บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 5 เสียงกระดิ่งที่รอคอย

ตอนที่ 5 เสียงกระดิ่งที่รอคอย

บานหน้าต่างไม้เก่าๆ ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่ลมพัดผ่าน กลายเป็นสถานที่ประจำของหลินเสี่ยวเวยไปเสียแล้ว เธอขยับม้านั่งตัวเตี้ยมาวางไว้ริมหน้าต่าง ในมือถือเข็มและด้ายพยายามเย็บซ่อมรูโหว่บนเสื้อคอกระเช้าตัวเก่าให้ดูดีขึ้นอย่างใจเย็น แต่นิ้วมือที่ขยับขึ้นลงนั้นกลับไม่ได้สัมพันธ์กับดวงตาที่คอยแต่จะชำเลืองมองออกไปที่หัวโค้งถนนดินลูกรังนอกบ้าน

มันผ่านไปสองวันแล้วนับตั้งแต่รสชาติหวานมันของลูกอมกระต่ายขาวละลายหายไปในลำคอ แต่รสสัมผัสนั้นยังคงติดอยู่ที่ปลายใจ เสี่ยวเวยเงี่ยหูฟังทุกสรรพเสียงที่เล็ดลอดเข้ามาในบ้านดิน เสียงนกร้องจิ๊บจั๊บบนยอดไม้ เสียงย่าหลินขัดกระทะอยู่ที่หลังบ้าน หรือแม้แต่เสียงใบไผ่เสียดสีกัน แต่สิ่งที่เธอเฝ้ารอจริงๆ คือเสียงโลหะเล็กๆ ที่แผ่วเบาแต่ก้องกังวาน

กริ๊ง! กริ๊ง!

เสียงนั้นดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดของยามบ่าย เสี่ยวเวยชะงักปลายเข็มที่เกือบจะทิ่มนิ้วตัวเอง เธอเผลอยืดตัวขึ้นตรง หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวราวกับจังหวะรัวกลองที่ควบคุมไม่ได้ รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าที่เริ่มมีสีเลือดฝาดโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ เธอรีบวางผ้าในมือลงแล้วชะโงกหน้าออกไปดูให้เห็นกับตา

ที่หัวโค้งถนน ฝุ่นสีนวลลอยฟุ้งขึ้นมาตามรอยล้อ รถจักรยานคันใหญ่สีเขียวเข้มปรากฏแก่สายตา ชายหนุ่มในเครื่องแบบสีเขียวขี้ม้าปั่นจักรยานด้วยท่าทางที่มั่นคงอย่างเคย หมวกไปรษณีย์ของเขาถูกกดลงมาต่ำเล็กน้อยเพื่อบังแสงแดดจัดจ้า เฉิงอี้ปั่นเข้ามาใกล้บ้านดินหลังน้อย มากขึ้นทุกที ก่อนจะชะลอความเร็วและหยุดรถลงที่หน้ากำแพงรั้วไม้ไผ่

เขไม่ได้ลงจากจักรยาน เพียงแค่ยันขาข้างหนึ่งไว้กับพื้นดินลูกรังอย่างคล่องแคล่ว ใบหน้าคมเข้มนั้นยังคงดูเฉยชาและดุดันเหมือนเดิม แต่อาจจะเป็นเพราะแสงแดดที่ส่องกระทบ หรืออาจจะเป็นเพราะแววตาของเสี่ยวเวยเองที่เปลี่ยนไป เธอถึงรู้สึกว่าวันนี้เขาดู... ไม่ค่อยน่ากลัวเท่าวันแรก

"ยังไม่ตายสินะ"

คำทักทายแรกหลุดออกมาจากปากของเขาห้วนๆ เช่นเดิม เฉิงอี้เลิกคิ้วมองเด็กสาวที่ชะโงกหน้าสลอนออกมาจากหน้าต่างบ้านดิน

"นึกว่ากินลูกอมเข้าไปแล้วจะติดคอไปซะแล้ว เห็นเงียบหายไปเลย"

