ตอนที่ 4 รสชาติของลูกอมกระต่ายขาว
ตอนที่ 4 รสชาติของลูกอมกระต่ายขาว
สัมผัสยืดหยุ่นที่ค่อยๆ ละลายบนปลายลิ้น กลายเป็นมวลความหวานข้นมันที่เคลือบไปทั่วโพรงปาก หลินเสี่ยวเวยนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงดินที่เย็นเฉียบ มือทั้งสองข้างยังคงประคองห่อกระดาษไขลายกระต่ายสีน้ำเงินแดงไว้อย่างทะนุถนอมราวกับมันเป็นอัญมณีล้ำค่า เธอหลับตาพริ้ม ปล่อยให้รสชาติของนมและน้ำตาลเยียวยาจิตใจที่บอบช้ำจากการตรากตรำงานหนักเกินตัวมาตลอดทั้งวัน
มันเป็นความหวานที่เรียบง่ายเหลือเกิน... เรียบง่ายจนหากเป็นในโลกก่อน เธอคงเบือนหน้าหนีแล้วบ่นว่ามันติดฟันหรือน้ำตาลสูงเกินไป แต่ในนาทีนี้ ท่ามกลางห้องสี่เหลี่ยมมืดสลัวที่มีเพียงแสงตะเกียงน้ำมันก๊าดริบหรี่ ลูกอมเม็ดเล็กๆ นี้กลับเป็นสิ่งเดียวที่ยืนยันว่าเธอยังมีชีวิตอยู่ และความหวานนี้เองที่ทำให้น้ำตาหยดหนึ่งร่วงเผาะลงบนหลังมือโดยไม่รู้ตัว
“อร่อยขนาดนั้นเลยหรือลูก”
เสียงแหบพร่าของย่าหลินดังขึ้นที่หน้าประตู หญิงชรามองหลานสาวด้วยสายตาเอ็นดูแกมสงสาร
เสี่ยวเวยรีบปาดน้ำตาแล้วพยักหน้าเร็วๆ
“อร่อยมากค่ะย่า... หวานไปถึงข้างในเลย”
“พ่อหนุ่มเฉิงอี้นั่น ถึงปากจะจัดไปบ้างแต่ก็น้ำใจงามนัก วันๆ ปั่นจักรยานตากแดดตากลมส่งจดหมาย เงินเดือนก็น้อยนิดแต่ยังมีแก่ใจเอาขนมมาฝากหลาน”
ย่าหลินเดินเข้ามากดไหล่หลานสาวให้นอนลง
“นอนพักเถอะ พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่”
แต่เสี่ยวเวยนอนไม่หลับ พลังงานจากน้ำตาลที่ได้รับทำให้สมองของเธอเริ่มทำงานช้าๆ เธอแหงนมองเพดานฟางพลางทบทวนตัวเอง ในโลกที่เธอจากมา เธอคือผู้หญิงที่ใช้ชีวิตเหมือนซากศพเดินได้ ตื่นมาเพื่อไถหน้าจอ ทำงานส่งๆ ไปวันๆ แล้วกลับมานอนเฉื่อยแฉะอยู่ในคอนโด แต่พอมาอยู่ที่นี่... แค่การขุดดินเพียงไม่กี่นิ้ว หรือการเดินไปตักน้ำกลับกลายเป็นเรื่องที่ต้องใช้เดิมพันด้วยชีวิต
[ถ้าฉันยังขี้เกียจเหมือนชาติก่อน ฉันคงต้องตายจริงๆ แน่... และครั้งนี้คงไม่มีใครส่งฉันกลับไปโลกเดิมได้อีก]
เธอคิดในใจพลางกำหมัดแน่น
[ฉันจะนอนเป็นผักปลาให้ย่าเลี้ยงดูแบบนี้ไม่ได้ ร่างกายนี้ถึงจะซูบผอม แต่มันก็ยังเป็นของฉัน ฉันต้องทำให้มันกลับมาใช้งานได้!]
เช้าวันรุ่งขึ้น เสี่ยวเวยไม่ได้รอให้ย่าหลินมาปลุก เธอฝืนลุกขึ้นจากเตียงตั้งแต่ไก่โห่ตัวแรกขยับปีก ร่างกายยังคงประท้วงด้วยความปวดเมื่อย แต่ใจที่ ‘มีไฟ’ กลับขับเคลื่อนให้เธอเดินโงนเงนเข้าไปในห้องครัวที่มืดมัว กลิ่นขี้เถ้าและควันไฟเก่าๆ ยังคงตลบอบอวล
“ย่าคะ หนูจะช่วยก่อไฟเองค่ะ”
ย่าหลินที่กำลังง่วนอยู่กับการเตรียมขัดหม้อถึงกับชะงัก
“จะทำไหวหรือเสี่ยวเวย ฟืนมันหนักนะ แล้วควันจะเข้าตาหลานเอา”
“หนูจะลองดูค่ะย่า หนูอยากเรียนรู้”
เสี่ยวเวยยืนยันหนักแน่น
บทเรียนแรกของ ‘อดีตสาวออฟฟิศ’ เริ่มต้นที่หน้าเตาดิน เธอต้องนั่งยองๆ จนตะคริวแทบกินน่อง พยายามจัดวางฟืนไม้แห้งให้มีช่องว่างพอให้ลมผ่านตามที่ย่าหลินสอน มือที่พองเป็นตุ่มน้ำใสๆ จากการจับจอบเมื่อวานยังคงเจ็บแปลบทุกครั้งที่เสียดสีกับเปลือกไม้
“เป่าเบาๆ ลูก... อย่าแรงเกินไป เดี๋ยวไฟจะสำลักควัน”
เสี่ยวเวยก้มลงใช้ปากเป่าลมเข้าสู่กองขี้เถ้าที่มีประกายไฟสีแดงดวงเล็กๆ ซ่อนอยู่
พรึ่บ!
แทนที่จะเกิดเปลวไฟ กลับกลายเป็นควันโขมงสีเทาพุ่งเข้าใส่หน้าเธอเต็มๆ เสี่ยวเวยสำลักจนหน้าดำหน้าแดง น้ำตาไหลพรากเพราะความแสบ ควันไฟยุค 80 มันช่างโหดร้ายกว่าควันจากเตาปิ้งย่างไฟฟ้าที่เธอเคยเจอหลายเท่านัก
เธอยังไม่ยอมแพ้ เสี่ยวเวยปาดน้ำตาด้วยหลังมือจนหน้ามอมแมมไปด้วยเขม่าดำ เธอพยายามอีกครั้ง... และอีกครั้ง จนกระทั่งเปลวไฟดวงเล็กๆ สีส้มเหลืองค่อยๆ เต้นระบำขึ้นบนปลายกิ่งไม้แห้ง แสงสว่างจ้ากระจายออกไปทั่วห้องครัวที่มืดสลัว ความร้อนที่แผ่ออกมาทำให้เธอรู้สึกถึงชัยชนะเล็กๆ ในใจ
“เห็นไหม... ไฟติดแล้ว”
ย่าหลินชมพลางลูบหลังหลานสาว
เสี่ยวเวยมองดูเปลวไฟนั้นด้วยความรู้สึกประหลาด มันเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เธอรู้สึกว่าการกินข้าวหนึ่งมื้อไม่ใช่เรื่องง่าย แต่มันเป็นความภูมิใจที่ได้สร้างมันขึ้นมาเอง เธอนั่งมองเปลวไฟและตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่า เธอจะไม่กลับไปเป็นคนเฉื่อยแฉะเหมือนชาติก่อนอีกต่อไป เธอจะใช้ชีวิตในยุค 80 นี้ให้ดีที่สุด ไม่ใช่แค่เพื่อความอยู่รอด แต่เพื่อดูแลย่าหลิน และเพื่อรอวันที่จะได้เห็น ‘สีเขียวขี้ม้า’ ของจักรยานคันนั้นอีกครั้ง
