแค่ให้เดินมาหน้าเตาหลานยังบ่นว่าร้อน แต่เดี๋ยวนี้กลับห่วงย่าก่อนตัวเองเสียอีก"

เสี่ยวเวยชะงักไปเล็กน้อย รสสัมผัสของเนื้อมันเทศที่หวานล้ำและเหนียวนุ่มในปากดูเหมือนจะฝืดคอขึ้นมาวูบหนึ่ง เธอรู้ดีว่าความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากวิญญาณคนละดวงที่มาอาศัยในร่างนี้ แต่เธอก็ไม่อาจบอกความจริงได้ ทำได้เพียงก้มหน้าเคี้ยวมันเทศช้าๆ แล้วเอ่ยถามเสียงเบา

"ย่าคะ... เมื่อก่อน พ่อกับแม่ของหนู ท่านเป็นคนยังไงเหรอคะ?"

คำถามนั้นทำให้มือที่กำลังบิมันเทศของย่าหลินหยุดนิ่งไปชั่วขณะ แววตาที่เคยแจ่มใสกลับวูบไหวด้วยความเงียบเหงาที่ถูกเก็บซ่อนไว้ลึกสุดใจ ย่าถอนหายใจยาว ก่อนจะขยับตัวนั่งหลังพิงผนังดินที่ยังคงเก็บความร้อนจากแสงแดดตอนกลางวันเอาไว้

"พ่อของหลาน... เขาเป็นคนหัวรั้นเหมือนหลานนี่แหละ เป็นคนหนุ่มที่เปี่ยมไปด้วยอุดมการณ์ ส่วนแม่ของหลาน เธอเป็นครูอาสาที่มาจากในเมือง ผิวพรรณละเอียดลออและสวยที่สุดในหมู่บ้าน"

หญิงชราเล่าพลางทอดสายตามองไปที่เปลวไฟในเตา

"ตอนนั้นอากาศหนาวกว่านี้มาก พวกเขาทำงานหนักในนารวมเพื่อสะสมแต้มแลกอาหาร แต่เพราะความเจ็บป่วยในช่วงปีที่ขัดสน... พวกเขาจากไปเร็วเกินไป ทิ้งไว้เพียงกล่องไม้ใบหนึ่งกับหลานที่ตัวเล็กแค่นี้"

ย่าหลินชูมือขึ้นระดับอกเพื่อบอกความสูงของเธอในตอนนั้น เสี่ยวเวยรู้สึกถึงความหน่วงหนักในหน้าอก ชีวิตในยุค 80 สำหรับเธออาจจะเป็นเพียงฉากในนิยายหรือหนังย้อนยุคที่ดูน่าสนุก แต่สำหรับคนในยุคนี้ มันคือการต่อสู้ที่ต้องแลกมาด้วยชีวิตและความสูญเสีย

"รอเดี๋ยวนะ"

ย่าหลินพยุงกายลุกขึ้นอย่างช้าๆ เดินกะเผลกเข้าไปในห้องนอนครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับออกมาพร้อมกับหีบไม้ใบเล็กที่เก่าจนสีหลุดลอก เธอค่อยๆ ดึงมันออกมาวางบนพื้นไม้ที่สั่นโยก

"นี่คือสิ่งที่เหลืออยู่"

เมื่อฝาหีบถูกเปิดออก เสี่ยวเวยมองเห็นสิ่งของข้างในด้วยความรู้สึกขัดแย้งในใจ มีรูปถ่ายขาวดำที่เริ่มกลายเป็นสีซีดจางและมีคราบเหลืองตามขอบ ในรูปนั้นชายหนุ่มและหญิงสาวคู่หนึ่งยืนเคียงคู่กันหน้ากำแพงวัดเก่าๆ ทั้งคู่ไม่ได้ยิ้มกว้างตามแฟชั่นสมัยใหม่ แต่มุมปากที่ยกขึ้นเล็กน้อยบ่งบอกถึงความสุขที่เรียบง่าย

นอกจากรูปถ่าย ยังมีผ้าไหมผืนหนึ่งสีเขียวอ่อนละเอียดลออที่ดูขัดกับสภาพบ้านดินหลังนี้อย่างสิ้นเชิง และจดหมายที่พับไว้อย่างดีอีกหลายฉบับ

"แม่ของหลานรักผ้าผืนนี้มาก เธอตั้งใจจะเก็บไว้ตัดชุดให้หลานตอนหลานแต่งงาน"

ย่าหลินส่งผ้าไหมผืนนั้นให้เสี่ยวเวย สัมผัสที่เนียนนุ่มและเย็นเยียบของไหมแท้ทำให้เธอขนลุกซู่

"ส่วนจดหมายพวกนี้... คือสิ่งที่พ่อกับแม่เขียนถึงกันตอนที่ต้องแยกกันไปทำงานคนละตำบล มันมีความรักอยู่ในนั้นเต็มไปหมด"

