จะพยายาม
“พี่ซือเฉียน ท่านมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกัน” นางถามด้วยน้ำเสียงตกใจ เมื่อเห็นว่าบุรุษตรงหน้าเป็นใคร
“เป็นเพราะพี่ชายเจ้าเรียกตัวข้ามาที่นี่”
“หมายความว่าอย่างไรกันเจ้าคะ” นางหันไปถามพี่ชาย
“ของขวัญที่ว่าก็คือเขานั่นแหละ พี่เห็นเจ้าเอาแต่ถามถึงซือเฉียนถึงได้เรียกเขามา เป็นอย่างไรเล่า ของขวัญชิ้นนี้ถูกใจเจ้ารึไม่”
ซูอันเหยียดยิ้มหยอกล้อ ยามเห็นใบหน้าแดงปลั่งของน้องสาว เขารู้ดีว่าควรให้อะไรนาง นางถึงจะดีใจที่สุด
ซูหรงไม่ได้ตอบคำตาม นางเพียงส่งยิ้มเขินอายออกไปเท่านั้น เพียงเท่านี้ซูอันก็รู้ได้ทันทีว่าสิ่งที่เขาทำนั้นถูกใจน้องสาวมากทีเดียว
“ซูหรง เจ้าสบายดีหรือไม่”
“ข้าสบายดีเจ้าค่ะ ว่าแต่ท่านเถิดออกรบกลับมาคราวนี้มีบาดแผลตรงไหนไหมเจ้าคะ”
เฉินซือเฉียนส่ายหน้าเป็นคำตอบ ในสายตาของซูหรงเขายังคงพูดน้อยไม่มีเปลี่ยน
“นี่ก็ดึกแล้ว เจ้ารีบกลับเรือนไปเถิด พี่กับซือเฉียนยังมีเรื่องที่ต้องคุยกันอีกหลายเรื่อง” ซูอันขัดขึ้น เมื่อเห็นว่าตอนนี้เริ่มดึกแล้ว ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าน้องสาวตัวเองมีใจให้สหายรัก แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นตนไม่เคยคิดที่จะยัดเยียดน้องสาวให้เฉินซือเฉียน หากชายหนุ่มมีสตรีที่พึงใจอยู่ก่อนแล้วเขาย่อมต้องช่วยพูดคุยกับซูหรงในฐานะเพื่อนเฉกเช่นเดียวกัน
“เช่นนั้นข้าไม่รบกวนท่านพี่ทั้งสองแล้ว” เอ่ยจบได้เดินออกจากห้องไป แม้นางจะชอบพอพี่ซือเฉียนมาก แต่ต้องทำตามขนบธรรมเนียม ชายหญิงที่ยังไม่ออกเรือนไม่ควรสนิทชิดเชื้อกันจนเกินงาม ถึงจะรู้จักกันมาตั้งแต่วัยเยาว์ก็ตามที
“ตอนนี้น้องสาวข้าถึงวัยออกเรือนแล้ว พวกเราเองก็เช่นกัน เจ้าคิดเรื่องแต่งงานแล้วรึยัง”
“ยังเร็วไปที่จะเอ่ยถึงเรื่องนี้” ซือเฉียนบอกปัดด้วยน้ำเสียงไม่ใส่ใจ เขาจะออกเรือนเมื่อใดหรือกับใครล้วนขึ้นอยู่กับท่านพ่อและท่านแม่ ลูกอย่างเขาทำได้เพียงทำตาม อีกอย่างเรื่องพวกนี้เขาไม่เคยให้ความสำคัญตั้งแต่แรกจะแต่งงานหรือไม่ ในความเห็นเขาย่อมไม่มีอะไรแตกต่างเพราะทุกอย่างยังคงดำเนินไปตามปกติ
“เจ้าพูดเช่นนี้หรือว่ามีสตรีในใจแล้ว”
“เจ้าพูดเพ้อเจ้ออะไร ทุกวันนี้หากไม่อยู่ที่ค่ายทหารก็ไปออกรบมีหรือข้าจะมีเวลาไปรู้จักสตรีใด”
“ก็จริงของเจ้า” เขาถอนหายใจ เมื่อคิดว่าทั้งลมหายใจเข้าออกล้วนทำเพื่อบ้านเมือง ส่วนเรื่องความรักระหว่างบุรุษและสตรีมิเคยอยู่ในหัวของพวกเขามาก่อน แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นช้าเร็วอย่างไรก็ต้องแต่งงานอยู่ดี
“ว่าแต่ซูหรงเถิด บิดาของเจ้าได้หมายตาคุณชายจากตระกูลไหนไว้แล้วรึยัง”
“เจ้าถามทำไม”
“ข้าถาม เจ้าก็ตอบมาเถอะน่า”
“ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรกัน เพิ่งกลับมาถึงเมืองหลวงพร้อมเจ้าแท้ ๆ”
“คงดีหากนางได้แต่งงานกับคนที่นางรัก”
“หึ เห็นทีคงยากแล้วกระมัง เจ้ารู้ดีไม่ใช่หรือว่าซูหรงรู้สึกยังไงกับเจ้า นางไม่ได้มองเจ้าเป็นเพียงพี่ชาย”
“…” ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าซูหรงรู้สึกเช่นไร แต่เขาไม่สามารถรักนางในแบบที่นางต้องการได้ ทั้งตัวเขา ซูอันและ ซูหรงต่างเติบโตมาด้วยกัน นางคิดอะไรอยู่เขาย่อมรู้อยู่แก่ใจ แต่ไม่รักก็คือไม่รัก เขารักนางเหมือนน้องสาวมิใช่เฉกเช่นชู้สาวเหมือนที่นางรู้สึกต่อเขา
“ซือเฉียน เจ้าก็ค่อย ๆ พูดกับนางก็แล้วกัน ซูหรงเป็นคนมีเหตุผล ข้าคิดว่านางคงเข้าใจดีว่าความรู้สึกไม่อาจบังคับกันได้”
“ซูอัน เจ้าไม่ตำหนิข้าหรือ”
“ข้าจะตำหนิเจ้าทำไมกัน ที่ผ่านมาข้าต้องขอบคุณเจ้าด้วยซ้ำที่ช่วยดูแลซูหรง ข้าขอเพียงอย่างเดียว เจ้าจะปฏิเสธนางเช่นไรก็ได้ ขอแค่ให้นางเสียใจน้อยที่สุดก็พอ ข้าไม่อยากเห็นนางเศร้าโศกมากนัก นางปักใจรักเจ้ามาหลายปี หากจะให้นางตัดใจจากเจ้าทันทีคงเป็นเรื่องยาก”
“ข้าจะพยายาม”
แม้จะรับปากเป็นมั่นเหมาะแต่เฉินซือเฉียนยังไม่มั่นใจว่าจะบอกปฏิเสธหญิงสาวเช่นไรให้หัวใจของนางบอบช้ำน้อยที่สุด
