ตอนที่ 3 บุรุษไปรษณีย์สีเขียว
ตอนที่ 3 บุรุษไปรษณีย์สีเขียว
ความร้อนระอุที่แผดเผาผิวหนังเมื่อครู่คล้ายจะเจือจางลงทีละน้อย แทนที่ด้วยสัมผัสเย็นเยียบที่แตะลงบนริมฝีปากแห้งผาก หลินเสี่ยวเวยรู้สึกถึงของเหลวใสที่ไหลรินเข้าสู่โพรงปาก รสชาติของมันช่างจืดสนิทแต่กลับให้ความรู้สึกราวกับน้ำทิพย์จากสวรรค์ที่ช่วยต่อลมหายใจที่จวนเจียนจะขาดรอน
"ค่อยๆ จิบ... อย่ารีบ เดี๋ยวก็สำลักตายหรอก"
น้ำเสียงนั้นทุ้มต่ำและติดจะห้วนกระด้างเล็กน้อย แต่มันกลับกังวานชัดเจนในโสตประสาทที่อื้ออึง เสี่ยวเวยพยายามปรือตาขึ้น แสงแดดจัดจ้าทำให้เธอต้องหยีตาจนแทบปิดสนิท สิ่งแรกที่เห็นคือเงาร่างสูงโปร่งที่นั่งคุกเข่าอยู่ข้างกาย บดบังแสงอาทิตย์ยามสายให้เธออย่างพอดิบพอดี
เมื่อสายตาเริ่มปรับโฟกัสได้ เธอจึงมองเห็นใบหน้าของชายหนุ่มในชุดเครื่องแบบผ้าป่านสีเขียวขี้ม้า หมวกทรงหม้อตาลที่มีตราสัญลักษณ์โลหะสะท้อนแสงวางอยู่ข้างๆ ใบหน้าของเขาคมเข้ม คิ้วหนาขมวดมุ่นเข้าหากันจนดูเหมือนคนกำลังโกรธจัด แต่ดวงตาคมปลาบคู่นั้นกลับฉายแววสำรวจด้วยความกังวล
เขากำลังใช้หมวกไปรษณีย์ใบนั้นกระพือลมใส่หน้าเธออย่างเอาเป็นเอาตาย ลมที่เกิดจากแรงเหวี่ยงช่วยขับไล่ความอึดอัดไปได้บ้าง เสี่ยวเวยพยายามจะขยับตัว แต่ความอ่อนเปลี้ยกลับรั้งเธอไว้จนทำได้เพียงแค่นอนหายใจรินรดพื้นดินลูกรัง
"พี่... พี่เป็นใครคะ..."
เธอถามด้วยเสียงที่เบาหวิวยิ่งกว่าเสียงแมลงวัน
ชายหนุ่มชะงักมือที่พัดลมไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแค่นหัวเราะในลำคอ
"ฉันเป็นคนที่จะแบกศพเธอไปทิ้งถ้าเธอยังไม่ยอมลุกขึ้นมาน่ะสิ ถามได้... ก็เห็นอยู่ว่าชุดเขียวขนาดนี้ ไม่ใช่พนักงานไปรษณีย์แล้วจะเป็นกบที่ไหน"
เขายื่นกระติกน้ำทหารสีเขียวลายพรางมาที่ปากเธออีกครั้ง เสี่ยวเวยจิบน้ำอย่างว่าง่าย ความเย็นช่วยให้สมองที่พร่าเบลอเริ่มกลับมาประมวลผลได้อีกครั้ง เธอมองเห็นรถจักรยานคันใหญ่สีเขียวเข้มที่มีกระเป๋าหนังใบโตพาดอยู่ที่เบาะหลังจอดอยู่ไม่ไกลนัก ล้อเหล็กของมันสะท้อนแดดวับแวม
"คนอ่อนแออย่างเธอเนี่ยนะ มาหิ้วถังน้ำกลางแดดเปรี้ยงขนาดนี้"
เขาบ่นพลางมองไปยังถังไม้ที่นอนตะแคงอยู่ไม่ไกล น้ำที่อุตส่าห์แบกมาไหลซึมลงดินจนเกลี้ยง
"ถ้าอยากฆ่าตัวตายก็ไปหาที่มันร่มกว่านี้หน่อยเถอะ มาล้มพับอยู่กลางถนนดินลูกรังแบบนี้ มันลำบากคนผ่านไปมา"