เสี่ยวเวยลอบค้อนให้เขาหนึ่งทีพลางย่นจมูกใส่

"หนูแข็งแรงดีค่ะพี่เฉิง แล้วพี่ล่ะคะ ปั่นจักรยานตากแดดจนเป็นลมไปบ้างหรือยัง ปากเสียแบบนี้ระวังแดดจะเลียปากเอานะคะ"

เฉิงอี้ชะงักไปครู่หนึ่ง ดูเหมือนเขาจะคาดไม่ถึงว่า 'เด็กสาวปอดแหก' ที่เคยนอนพับอยู่กลางถนนจะกล้าเถียงเขากลับด้วยท่าทางยียวนเช่นนี้ เขาแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะล้วงเข้าไปในกระเป๋าหนังใบโตที่พาดอยู่เบาะหลัง

"ปากดีขึ้นเยอะนี่... อ่ะ รับไป"

เขาไม่ได้เดินเอามาส่งให้ถึงมือ แต่กลับสะบัดข้อมือโยนสิ่งที่ดูเหมือนปึกกระดาษพับเรียบร้อยลอยละลิ่วข้ามรั้วไม้ไผ่มา เสี่ยวเวยรีบยื่นมือออกไปรับไว้ได้อย่างหวุดหวิด มันคือหนังสือพิมพ์รายวันฉบับเก่าที่กระดาษเริ่มเหลืองตามขอบ

"หนังสือพิมพ์เหรอคะ?"

เสี่ยวเวยถามพลางพลิกดู

"ไม่มีจดหมายของหนูเหรอ?"

"จดหมายน่ะมีแต่ของพวกคนในตำบล"

เฉิงอี้พูดพลางปรับสายกระเป๋าไปรษณีย์ให้เข้าที่

"เอาหนังสือพิมพ์นั่นไปอ่านซะ จะได้รู้จักโลกภายนอกบ้าง ไม่ใช่วันๆ เอาแต่เหม่อมองหน้าต่างจนคอยาวเป็นนกกระยาง"

"พี่เฉิง!"

เสี่ยวเวยแหวขึ้นมาทันที แต่ชายหนุ่มกลับทำเพียงกระตุกยิ้มที่มุมปากอย่างผู้ชนะ เขาวางเท้าลงบนแป้นเหยียบเตรียมจะปั่นออกไป

"อ่านให้จบทุกหน้านะ โดยเฉพาะพวกคอลัมน์เศรษฐกิจ... จะได้รู้ว่าโลกเขาไปถึงไหนกันแล้ว ไม่ใช่เอาแต่ใช้จอบขุดดินโง่ๆ"

พูดจบเขาก็ออกแรงปั่นจักรยานหายลับไปทางหัวโค้งทิ้งไว้เพียงเสียงกระดิ่ง

กริ๊ง! กริ๊ง!

ที่ดูเหมือนจะขี้เล่นกว่าปกติ เสี่ยวเวยยืนมองแผ่นหลังกว้างนั้นจนเขาลับสายตาไป ก่อนจะหดหัวกลับเข้ามาข้างในพร้อมกับถอนหายใจยาว แต่ในใจกลับรู้สึกกระปรี้กระเปร่าอย่างประหลาด

เธอนั่งลงบนม้านั่งตัวเดิม ค่อยๆ คลี่หนังสือพิมพ์ที่เฉิงอี้โยนมาให้ช้าๆ กลิ่นหมึกพิมพ์เก่าๆ และกลิ่นแดดจางๆ ที่ติดมากับกระดาษทำให้เธอรู้สึกเหมือนได้เชื่อมต่อกับโลกใบใหญ่อีกครั้ง ในยุคที่ไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีข่าวสั้นบนหน้าจอสมาร์ทโฟน หนังสือพิมพ์ฉบับนี้คือหน้าต่างบานใหญ่ที่สุดที่เธอมี

