บทที่ 5 หลีกหนีกันไม่พ้น (1)
ตั้งแต่วันที่ญาณินมานอนที่หอมันทำให้เธอได้ฉุกคิดอะไรหลายๆ อย่างว่าไม่ควรเอาตัวเองไปยุ่งกับเพทายอีก หลังจากวันนั้นเธอก็ไม่ได้ตอบกลับหรือคุยอะไรกับเพทายอีกเลย ทั้งๆ ที่ชายหนุ่มก็ส่งข้อความมาหาเธอช่วงสองสามวันแรกที่เธอขาดการติดต่อไป
“สรุปแกคุยกับเพให้ไปช่วยพูดกับวาโยให้ฉันหรือยังมิลค์กี้” ญาณินเปิดประเด็นถามเพื่อนเพราะมันผ่านมาอาทิตย์กว่าแล้ว ช่วงหลังมานี้มานิตาดูแปลกๆ ไป เพื่อนดูซึมอย่างผิดปกติ
“ยังเลย แต่เดี๋ยวฉันว่าฉันไปคุยกับวาโยให้เองดีกว่า คุยกันหลายทอดเดี๋ยวจะไม่เข้าใจกันอยู่ดี” มานิตาคิดว่าวิธีนี้ดีที่สุดที่จะเลี่ยงในการเจอเพทายได้ แม้จะต้องเรียนด้วยกันแต่เธอเลือกที่จะนั่งข้างหน้าเพื่อไม่ให้เผชิญกับสายตาที่มองมาและเมื่อเลิกคลาสก็รีบกลับห้องให้เร็วที่สุดเพื่อเลี่ยงกับเจอหน้า ช่วงสองสามวันก่อนเธอเห็นเพทายมาดักรอ แต่สุดท้ายเธอก็หลบเขาจนพ้นแต่ไม่รู้ว่าตัวเองจะหนีแบบนี้ไปได้ถึงเมื่อไหร่
ขณะที่หญิงสาวกำลังเดินผ่านซอกตึกเพื่อออกจากบริเวณคณะ โดยจุดนี้เป็นทางลัดเพื่อให้ไปถึงหน้ามหาวิทยาลัยให้เร็วที่สุด แต่ในจังหวะนั้นสิ่งที่ทำให้เธอต้องตกใจมากกว่าเดิมคือมีร่างใหญ่ของใครบางคนมาดักรออยู่ตรงหน้า
“เพ...” เสียงหวานเรียกชื่อคนตรงหน้าอย่างแผ่วเบาพร้อมกับใบหน้าขาวซีดเมื่อต้องตกใจที่เจอเขาที่นี่
“หลบหน้าทำไมวะ” น้ำเสียงและสีหน้าของชายตรงหน้าทำให้เธอใจเต้นแรงด้วยความประหม่ากลัว เธอรู้ว่าตอนนี้เพทายกำลังหงุดหงิด แต่จะให้ทำอย่างไรได้ในเมื่อเธอกำลังปกป้องหัวใจของตัวเองอยู่
“ฉันไม่ได้หลบ”
“เหอะ...ไม่ได้หลบแต่ไม่ตอบแชต ไม่รับสาย ไม่มองหน้า แถมยังรีบออกจากห้องเรียนเพื่อไม่ให้เจอหน้าฉัน แบบนี้เหรอที่เรียกว่าไม่หลบ”
“เปล่าสักหน่อย ฉันแค่อยากรีบกลับห้อง”
“เป็นเหี้xอะไรวะ อยู่ๆ ก็หายไป กูทำอะไรให้มึงงอนหรือไง” เพทายเริ่มขึ้นเสียงจนเธอมองไปที่ตรอกข้างตึกว่ามีใครเดินผ่านมาไหม แต่เมื่อไม่มีใครเธอก็หันมามองร่างใหญ่ที่ยืนจังก้าทำหน้ายักษ์อยู่
“อย่ามาหยาบคายนะเพ ฉันไม่ได้งอนไม่ได้เป็นอะไรทั้งนั้น แต่เราสองคนไม่ควรมายุ่งเกี่ยวกันอีก” ในเมื่อเขาอยากรู้คำตอบวันนี้เธอก็จะพูด ชายหนุ่มจะได้เข้าใจสักที
“ไม่ควรยุ่งคืออะไร”
“ฉันว่าเราสองคนกลับมาทำตัวเหมือนเพื่อนปกติเขาทำกันเถอะ ฉันไม่อยากต้องอยู่แบบนี้แล้วว่ะเพ ฉันอึดอัด” มานิตาพยายามควบคุมสีหน้าและน้ำเสียงของตัวเองให้คงที่มากที่สุดเพื่อไม่ให้เพทายรับรู้ว่าเธอกำลังสั่นไหวกับความรู้สึกหวั่นไหวของตัวเอง
“มันจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้ยังไงวะ ในเมื่อกูกับมึงเอากันแล้ว!”