แม้คำพูดจะฟังดูร้ายกาจ แต่เขากลับยื่นมือใหญ่ที่สากหนามาประคองที่แผ่นหลังของเธอ เสี่ยวเวยรู้สึกถึงไออุ่นจากฝ่ามือที่ส่งผ่านเสื้อผ้าบางๆ เข้ามา มันเป็นสัมผัสที่มั่นคงอย่างประหลาด
"ลุกขึ้นไหวไหม? ฉันจะไปส่งที่บ้าน"
"ไหว... ไหวค่ะ"
เสี่ยวเวยตอบ แต่พอจะพยุงตัวลุกขึ้น ขาเธอกลับพับลงไปกองกับพื้นอีกรอบ จนชายหนุ่มต้องถอนหายใจยาวเหยียด
"เออ... ไหวก็แปลกแล้ว ผอมยังกับกิ่งไม้แห้งแบบนี้"
พูดจบเขาก็ไม่รอคำอนุญาต ร่างสูงลุกขึ้นยืนเต็มความสูงก่อนจะก้มลงช้อนร่างซูบผอมของเธอขึ้นแนบอก เสี่ยวเวยอุทานออกมาด้วยความตกใจ มือทั้งสองข้างคว้าหมับเข้าที่ไหล่กว้างของเขาตามสัญชาตญาณ กลิ่นกายของชายหนุ่มลอยมาแตะจมูก มันไม่ใช่กลิ่นน้ำหอมราคาแพงเหมือนผู้ชายในโลกก่อนที่เธอเคยรู้จัก แต่มันคือกลิ่นของแดด กลิ่นผงซักฟอกจางๆ และกลิ่นสบู่ที่สะอาดสะอ้าน
เขาอุ้มเธอไปวางลงที่เบาะหลังของจักรยานคันโต ก่อนจะก้าวขึ้นคร่อมที่อานนั่งพลางสั่งเสียงเข้ม
"เกาะแน่นๆ ถ้าหล่นไปอีกรอบคราวนี้ฉันไม่จอดรับแล้วนะ"
จักรยานคันใหญ่เริ่มเคลื่อนตัวไปตามถนนดินที่ขรุขระ เสี่ยวเวยที่นั่งตัวโอนเอนต้องรีบคว้าชายเสื้อสีเขียวขี้ม้าของเขาไว้แน่น แรงสั่นสะเทือนจากพื้นถนนทำให้เธอต้องซบหน้าลงกับแผ่นหลังกว้างอย่างเลี่ยงไม่ได้ ลมเย็นยามปั่นจักรยานช่วยให้เธอรู้สึกดีขึ้น แผ่นหลังของชายแปลกหน้าคนนี้ช่างดูเข้มแข็งและพึ่งพาได้จนน่าประหลาดใจ
"บ้านเธออยู่หลังไหน?"
เขาถามโดยไม่หันมามอง
"ท้ายหมู่บ้านค่ะ ที่มีต้นไม้ใหญ่ๆ อยู่ข้างกำแพง"
"อ้อ... บ้านย่าหลินน่ะเหรอ"
เขาพึมพำ
"ปกติยายแก่คนนั้นอยู่คนเดียวนี่นา เธอเป็นหลานที่มาจากปักกิ่งคนนั้นล่ะสิ"
"ค่ะ... หลินเสี่ยวเวยค่ะ"
"ชื่อโหลเป็นบ้า"
เขาตอบกลับกวนๆ
"ฉันชื่อเฉิงอี้ เป็นคนส่งจดหมาย จำไว้ด้วย เผื่อวันหลังเป็นลมตายกลางทางอีกจะได้มีคนเรียกชื่อคนช่วยถูก"
เสี่ยวเวยลอบค้อนให้แผ่นหลังกว้างหนึ่งที คนอะไร ปากร้ายตั้งแต่วินาทีแรกที่เจอ แต่เธอกลับไม่ได้รู้สึกโกรธ อาจเป็นเพราะแรงที่เขากดบันไดจักรยานอย่างสม่ำเสมอเพื่อไม่ให้เธอสะเทือนจนเกินไปนั้น มันบอกเล่าความใจดีที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกนอกที่หยาบกระด้าง
จักรยานสีเขียวจอดกะทัดรัดหน้าบ้านดินหลังเก่า ย่าหลินที่เดินตามหาหลานสาวด้วยความกระวนกระวายใจรีบวิ่งออกมาหาทันทีที่เห็นรถจักรยานของไปรษณีย์ประจำตำบล
"เสี่ยวเวย! โถ่ลูก... พ่อหนุ่มเฉิงอี้ ขอบใจมากนะ ขอบใจจริงๆ"
ย่าหลินรีบเข้ามาพยุงหลานสาวลงจากเบาะหลัง
เฉิงอี้ไม่ได้ตอบรับคำขอบคุณเป็นพิเศษ เขาเพียงแต่ใช้หลังมือเช็ดเหงื่อที่หน้าผาก ก่อนจะล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อเครื่องแบบ หยิบเอาห่อกระดาษเล็กๆ ที่ถูกแกะออกไปบ้างแล้วส่งให้เสี่ยวเวย
"อ่ะ เอาไป"
เสี่ยวเวยรับมาอย่างงงๆ เมื่อเปิดออกดูก็พบว่าเป็น 'ลูกอมกระต่ายขาว' สองสามเม็ดที่เริ่มอ่อนตัวลงเพราะอากาศร้อน
"อะไรคะ?"
"ลูกอมไง ไม่รู้จักหรือไงยัยเด็กปักกิ่ง"
เขาพูดพลางขยับหมวกให้เข้าที่
"กินซะ น้ำตาลน่ะมันจะช่วยให้เธอไม่ไปนอนขวางถนนเป็นภาระคนอื่นอีก กินแล้วก็นอนนิ่งๆ อย่าซ่าออกไปแบกอะไรที่มันหนักกว่าน้ำหนักตัวตัวเองอีกล่ะ"
เสี่ยวเวยมองดูเม็ดลูกอมในมือ แล้วเงยหน้ามองชายหนุ่มที่กำลังจะปั่นจักรยานจากไป
"ขอบคุณนะคะ... พี่เฉิงอี้"
เฉิงอี้ชะงักไปเล็กน้อย ไหล่กว้างดูเหมือนจะขยับไหวนิดๆ เขาไม่ได้หันมามอง แต่ออกแรงปั่นจักรยานออกไปทันที ทิ้งไว้เพียงเสียงกระดิ่งจักรยาน
กริ๊ง! กริ๊ง!
ที่ดังแว่วมาตามลม และกลิ่นอายของความเป็นห่วงที่เจือปนมากับคำพูดดุดันนั้น
ย่าหลินประคองเสี่ยวเวยเข้าบ้านพลางบ่นพึมพำ
"พ่อหนุ่มเฉิงอี้คนนี้น่ะ ปากร้ายแต่ใจคอดีนักเชียว ใครๆ ในหมู่บ้านก็รู้ว่าเขาเป็นคนซื่อตรงที่สุด"
เสี่ยวเวยนั่งลงบนเตียงดิน กลิ่นดินในบ้านดูไม่น่าอึดอัดเท่าเมื่อวานแล้ว เธอแกะเปลือกลูกอมกระต่ายขาวเข้าปากอย่างช้าๆ รสชาติหวานมันของนมและน้ำตาลแผ่ซ่านไปทั่วลิ้น มันคือความหวานแรกในรอบหลายวันที่ปลุกความรู้สึกอยากมีชีวิตอยู่ให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
เธอมองออกไปทางหน้าต่างไม้ เห็นเพียงฝุ่นดินจางๆ ที่ลอยฟุ้งอยู่บนถนนหลังรถจักรยานปั่นผ่านไป ในใจของสาวออฟฟิศยุคใหม่ที่เคยเบื่อโลกเริ่มเต้นผิดจังหวะเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะอาการเป็นลม แต่เป็นเพราะสัมผัสอุ่นที่แผ่นหลังและรสชาติของลูกอมในมือนี้ต่างหาก
[ปี 1980 ก็ไม่ได้แย่ซะทีเดียวแฮะ]
เธอคิดพลางอมลูกอมไว้ข้างแก้ม รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าซีดเซียวเป็นครั้งแรก