ทว่า ในขณะที่เธอกำลังจะเปิดหน้าถัดไป เธอก็สังเกตเห็นบางอย่างซ่อนอยู่ในซอกรอยพับของกระดาษสมุดแผ่นเล็กๆ ที่ห่อหุ้มวัตถุบางอย่างเอาไว้

เสี่ยวเวยรีบแกะห่อนั้นออกอย่างระมัดระวัง หัวใจเธอเต้นแรงขึ้นอีกครั้ง เมื่อสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือน้ำตาลกรวดสีขาวใสชิ้นเล็กๆ สองสามก้อน มันถูกห่อไว้อย่างประณีตในกระดาษสมุดที่มีรอยฉีกไม่ค่อยเรียบนมัก บนกระดาษแผ่นนั้นมีลายมือขยุกขยิกที่ดูตั้งใจเขียนอย่างยิ่ง

'ข้างในหน้ากลางมีข่าวเรื่องการเปิดตลาดเสรี... อ่านซะ แล้วก็นี่... กินของหวานบ้าง จะได้เลิกหน้าบึ้ง'

ไม่มีชื่อกำกับ ไม่มีคำว่ารักหรือห่วงใย แต่อักษรทุกตัวที่ดูแข็งกร้าวนั้นกลับทำให้เสี่ยวเวยรู้สึกอุ่นวาบไปทั้งใจ เธอมองก้อนน้ำตาลกรวดในมือ มันดูธรรมดาเหลือเกินในสายตาคนยุคใหม่ แต่ในยุคปี 1980 ที่น้ำตาลเป็นของควบคุมและมีราคาสูง การที่บุรุษไปรษณีย์เงินเดือนน้อยคนหนึ่งจะแบ่งน้ำตาลมาให้คนอื่นแบบนี้... มันมีความหมายมากกว่าคำพูดนับพันคำ

"พี่เฉิงอี้คนบ้านี่... ปากไม่ตรงกับใจจริงๆ"

เธอยิ้มออกมาจนเต็มแก้มพลางหยิบน้ำตาลกรวดก้อนเล็กที่สุดเข้าปาก รสหวานเย็นชื่นใจแผ่ซ่านไปทั่วลิ้น มันไม่ได้หวานมันเหมือนลูกอมกระต่ายขาว แต่มันเป็นความหวานที่ใสสะอาดและยาวนานกว่า เสี่ยวเวยนั่งละเลียดรสชาตินั้นพลางอ่านหนังสือพิมพ์ตามที่เขาบอก

ดวงตาของเธอไล่ไปตามตัวอักษรจีนตัวเต็ม ข่าวเรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเปิดโซนเศรษฐกิจพิเศษในเซินเจิ้น และแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของประเทศจีนในยุค 80 ข้อมูลเหล่านี้สำหรับคนอื่นอาจจะดูน่าเบื่อ แต่สำหรับสาวออฟฟิศที่เคยผ่านยุคโลกาภิวัตน์มาแล้ว เธอรู้ดีว่านี่คือ 'โอกาส'

เธอมองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง เห็นเงาของต้นไผ่ที่ทอดยาวลงบนพื้นดิน ถนนดินลูกรังสายนั้นยังคงเงียบเหงา แต่สำหรับหลินเสี่ยวเวยในวันนี้ ถนนเส้นเดิมกลับดูมีความหมายมากกว่าเดิม เธอไม่ได้แค่รอคอยจดหมาย แต่เธอกำลังรอคอยการเปลี่ยนแปลง และรอคอยเสียงกระดิ่งจักรยานที่จะกลับมาบอกเล่าเรื่องราวของโลกกว้างให้เธอฟังอีกครั้ง

ขอบคุณนะคะ พี่บุรุษไปรษณีย์จอมดุ เสี่ยวเวยคิดพลางกำแผ่นกระดาษโน้ตแผ่นเล็กไว้แน่น หัวใจที่เคยเฉื่อยแฉะและไร้จุดหมาย บัดนี้เริ่มเต้นด้วยจังหวะใหม่ที่มั่นคงและเปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel