ตอนที่ 1 ตื่นมาในวันวาน
เสี่ยวเวยนิ่งอึ้ง สัมผัสอุ่นจากมนุษย์ที่ดูจริงใจเช่นนี้เธอไม่ได้สัมผัสมานานเท่าไหร่แล้วนะ ในโลกก่อนความสัมพันธ์มักจะจบลงแค่หน้าจอและการกดไลก์ แต่แรงกอดนี้... มันหนักแน่นและเต็มไปด้วยความห่วงใยจนเธอยกมือขึ้นกอดตอบช้าๆ
“หนู... หนูไม่เป็นไรแล้วค่ะย่า”
เธอพยายามเค้นเสียงออกมา แม้จะยังสับสนว่า ‘ย่า’ คนนี้เป็นใคร แต่น่าแปลกที่ความรู้สึกส่วนลึกกลับโหยหาสัมผัสนี้อย่างบอกไม่ถูก
“หิวไหมลูก? เดี๋ยวรอประเดี๋ยวนะ ย่าต้มโจ๊กไว้บนเตา ย่าจะไปเอามาให้”
ย่าหลินรีบผละออกแล้วเดินกะเผลกหายไปในความมืดของส่วนที่เป็นห้องครัว เสี่ยวเวยมองตามร่างที่หลังเริ่มงองุ้มนั้นไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย เธอพยายามสำรวจห้องนอนที่ตอนนี้ดูเหมือนจะเป็น ‘โลกใหม่’ ของเธอ ผนังดินที่ฉาบไว้เริ่มกะเทาะจนเห็นฟางข้าวข้างใน เฟอร์นิเจอร์มีเพียงโต๊ะตัวเดียวและหีบไม้เก่าๆ ที่กุญแจสนิมเขรอะ
เธอลองขยับนิ้วมือ พบว่ามันเล็กลงมากและสากด้าน รูปร่างที่เคยมีน้ำมีนวล (หรือออกจะเจ้าเนื้อไปนิดจากการนั่งสั่งอาหารฟาสต์ฟู้ดมาทานที่คอนโด) กลับกลายเป็นกิ่งไม้แห้งๆ ที่แทบไม่มีเรี่ยวแรงจะยกน้ำหนักตัวเอง
ไม่นานนัก ย่าหลินก็กลับมาพร้อมถ้วยกระเบื้องเคลือบที่มีรอยบิ่น ในนั้นมีโจ๊กข้าวสีขาวขุ่นที่แทบจะเรียกว่าน้ำข้าวได้เพราะมันใสจนเห็นก้นถ้วย มีเพียงเศษผักดองเค็มๆ วางอยู่ด้านบนไม่กี่ชิ้น
“กินซะลูก ย่าใส่เกลือลงไปนิดหน่อย จะได้มีแรง”
เสี่ยวเวยรับถ้วยมา กลิ่นหอมอ่อนๆ ของข้าวทำให้ท้องของเธอประท้วงด้วยความหิวโหยที่รุนแรงจนปวดมวน เธอค่อยๆ ใช้ช้อนไม้ตักเข้าปาก รสชาติมันธรรมดาเหลือเกิน... แต่มันกลับเป็นรสชาติที่ ‘จริง’ ที่สุดเท่าที่เธอเคยสัมผัสมา ความอุ่นของโจ๊กไหลผ่านลำคอลงสู่กระเพาะที่ว่างเปล่า ราวกับกำลังเติมเต็มพลังชีวิตที่เหือดแห้งไป
เธอกินอย่างช้าๆ ขณะที่ย่าหลินก็นั่งเฝ้าอยู่ข้างๆ พลางเล่าเรื่องที่เธอเป็นลมไปเพราะไปช่วยคนในหมู่บ้านเก็บเกี่ยวแล้วไม่ได้ทานข้าว ย่าบ่นด้วยความเป็นห่วงแต่แฝงไว้ด้วยความภูมิใจที่หลานสาวกตัญญูและขยันขันแข็ง
เสี่ยวเวยฟังไปพลางสังเกตสภาพรอบตัวผ่านแสงตะเกียง สิ่งของที่นี่ทุกอย่างดู ‘เก่า’ และ ‘นาน’ แต่ทุกอย่างกลับดูมีความหมาย มันไม่มีพลาสติกสีสันฉูดฉาด ไม่มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งเสียงรบกวน มีเพียงเสียงลมพัดใบไม้ไหวและเสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอของหญิงชรา
“ย่าคะ... ตอนนี้ปีอะไรแล้ว”
เธอถามเบาๆ หลังจากทานโจ๊กหมดถ้วย
ย่าหลินขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางลูบศีรษะเธอ
“ฟื้นมาก็เลอะเลือนเชียวนะ ก็ปี 1980 ไงล่ะ หมู่บ้านชิงซานของเราเพิ่งจะเข้าหน้าเกี่ยวข้าวพอดี”
ปี 1980... หมู่บ้านชิงซาน...