ตลอดทั้งสัปดาห์ เสี่ยวเวยปฏิวัติตัวเองอย่างจริงจัง เธอเริ่มจากการทำงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ เพื่อฝึกกล้ามเนื้อที่อ่อนแรง เริ่มต้นจากการกวาดลานบ้านที่เต็มไปด้วยใบไม้แห้ง ทุกครั้งที่ความเหนื่อยเข้าจู่โจมจนอยากจะทิ้งตัวลงนอน เธอจะนึกถึงรสชาติของลูกอมกระต่ายขาว และคำพูดกวนประสาทของเฉิงอี้ที่ว่า
“อย่าไปนอนขวางถนนเป็นภาระคนอื่น”
เธอเริ่มกินข้าวมากขึ้น แม้มันจะเป็นเพียงโจ๊กใสๆ กับผักดอง แต่เธอก็กินมันด้วยความตั้งใจ และพยายามหาทางเพิ่ม ‘มูลค่า’ ให้กับมื้ออาหาร เธอแอบไปเก็บยอดผักบุ้งป่าหลังบ้านมาผัดกับน้ำมันที่เหลือเพียงก้นขวด หรือนำมันเทศที่ฝังอยู่ในดินมาเผาเพื่อเพิ่มพลังงาน
ร่างกายที่เคยซีดเซียวเหมือนคนตายเริ่มมีสีเลือดฝาดจางๆ ปรากฏบนแก้ม แขนขาที่เคยกิ่งก้านลีบเล็กเริ่มเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วขึ้น แม้จะยังไม่แข็งแรงเท่าคนในหมู่บ้าน แต่เธอก็ไม่ใช่ ‘คนป่วย’ ที่เอาแต่นอนเหม่อลอยอีกต่อไป
งานที่เธอชอบที่สุดคือการนั่งเย็บปะเสื้อผ้าอยู่ริมหน้าต่างไม้ เพราะที่นั่นเป็นจุดเดียวที่เธอจะสามารถมองเห็นถนนดินลูกรังที่ทอดยาวมาจากตัวตำบลได้ชัดเจนที่สุด ทุกครั้งที่มีเสียงลมพัดใบไม้ไหวจนเกิดเสียงคล้ายกระดิ่งจักรยาน หัวใจของเธอมักจะเต้นผิดจังหวะเสมอ
[เขาจะมาส่งจดหมายวันไหนนะ...]
เธอเผลอคิดขณะที่เข็มปักลงบนผ้าเนื้อหยาบ จดหมายของฉันคงไม่มีหรอก เพราะในยุคนี้ไม่มีใครรู้จักฉัน... แต่ฉันก็แค่อยากเห็นสีเขียวของเขาอีกครั้งเท่านั้นเอง
เสี่ยวเวยก้มหน้าลงอมยิ้มกับตัวเอง ความรู้สึกโหยหาบางอย่างที่อธิบายไม่ได้เริ่มซึมลึกลงไปในใจ มันเป็นความรู้สึกที่สะอาดและบริสุทธิ์ยิ่งกว่าสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมต่อคนทั่วโลกเข้าหากันในยุคปัจจุบันเสียอีก เพราะที่นี่... ทุกวินาทีของการรอคอยมีค่า และทุกความหวานที่ได้รับมา มันคือของจริง
เธอตัดสินใจแล้วว่า ไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะลำบากแค่ไหน เธอจะรักษา ‘ไฟ’ ในใจที่เพิ่งจุดติดนี้ไว้ให้ดีที่สุด เหมือนกับเปลวไฟในเตาดินที่เธอหัดก่อด้วยน้ำตาและเขม่าดำในวันนั้นเอง