“เพ! จะมาพูดแบบนี้ไม่ได้นะ เราสองคนยังไม่ได้เป็นอะไรกัน นายกับฉันเอ่อ” ใบหน้าหวานร้อนผ่าวเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น แต่ทุกอย่างมันยังไม่ได้สมบูรณ์ด้วยซ้ำ เธอเลยคิดว่ามันไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“แล้วที่เสียบคาเนี่ยไม่ใช่เลยมั้ง”
“มันยังไม่ทันได้เข้าไปด้วยซ้ำ นายจะเอาอะไรวะ นายเป็นผู้ชายไม่ได้เสียหายอะไรด้วยซ้ำ จะมาร้องโวยทำไม” ใบหน้าหวานเงยหน้ามองคนตัวโตที่มองเธอด้วยสายตาวาวโรจน์เสียจนน่ากลัว เพทายทำเหมือนเธอไปเปิดซิงเขาแล้วมาโวยวายให้เธอรับผิดชอบ ทั้งๆ ที่เรื่องนั้นมันควรเป็นเธอเองไหมที่ต้องรู้สึก
“เหอะ...ต้องเข้าไปขนาดไหนถึงเรียกเอากันได้วะ นี่โง่หรือแกล้งโง่วะมิลค์กี้” เพทายเสมองไปทางอื่นแล้วพ่นลมหายใจออกมา ส่วนมือหนาก็ยกขึ้นเสยผมขึ้นอย่างแรงด้วยความไม่พอใจคนตัวเล็กที่ทำเหมือนเรื่องที่เกิดขึ้นมันไม่มีอะไร
“จะยังไงก็ช่าง ถ้านายอยากคุยกับฉัน ฉันจะคุยแค่ฐานะเพื่อนเท่านั้น ถ้ายังทำตัวลามกกับฉันอีกล่ะก็ ฉันจะเลิกคบนายถาวรเลย” นี่ไม่ใช่คำขู่แต่มันคือความจริง เพราะตอนนี้เธอกำลังปกป้องหัวใจของตัวเองไม่ให้มันถลำลึกไปมากกว่านี้ แค่สองวันนั้นเธอก็หวั่นไหวกับเขาจนเกือบจะเผลอใจคิดไปมากกว่านี้แล้ว
“จะเอาอย่างนี้ใช่ไหมมิลค์กี้” เพทายบอกด้วยเสียงทุ้มต่ำ พร้อมกับกดสายตามองคนตัวเล็กนิ่งๆ แต่สายตาของเขามันเต็มไปด้วยความแข็งกระด้างที่เธอไม่เคยเห็นมุมนี้ ทำเอาร่างกายหญิงสาวขนลุกเกรียวขึ้นมาทันที
“ใช่!”
“งั้นเราจะได้เห็นดีกัน ฉันไม่เคยโดยใครปฏิเสธมาก่อน เธอทำให้ฉันต้องร้ายเองนะ” เพทายบอกด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก จากนั้นชายหนุ่มก็หมุนตัวออกไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนหญิงสาวงงงวยกับการกระทำของชายหนุ่มและกำลังครุ่นคิดว่าเพทายจะจบจริงๆ ไหม แต่ถึงกระนั้นตอนนี้แค่เธอไม่ต้องมาเผชิญกับเขาอีกเป็นพอ
ติ๊ด!!