เสี่ยวเวยลูบไล้แผ่นกระดาษที่กรอบบางด้วยความทะนุถนอม เธอสัมผัสได้ถึงไออุ่นของความผูกพันที่กาลเวลาไม่อาจพรากไปได้ ในโลกเดิมของเธอ ความรักอาจจะแสดงออกผ่านข้อความในสมาร์ทโฟนที่กดส่งเพียงเสี้ยววินาทีและถูกลบหายไปได้อย่างง่ายดาย แต่ความรักในยุคนี้กลับถูกสลักลงบนกระดาษด้วยหยาดเหงื่อและหยดหมึกที่ต้องผ่านการรอคอยนับอาทิตย์กว่าจะถึงมือผู้รับ

"ย่าคะ... หนูสัญญา"

เสี่ยวเวยเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเธอมั่นคงกว่าครั้งไหนๆ

"หนูจะดูแลย่าให้ดีที่สุด หนูจะไม่ปล่อยให้บ้านหลังนี้หนาวเหน็บเหมือนแต่ก่อน และหนูจะเก็บรักษาความทรงจำของพ่อกับแม่ไว้ด้วยชีวิตของหนูเอง"

ย่าหลินไม่ได้ตอบเป็นคำพูด แต่กลับเอื้อมมือที่หยาบกร้านจากการทำงานหนักมาทั้งชีวิตมากุมมือของเสี่ยวเวยไว้ แรงบีบเบาๆ นั้นเปี่ยมไปด้วยความไว้วางใจที่ยิ่งใหญ่จนเสี่ยวเวยรู้สึกว่าไหล่ของเธอหนักขึ้น แต่เป็นความหนักที่ทำให้เธอรู้สึกมีค่า

คืนนั้น หลังจากที่ย่าหลินหลับสนิทไปพร้อมกับเสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอ เสี่ยวเวยยังคงนอนไม่หลับ เธอนอนหงายอยู่บนเตียงดิน มองขึ้นไปบนหลังคาฟางที่มีช่องโหว่เล็กๆ จนมองเห็นดวงดาวระยิบระยับอยู่บนฟากฟ้าสีนิล

ดวงดาวพวกนั้น... คือดวงเดียวกับที่เธอเคยเห็นจากหน้าต่างคอนโด หรือเปล่านะ? แต่ทำไมที่นี่มันถึงดูสว่างและใกล้ชิดจนแทบจะเอื้อมมือถึงขนาดนี้

ในโลกดิจิทัลที่เธอเคยอยู่ ทุกอย่างมันช่างรวดเร็วและฉาบฉวย เธอเคยคิดว่าความเฉื่อยแฉะคือความสงบสุข แต่พอมาอยู่ที่นี่ ท่ามกลางกลิ่นดินและควันไฟ เธอเพิ่งเข้าใจว่า ความจริง ของชีวิตคือการได้สัมผัสถึงความลำบากแล้วก้าวผ่านมันไปพร้อมกับคนที่เรารัก ความสุขไม่ได้อยู่ที่ความสะดวกสบาย แต่อยู่ที่ความหมายของทุกการกระทำ

บ้านดินหลังนี้ต้องซ่อม เธอคิดในใจพลางวางแผน หลังคาต้องเปลี่ยนใหม่ ผนังต้องฉาบให้หนาขึ้น และฉันต้องหาทางมีรายได้มากกว่าแค่แต้มแลกอาหารในนา

ความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในหัว... ความทรงจำเกี่ยวกับตัวอักษรบนหน้าหนังสือพิมพ์ที่พี่เฉิงโยนมาให้ ข่าวเรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจที่เริ่มผ่อนคลายขึ้น บางทีเธออาจจะเริ่มจากการทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ เพื่อหาเงินมาซ่อมแซมรังนอนแห่งนี้

เสี่ยวเวยพลิกตัวตะแคง หลับตาลงพร้อมกับภาพแผ่นหลังกว้างในชุดสีเขียวขี้ม้าที่ปั่นจักรยานจากไปเมื่อบ่ายวันนี้ เสียงกระดิ่งจักรยานยังคงดังก้องอยู่ในมโนภาพของเธอ และมันไม่ได้เป็นเพียงเสียงของคนส่งข่าวอีกต่อไป แต่มันคือเสียงของความหวังที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในเช้าวันใหม่

"พรุ่งนี้... ฉันจะเริ่มซ่อมตู้ไปรษณีย์ก่อนเลย"

เธอพึมพำกับความมืด ก่อนจะจมดิ่งลงสู่ห้วงนิทราที่เต็มไปด้วยกลิ่นหอมของมันเทศเผาและความอบอุ่นจากอดีตที่โอบกอดเธอไว้ทั้งใจ

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel