บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 2 ร่างกายที่ร่วงโรย

ตอนที่ 2 ร่างกายที่ร่วงโรย

แสงอรุณทอประกายลอดผ่านรอยแตกของฝาบ้านแตะเข้ามาปลุกหลินเสี่ยวเวยให้ตื่นจากนิทราที่แสนยาวนาน ความรู้สึกแรกที่ทักทายเธอไม่ใช่ความสดใส แต่เป็นความปวดร้าวที่แล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย ราวกับว่าเมื่อคืนเธอไม่ได้นอนบนเตียงดิน แต่ถูกรถบรรทุกสิบล้อขยี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในความฝัน เธอพยายามจะบิดขี้เกียจเหมือนอย่างที่เคยทำในคอนโดสุดหรู แต่วันนี้แค่จะกระดิกปลายนิ้วยังรู้สึกเหมือนต้องใช้พลังงานทั้งหมดที่มีในชีวิต

"อา... เจ็บเป็นบ้าเลย"

เสี่ยวเวยพึมพำกับตัวเอง เธอพยายามยันกายลุกขึ้นนั่ง มองสำรวจตัวเองในแสงแดดยามเช้าอีกครั้ง ผิวพรรณของเธอยังคงดูซีดขาวราวกับกระดาษที่ถูกทิ้งไว้กลางแดดนานๆ นิ้วมือที่เคยเนียนนุ่มกลับแห้งกร้านและผอมเกร็งจนเห็นข้อกระดูกชัดเจน

[นี่มันคือร่างของผู้หญิงที่อายุเพียงสิบเจ็ดหรือสิบแปดปีจริงๆ หรือ? ทำไมสภาพถึงดูเหมือนผ่านสงครามโลกมาอย่างนั้น]

กลิ่นควันไฟลอยฟุ้งเข้ามาในห้อง พร้อมกับเสียงไอโขลกๆ ที่ดังมาจากด้านนอก เสี่ยวเวยรีบพยุงร่างที่สั่นคลอนของเธอเดินออกไปพบย่าหลินที่กำลังนั่งยองๆ อยู่หน้าเตาดิน หญิงชราใช้ฟืนไม้เล็กๆ ค่อยๆ ป้อนเข้าสู่เปลวไฟอย่างใจเย็น ควันสีเทาจางๆ ลอยวนอยู่รอบตัวเธอจนดูเหมือนภาพเขียนโบราณที่หลุดออกมาจากพิพิธภัณฑ์

"เสี่ยวเวย ฟื้นแล้วหรือลูก? มาๆ มานั่งพักก่อน ย่าต้มโจ๊กไว้ให้แล้ว"

ย่าหลินเงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้มที่ทำให้รอยตีนกาบนใบหน้าดูอบอุ่นอย่างประหลาด

บนโต๊ะไม้ที่แทบจะยืนไม่ไหวมีชามกระเบื้องบิ่นๆ วางอยู่ ในนั้นมีสิ่งที่เรียกว่า 'โจ๊ก' แต่มันกลับดูเหมือนน้ำเปล่าที่ใส่เม็ดข้าวลงไปเพียงหยิบมือเดียวเพื่อให้พอมีสีขาวขุ่น มีเศษผักดองเพียงชิ้นเล็กๆ สองสามชิ้นลอยคออยู่อย่างโดดเดี่ยว เสี่ยวเวยมองดูย่าที่พยายามคีบผักดองชิ้นที่ดูหนาและกรอบที่สุดวางลงในชามของเธอ

"กินแยะๆ นะลูก หลานต้องบำรุงหน่อย ร่างกายจะได้มีเลือดฟาด"

ย่ากล่าวพลางส่งสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง

เสี่ยวเวยรู้สึกจุกในลำคอ ไม่ใช่เพราะความหิว แต่เพราะความจริงที่ปรากฏตรงหน้า ในโลกก่อนที่เธอเคยเลือกเมนูในแอปพลิเคชันเดลิเวอรี่ แล้วบ่นว่าอาหารร้านนั้นเค็มไป ร้านนี้ให้น้อยไป แต่ที่นี่ ข้าวเพียงหนึ่งกำมืออาจหมายถึงโควตาอาหารของทั้งวัน เธอสังเกตเห็นชามของย่าหลินที่มีเพียงน้ำข้าวใสๆ แทบจะมองไม่เห็นเม็ดข้าวด้วยซ้ำ

"ย่าคะ กินด้วยกันสิคะ หนูคนเดียวกินไม่หมดหรอก"

เสี่ยวเวยพยายามจะแบ่งผักดองคืนไป

"ย่ากินอิ่มแล้วลูก ย่าแก่แล้ว ไม่ต้องใช้แรงอะไร แต่อย่างหลานยังต้องโตนะ"

ย่าหลินโกหกคำโตด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่มือที่สั่นเทานั้นกลับห้ามไม่อยู่

ความรู้สึก 'เฉื่อยแฉะ' ที่เคยเป็นนิสัยถาวรของหลินเสี่ยวเวยถูกตบจนหน้าหงาย เธอรู้ดีว่าหากเธอยังขี้เกียจอยู่แบบนี้ ย่าหลินคงต้องอดตายไปพร้อมกับความเฉื่อยชาของเธอแน่ๆ ทันทีที่จัดการโจ๊กน้ำใสนั้นลงท้อง เธอจึงฝืนยันกายลุกขึ้นและเดินออกไปที่หลังบ้าน

"หนูจะไปช่วยงานในสวนนะคะย่า!"

"เดี๋ยวลูก! ร่างกายยังไม่หายดี..."

เสียงทัดทานของย่าหลินถูกกลบด้วยความดื้อรั้นครั้งแรกในรอบหลายปีของเสี่ยวเวย

เบื้องหลังบ้านดินหลังน้อยคือแปลงผักเล็กๆ ที่แห้งแล้ง ดินแข็งเป๊กจนดูเหมือนแผ่นหินที่รอการเยียวยา เสี่ยวเวยเหลือบไปเห็น 'จอบ' ที่วางพิงอยู่ข้างรั้วไม้ไผ่ เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เดินเข้าไปคว้าด้ามไม้นั้นไว้แน่น

หนัก! นั่นคือความรู้สึกแรก ด้ามจอบที่ทำจากไม้เนื้อแข็งและหัวเหล็กหนักอึ้งราวกับถูกสร้างมาเพื่อบุรุษมีพละกำลังไม่ใช่เด็กสาวขาดสารอาหาร เธอพยายามเงื้อจอบขึ้นสุดแขนแล้วสับลงไปที่ดินแข็งๆ นั้น

ฉึก!

จอบจมลงไปในดินไม่ถึงนิ้ว แต่แรงสะท้อนกลับสั่นสะเทือนไปถึงข้อมือและหัวไหล่จนเธอแทบร้องไห้ เสี่ยวเวยกัดฟันสู้ เธอสับจอบลงไปอีกครั้งและอีกครั้ง เหงื่อเม็ดเป้งเริ่มผุดพรายตามไรผม ลมหายใจเริ่มติดขัดและถี่กระชั้น ผิวที่ฝ่ามือเริ่มแดงระเรื่อและพองเป็นตุ่มน้ำใสๆ อย่างรวดเร็ว

"บ้าจริง... ร่างกายนี้มันอ่อนแอเกินไปแล้ว"

เธอหอบหายใจอย่างหนักหน่วง พลางมองดูแปลงผักที่เพิ่งขุดไปได้เพียงไม่กี่นิ้ว หน้ามืดวูบหนึ่งจนต้องพิงจอบไว้กับตัวเพื่อไม่ให้ล้มตึง

หัวใจเธอเต้นรัวเหมือนกลองศึกที่ตีผิดจังหวะ โลกเริ่มหมุนวนและแสงแดดที่ดูเหมือนจะใจดีในตอนเช้า กลับกลายเป็นเปลวเพลิงที่แผดเผาผิวบางๆ ของเธอจนปวดแสบปวดร้อน เธอเผลอคิดถึงห้องแอร์เย็นฉ่ำและเก้าอี้ทำงานนุ่มๆ ที่เธอเคยบ่นนักบ่นหนา แต่ตอนนี้ แม้แต่ร่มไม้เพียงเล็กน้อยก็มีค่ามหาศาล