เสียงข้อความเด้งแจ้งเตือนทำเอาเธอสะดุ้งด้วยความตกใจก่อนจะพบว่ามันไม่ใช่ข้อความที่เพทายส่งมา แต่เป็นแชตจากแอปฯ หาเพื่อนที่เธอดองเอาไว้นานเป็นอาทิตย์และมีผู้ชายทักมาเต็มไปหมด แต่เธอก็เลือกตอบแค่สองคนคือ ผู้ชายที่ชื่อ ‘เซอร์’ และผู้ชายอีกคนที่ชื่อ ‘ซัน’ ที่ทักข้อความทิ้งเอาไว้เมื่อสองสามวันก่อนและเธอเพิ่งได้เปิดอ่าน แต่ไม่รู้จะตอบใครดีเลยเลือกตอบชายหนุ่มหน้าหวานอย่างตะวันฉายก่อน
(ขอโทษนะคะพี่ซัน...พอดีมิลค์กี้ยุ่งๆ เรื่องเรียนเลยไม่ค่อยได้ตอบเลย) มือเล็กพิมพ์ข้อความตอบกลับไป และไม่นานข้อความก็ถูกส่งกลับมา
(ไม่เป็นไรเลยครับ พี่เข้าใจ งานพี่ช่วงนี้ก็ยุ่งเหมือนกันเลยครับ)
(ว่าแต่พี่ซันทำงานอะไรเหรอคะ ไม่รู้จะละลาบละล้วงเกินไปหรือเปล่าที่ถามออกไปแบบนี้) เพราะอยากจะให้ลืมเรื่องฟุ้งซ่านทำให้มานิตาเลือกที่จะคุยกับคนในโซเชียลเพื่อตัดความคิดถึงที่มีต่อเพทายไป
(พี่เป็นหมอครับ)
(จริงๆ เหรอคะ)
(ครับ...แต่เป็นหมอผิวครับ พี่เปิดคลินิกแถวเอกมัย ถ้ามิลค์กี้อยากทำอะไรมาที่นี่ได้เลยนะ)
(ขายคอร์สมิลค์กี้หรือเปล่าคะเนี่ย มิลค์กี้สายประหยัดไม่ค่อยทำหรอกนะคะ) ไม่รู้ทำไมเธอถึงอมยิ้มกับคนในแชต อาจจะเพราะว่าตะวันฉายทำให้เธอลืมความเครียดก่อนหน้านี้ลงไปได้เยอะเลย
(ไม่เลย ถ้ามิลค์กี้มารับรองว่าพี่จะทดลองทำให้ฟรี แต่มิลค์กี้สวยอยู่แล้วน่าจะเติมไม่เยอะหรอก)
(ว่าไปนั่นค่ะ ตัวจริงมิลค์กี้ไม่สวยหรอก รูปแต่งทั้งนั้น)
(ฮ่าๆ ไม่จริงหรอกพี่สัมผัสได้ว่ามิลค์กี้ต้องสวยมากๆ แน่ๆ ไว้ว่างๆ เรานัดกินข้าวกันไหม แต่มิลค์กี้อย่ามองพี่ไม่ดีนะครับ พี่เข้าใจว่าแบบเราเพิ่งรู้จักกัน แต่มิลค์กี้เลือกสถานที่มาได้เลยนะ)
(งั้นก็ได้ค่ะ เจอกันที่ห้าง M พรุ่งนี้สักเที่ยงๆ พี่ซันว่างไหมคะ) มานิตาคิดว่าการที่ได้เจอคนใหม่ๆ มันอาจจะทำให้ความรู้สึกที่ฟุ้งซ่านของเธอน้อยลง อีกทั้งไปเจอในที่ที่คนพลุ่กพล่านมันก็ไม่ได้อันตรายอะไร เธอคงไม่โชคร้ายเจอคนไม่ดีหรอกมั้ง
(ครับงั้นเจอกันนะครับ)
(ค่ะ...งั้นฝันดีนะคะพี่ซัน) มานิตาบอกฝันดีเพราะเธอเริ่มง่วงแล้ว ตอนนี้ล่วงเลยเวลาไปเกือบเที่ยงคืนแล้ว
(ครับฝันดีนะครับ)
หลังจากพิมพ์แชตจนจบมานิตาเลือกที่จะปิดหน้าจอโทรศัพท์เพราะหวังจะนอน แต่เสียงแจ้งเตือนกลับแผดเสียงอีกครั้งจนเธอต้องเปิดดูว่าคราวนี้เป็นใครที่ส่งข้อความมา
(เธออ่านแล้วไม่คิดจะตอบแชตเราหน่อยเหรอ) ข้อความถูกส่งมาจากผู้ชายที่ชื่อว่าเซอร์ มานิตาเลยพิมพ์ตอบกลับไป
(พอดีเราจะนอนแล้ว สงสัยมือไปกดอ่านมั้งนะ ขอโทษที)
(เธอคงไม่อยากคุยกับเราใช่ไหม เลยไม่อยากเปิดแชทเราอ่าน เราส่งข้อความหาเธอตั้งสามสี่วันแล้ว)
คิ้วสวยขมวดเข้าหากันเป็นปม ไม่รู้ทำไมถึงได้คุ้นกับรูปแบบการเขียนประโยคแบบนี้เหลือเกิน ราวกับว่าเคยเจอที่ไหนแต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก
(เปล่าสักหน่อย)
(หรือเธอคุยกับคนอื่นด้วยเหรอ เราคงไม่ได้สำคัญอะไรใช่ไหม เราไม่ได้จะจีบเธอสักหน่อย เราแค่อยากได้เพื่อนคุยแค่นั้นเอง)
(เราก็คุยไปเรื่อยนั่นแหละ ใครทำให้เราสบายใจเราก็คุยกับคนนั้น)
(แล้วเราต้องทำยังไงเพื่อให้เธอคุยกับเราแล้วสบายใจล่ะ เธอจะได้ไม่ต้องไปคุยกับคนอื่น) คำพูดเหมือนน้อยใจของคนในแชตทำเอามานิตาแอบรู้สึกผิดเล็กน้อย แต่ก็ยังดีที่ผู้ชายที่ชื่อเซอร์ไม่ได้เซ้าซี้หรือชวนเธอคุยสองแง่สองง่ามเหมือนอย่างที่ญาณินคอยเตือน
(ก็ถ้าอยากคุยด้วยนายก็อย่าถามเราเยอะสิ)
(ถ้าไม่ถามแล้วเราจะได้รู้จักตัวตนเธอเหรอ)
(งั้นฉันให้นายถามสักข้อสองข้อแล้วกัน แล้วหลังจากนี้ฉันจะไปนอนแล้วดึกมากแล้ว) เพราะอยากถนอมน้ำใจคนในแชตมานิตาเลยคิดว่าจะให้โอกาสเขาได้พิมพ์ถามดู ถ้าตอบได้เธอก็จะตอบ
(งั้นคำถามแรก เธอมีแฟนหรือยัง หรือมีคนคุยๆ อยู่ไหม)
(ที่ถามเนี่ยจะจีบเหรอ บอกไว้ก่อนนะฉันไม่ได้ไว้ใจใครง่ายๆ นะ)
(เปล่าถามๆ ดูน่ะ เผื่อถ้าเธอมีแฟนแล้วเราจะไม่เล่นด้วยไง กลัวแฟนเธอมากระทืบ) คำตอบตรงๆ ทำให้มานิตายิ้มออกมา มันเริ่มทำให้เธอกล้าที่จะตอบมากขึ้น
(ไม่มีหรอก โสดสนิท ส่วนคนคุยมีไหมเหรอ...จะเรียกว่ามีก็ได้มั้ง ฉันคุยกับพี่คนหนึ่งในแชต เขาบอกชื่อซันน่ะ หน้าตาหล่อดีนะ เขาบอกว่าเป็นหมอด้วย)
(เธอชอบเหรอ ขอดูรูปหน้าตาผู้ชายคนนั้นได้ไหม) ปลายทางแชตตอบกลับมา ซึ่งมานิตาก็คิดว่าไม่มีอะไรเลยกดส่งรูปของตะวันฉายให้เซอร์ดู
(เนี่ยคนนี้...พรุ่งนี้เขานัดฉันไปกินข้าวด้วยนะ ไม่รู้จะเวิร์กไหม)
(อืม...ก็หล่อดี แต่ไม่เท่าฉันหรอก แต่ไว้ใจแล้วเหรอถึงได้นัดเจอกัน)
(แหวะ คนอะไรชมตัวเองก็ได้ด้วยเหรอ ฉันไม่เชื่อหรอก นายเล่นไม่ตั้งเป็นรูปตัวเองใครจะไปเชื่อล่ะ ส่วนที่นัดกับพี่คนนั้นก็ไปกินข้าวที่ห้างฯ แถวๆ นี้แหละ ไม่ได้ไว้ใจอะไรแค่ไม่ได้มีอะไรให้ต้องคิดเยอะ)
(มาลองเจอไหมล่ะ รับรองฉันหล่อจริงๆ ใครๆ ก็บอก เธอเจอหมอนั่นได้ แล้วมาเจอฉันด้วยได้ไหม)
(ต่อรองเหรอ)
(เปล่า...ก็เห็นเธอเจอกับหมอคนนั้นได้ ทำไมฉันจะไม่มีสิทธิ์บ้างล่ะ หรือเธอชอบหมอนั่นไปแล้วเลยไม่อยากเดตกับใครอีก) ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงคิดว่าเซอร์ทำเหมือนหึงเธอด้วย
(เปล่าสักหน่อย ก็บอกแล้วไงว่าลองคุยๆ เฉยๆ)
(งั้นมาเจอกันไหม เอาวันที่เธอว่างก็ได้ ฉันไม่ชอบคุยกับใครในแชต อยากเจอตัวจริงมากกว่า)
(เอ่อ...) มานิตากำลังชั่งใจเพราะไม่รู้ว่าควรไปเจอผู้ชายสองคนในเวลาติดๆ กันแบบนี้ดีไหม คนหนึ่งสบายใจที่ได้คุย ส่วนอีกคนก็ดูลึกลับน่าค้นหาดี
(ว่ายังไงล่ะ ผับXXX ก็ได้นะเคยไปไหม)
(เคย แต่ไม่ค่อยได้ไปแล้วช่วงหลังๆ)
(งั้นคืนพรุ่งนี้ไปเจอกันไหม ไม่ต้องกลัวฉันหรอก ฉันไม่ได้อันตรายขนาดนั้น เธอไม่ต้องดื่มก็ได้แค่มาเจอกันเฉยๆ) คิ้วทั้งสองข้างขมวดเข้าหากันก่อนจะฉุกคิดว่าควรไปดีไหม อีกทั้งสถานที่ที่เซอร์นัดเจอมันค่อนข้างอันตรายสำหรับผู้หญิง แต่ถึงกระนั้นถ้าเธอไม่ดื่มอะไรก็คงไม่มีใครทำอะไรได้
(อืม...ก็ได้ ไว้เจอกันนะ ถ้าฉันไปถึงแล้วจะทักไปนะ)
(อืม...นอนเถอะดึกมากแล้ว กู๊ดไนท์นะ)
(นายก็เช่นกันนะ)
ถ้าถามว่าเธอหวั่นไหวกับใครในสองคนนี้อย่างนั้นเหรอ คงต้องตอบว่าคนหลังเพราะคำพูดของเขาเหมือนใครบางคนที่เธอรู้จักซึ่งตอนนี้เราสองคนคุยกันน้อยลง ส่วนแชตที่เพทายส่งข้อความมาเธอก็ไม่ได้กดเข้าไปอ่าน ดองเอาไว้เป็นอาทิตย์ และยิ่งเจอเขาในวันนี้ด้วยแล้วมันยิ่งทำให้กลัวใจของตัวเองว่าจะใจอ่อนให้เขาอีกตามเคย
“เฮ้อ...ฉันจะหนีนายยังไงให้พ้นนะเพ”
วันนี้เป็นวันหยุดทำให้มานิตามาตามนัดของตะวันฉายอย่างตรงต่อเวลา หญิงสาวเดินเข้าไปในร้านอาหารก่อนจะพบกับแผ่นหลังของใครบางคนที่เธอนัดเอาไว้เมื่อคืนนี้
“พี่ซันคะ...” เสียงเรียกของมานิตาทำให้ตะวันฉายหันหน้ากลับมาพร้อมกับฉีกยิ้มกว้างอย่างดีใจที่ได้เห็นตัวจริงของมานิตา
“เชิญนั่งก่อนครับ” ว่าจบคนร่างสูงก็เดินมาเลื่อนเก้าอี้ให้กับมานิตานั่ง จากนั้นเขาก็เดินไปนั่งประจำเก้าอี้ของตัวเองอีกครั้ง
“ขอบคุณค่ะ”
“ดีใจนะครับที่มิลค์กี้มาเจอพี่ ตัวจริงน่ารักกว่าในรูปอีกนะครับ” มานิตาจ้องใบหน้าหล่อเหลาฉบับคุณชายของตะวันฉายจนเธอรู้สึกเขิน เขาหน้าตาน่ารักดูเจ้าสำอางกว่าเธอเสียอีก
“ขอบคุณนะคะ พี่ซันก็พูดเกินไปค่ะ” นิ้วสวยจับผมทัดหูของตัวเองอย่างเขินๆ เพราะตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยมีใครชมเธอแบบนี้มาก่อน ถ้าไม่นับคำทะลึ่งๆ ที่เพทายชอบพูดกับเธอ
“งั้นทานอาหารก่อนเถอะครับ เขาเพิ่งมาเสิร์ฟเมื่อครู่เอง”
“ค่ะ”