เสี่ยวเวยหลับตาลงช้าๆ ความจริงที่ว่าเธอหลุดเข้ามาอยู่ในอดีตยุคจีนหลังปฏิวัติวัฒนธรรมเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ยุคที่ความร่ำรวยเป็นเรื่องของอนาคต ยุคที่ความเร็วไม่มีความหมาย และยุคที่ ‘จดหมาย’ คือช่องทางสื่อสารเดียว
เธอนึกถึงชีวิตเก่าที่แสนเฉื่อยแฉะ ปล่อยตัวปล่อยใจไปกับเทคโนโลยีจนหลงลืมความหมายของการมีชีวิตอยู่ การที่โชคชะตาเหวี่ยงเธอมาในร่างที่ ‘พัง’ ขนาดนี้และในที่ที่ ‘แร้นแค้น’ ขนาดนี้ อาจจะเป็นการลงโทษ... หรืออาจจะเป็นโอกาสครั้งที่สองที่จะทำให้เธอได้รู้จักคำว่า ‘ใช้ชีวิต’ จริงๆ ก็ได้
“ย่าพักผ่อนเถอะค่ะ เดี๋ยวหนูเก็บถ้วยเอง”
เสี่ยวเวยฝืนยิ้มให้ย่าหลิน
“ไม่ได้ๆ หลานเพิ่งฟื้น นอนเถอะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ย่าจะไปขอแบ่งไข่ไก่บ้านหัวหน้าหมู่บ้านมาต้มให้กินนะ”
หญิงชราประคองให้เธอนอนลง พลางห่มผ้าทอเก่าที่สะอาดสะอ้านให้จนถึงอก
เมื่อตะเกียงถูกหรี่ไฟลงจนมืดสนิท ความเงียบปกคลุมบ้านดินอีกครั้ง เสี่ยวเวยนอนฟังเสียงลมที่ลอดผ่านรอยแตกของฝาผนัง มันไม่ใช่เสียงรบกวน แต่มันเหมือนเพลงกล่อมเด็กที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อน ในใจที่เคยหนักอึ้งและเต็มไปด้วยความเบื่อหน่าย กลับเริ่มมีความรู้สึกเล็กๆ ที่เรียกว่า ‘ความหวัง’ ก่อตัวขึ้นท่ามกลางความหนาวเหน็บ
ดวงตาที่เคยปรือปิดเพราะความขี้เกียจในโลกก่อน บัดนี้จ้องมองขื่อไม้บนเพดานด้วยความมุ่งมั่นลึกๆ เธอจะไม่อ่อนแอและเฉื่อยแฉะเหมือนคนก่อนอีกแล้ว เธอจะทำให้ร่างกายนี้แข็งแรง และจะทำให้บ้านหลังเล็กๆ นี้มีความสุขให้ได้
เสียงแมลงกลางคืนยังคงดังอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่คราวนี้มันดูเหมือนจะเป็นพยานให้กับการเริ่มต้นใหม่ของหลินเสี่ยวเวย... ในโลกที่ทุกอย่างหมุนช้าๆ แห่งนี้