หลังจากพยายามในสวนได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เสี่ยวเวยก็ต้องยอมแพ้ต่อความขีดจำกัดของร่างกาย แต่เธอยังไม่หยุดเพียงเท่านี้ เมื่อเห็นถังไม้เก่าๆ สองใบวางอยู่ข้างอ่างน้ำที่ว่างเปล่า เธอจำได้ว่าย่าหลินบอกว่าน้ำต้องไปตักที่ลำธารท้ายหมู่บ้าน

"แค่ตักน้ำ... คงไม่เท่าไหร่หรอกมั้ง"

เธอปลอบใจตัวเองพลางคว้าถังไม้ขึ้นมา

ทางเดินไปยังลำธารเป็นถนนดินลูกรังที่ขรุขระ สองข้างทางเป็นทุ่งนาสีเหลืองทองที่กว้างใหญ่ไพศาล กลิ่นของต้นข้าวและดินโคลนลอยมาแตะจมูก ทุกก้าวที่เดินไป เสี่ยวเวยรู้สึกเหมือนกำลังแบกภูเขาทั้งลูกไว้บนหลัง ขาของเธอเริ่มสั่นเหมือนเยลลี่ที่ตั้งทิ้งไว้กลางแดด

เมื่อถึงลำธาร น้ำใสสะอาดไหลเย็นเห็นตัวปลาตัวเล็กๆ ดูชื่นใจ เสี่ยวเวยก้มลงวักน้ำขึ้นมาดื่มดับกระหาย ก่อนจะใช้กำลังทั้งหมดที่มีจุ่มถังไม้ลงไปในน้ำ ทันทีที่ถังไม้บรรจุน้ำจนเต็ม ความหนักของมันก็ทำให้แขนของเธอแทบจะหลุดออกจากบ่า

เธอพยายามหิ้วถังน้ำสองใบเดินกลับหมู่บ้าน ถนนดินลูกรังที่ดูเหมือนจะสั้นในตอนขาไป กลับยาวไกลไร้จุดสิ้นสุดในตอนขากลับ แสงแดดตอนสายเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนผิวของเธอเริ่มขึ้นรอยแดงจัด เหงื่อไหลซึมเข้าตาจนแสบพร่า

"อีกนิดเดียว... เสี่ยวเวย... อีกนิดเดียว..."

เธอพึมพำกับตัวเองด้วยสติที่เริ่มเลือนราง

ทุกย่างก้าวคือการทดสอบจิตใจ ขาของเธอหนักอึ้งจนแทบยกไม่ขึ้น ลมหายใจกลายเป็นเสียงหวีดหวิวอยู่ในปอด ภาพเบื้องหน้าเริ่มพร่ามัวเป็นสีขาวนวลสลับกับจุดสีดำเล็กๆ ที่เต้นระริก เสียงแมลงรอบตัวที่เคยไพเราะกลับกลายเป็นเสียงอื้ออึงที่น่ารำคาญ

ในวินาทีนั้นเอง ความร้อนระอุจากเบื้องบนบวกกับความล้าถึงขีดสุดทำให้ร่างกายของเธอประท้วงขั้นเด็ดขาด โลกทั้งใบเหวี่ยงหมุนอย่างรุนแรงก่อนจะดับวูบลง ถังน้ำไม้ร่วงหล่นลงพื้นดิน น้ำที่อุตส่าห์ตักมาไหลนองไปตามร่องดินเสียเปล่า พร้อมกับร่างซูบผอมของเด็กสาวที่ทรุดฮวบลงกลางถนนดินลูกรังที่ร้อนระอุ

ท่ามกลางสติที่กำลังจะขาดหาย สิ่งสุดท้ายที่เธอได้ยินไม่ใช่เสียงนกหรือเสียงลม แต่เป็นเสียงกริ๊งๆ ของกระดิ่งจักรยานที่ดังแว่วมาแต่ไกล พร้อมกับเงาร่างสีเขียวขี้ม้าที่ปั่นฝ่าเปลวแดดเข้ามาหาเธออย่างรวดเร็ว...

"นี่เธอน่ะ! เป็นอะไรไป!"

นั่นคือเสียงสุดท้ายที่เธอได้รับรู้ ก่อนที่สติจะจมดิ่งลงสู่ความมืดมิดอีกครั้ง เป็นความมืดที่เต็มไปด้วยกลิ่นแดดและรสชาติของความพ่ายแพ้ในวันแรกของการพยายามเป็นคนใหม่ที่ไม่ง่ายเอาเสียเลย

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel