ไม่ได้มีความรู้สึกใดเจือปน
เมื่อได้ยินว่าพี่ชายของตนจะไปที่จวนสกุลเฉิน ซูหรงได้ตามไปด้วยถึงแม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองตระกูลจะแน่นแฟ้นกันมากเพียงใด ทว่าอย่างไรเสียนางก็เป็นสตรี หากจะให้ไปที่นั่นตามลำพังคงไม่เหมาะสมเท่าใดนัก
“เจ้าถืออะไรมาด้วยรึ” เขาถามน้องสาวหลังจากขึ้นมาบนรถม้า
“ข้าได้ยินว่าช่วงนี้พี่ซือเฉียนใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการฝึกฟันดาบกับพวกทหาร หากได้ดื่มชาดี ๆ สักจอกคงดีไม่น้อย”
“ที่แท้ก็เป็นชา แล้วของพี่ชายอย่างข้าเล่า เจ้าคงไม่ลืมพี่ชายคนนี้ไปแล้วใช่รึไม่”
“ชาที่ข้านำมาท่านพี่เคยดื่มแล้วไม่ใช่หรือเจ้าคะ อีกอย่างท่านมีท่านแม่คอยดูแลอยู่ไม่ห่าง มีหรือจะขาดแคลนของพวกนี้”
“พูดไปพูดมา ข้ากลายเป็นคนผิดเสียอย่างนั้น” ได้ทีบ่นอุบ เมื่อได้ยินคำพูดของน้องสาวยิ่งพาลทำให้รู้สึกน้อยใจยิ่งกว่าเดิม
ทันที่เดินทางมาถึงซูหรงไม่ได้สนใจคำพูดของพี่ชายที่พร่ำบ่นน้อยอกน้อยใจนางนับตั้งแต่นั่งรถม้ามาด้วยกัน เพราะตอนนี้สิ่งที่นางสนใจมีเพียงพี่ซือเฉียนเท่านั้น
“มองหาอะไรอยู่หรือ” เสียงทุ้มนุ่มดังขึ้นจากดานหลัง ทำให้หญิงสาวไปมองก็พบว่าเป็นคนที่ตัวเองกำลังมองหาอยู่
“พะ...พี่ซือเฉียน”
“เจ้าก็มาด้วยหรือ ข้านึกว่าพี่ชายเจ้าจะมาคนเดียวซะอีก”
“เจ้าค่ะ พอดีว่าที่จวนของเราได้ชาหลงจิ่งมาจากเมืองหางโจว ข้าเลยนำมาให้ท่านด้วย”
“ขอบใจเจ้ามาก” ว่าพลางรับเอากล่องที่ด้านในบรรจุชาเอาไว้
“ไหน ๆ เจ้าก็มาที่นี่แล้ว ท่านแม่อยากพบเจ้าพอดี หากเจ้าพอมีเวลาก็แวะไปหานางที่เรือนบ้าง”
“เจ้าค่ะ ข้าเองก็อยากพบท่านป้าเช่นกัน”
คล้อยหลังร่างบาง สองสหายรักได้เดินไปที่สนามฝึกที่ตอนนี้เต็มไปด้วยเหล่าทหารนับสิบกำลังฝึกต่อสู้กันพัลวัน
“มารดาเจ้าเรียกน้องสาวข้าไปพบทำไมหรือ”
“จะเรื่องอะไรได้เล่า คงไม่พ้นอยากพูดคุยเรื่องของสตรี เจ้ามีพี่น้องหลายคนคงไม่เข้าใจ ข้าเป็นลูกชายคนเดียวมิหนำซ้ำยังพูดไม่เก่งต่างจากน้องสาวเจ้าที่สดใสทั้งยังพูดจาถูกคอกับท่านแม่”
“เจ้ารู้จักชมคนอื่นเป็นด้วยหรือ ตั้งแต่รู้จักกันมาข้าแทบไม่เคยเห็นเจ้าเอ่ยปากชมผู้ใด”
“ข้าแค่พูดไปตามเนื้อผ้า”
ก่อนที่ซูอันจะได้ตอบกลับ หางตาของเขาหันไปเห็นสตรีแปลกหน้านางหนึ่งเข้าเสียก่อนจึงได้ถามขึ้นด้วยความสงสัย
“นางเป็นใครกัน”
“เจ้าจำนางไม่ได้อย่างนั้นหรือ”
“ถ้าข้าจำได้ข้าจะถามเจ้าทำไมกันเล่า”
“นางคือสือจื่อหลัน”
“นี่นางโตถึงขนาดนี้แล้วรึ” ถามด้วยน้ำเสียงตกใจ เจอกันครั้งล่าสุดก็ตอนที่นางยังเด็กนัก อายุของนางห่างจาก ซูหรงเพียงหนึ่งปีเท่านั้นเอง ตอนนี้กลับกลายเป็นสาวสะพรั่งไม่ต่างจากซูหรงของเขา
“ก็ใช่น่ะสิ เจ้ากับข้าก็โตจนถึงวัยต้องแต่งงานแล้ว แล้วนางจะไม่โตขึ้นได้ยังไงกัน”
“นั่นสินะ ว่าแต่เจ้าคิดเรื่องพวกนี้ไว้บ้างรึยัง”
“เรื่องแต่งงานของข้า ข้ายกให้ท่านพ่อกับท่านแม่เป็นคนจัดการให้”
“สมกับเป็นเจ้าจริง ๆ” เขาไม่แปลกใจสักนิดหลังจากได้ยินคำตอบของคนข้าง ๆ อย่าว่าแต่ความรักของหนุ่มสาวเลยเฉินซือเฉียนผู้นี้ไม่เคยสนใจเรื่องสตรีแม้แต่น้อย
“แต่งงานนะไม่ใช่ไปออกรบ คนที่เจ้าต้องแต่งงานด้วยจะต้องอยู่ด้วยกันจนตาย หากไม่ได้แต่งกับคนที่ตัวเองรักเจ้าจะไม่เสียใจภายหลังรึ”
“พูดเพ้อเจ้ออันใด สำหรับข้าจะแต่งกับผู้ใดไม่ได้สำคัญสักนิด ขอเพียงนางทำหน้าที่ของฮูหยินไม่ขาดตกบกพร่องก็พอ อีกอย่างข้าไม่ได้ชอบพอสตรีใดเป็นพิเศษยิ่งไม่ต้องคิดถึงเรื่องความรักเหมือนที่เจ้าว่า”
“แล้วน้องสาวข้าเล่า ไม่เคยอยู่ในสายตาเจ้าเลยหรือ”
“เจ้าจะถามในสิ่งที่ตัวเองรู้อยู่แล้วทำไมกัน ความรู้สึกที่ข้ามีต่อนางไม่ใช่เชิงชู้สาว นางเป็นเหมือนน้องสาวแท้ ๆ ของข้า ไม่ได้มีความรู้สึกอื่นเจอปน”
