บทที่ 4 ข้ามเส้นเขต ‘เพื่อน’(2)
‘เวรละ’ มานิตาสบถอยู่ในใจเมื่อเพื่อนรักกำลังมาที่หอ แต่ตัวเธอเนี่ยอยู่บ้านเพทายจะทำยังไงล่ะทีนี้ เรื่องนี้จะปล่อยให้ใครรู้ไม่ได้
“เอ่อ...งั้นก็ไม่ต้องรีบนะ ฝนตกแล้วถนนมันลื่น”
(อืม...ไว้ถ้าถึงจะทักไปนะ ลงมารับด้วยนะ)
“อะเค...”
“ไม่บอกไปวะว่าไม่อยู่หอ” เมื่อวางสายเสียงของเพทายก็โพล่งขึ้นมาพร้อมกับมองใบหน้าหวานอย่างหงุดหงิดใจ เธอทำให้เขาหงุดหงิดวันละหลายๆ รอบ
“จะให้บอกว่าไง อยู่บ้านนายงี้เหรอ ถ้าบอกงั้นญาณินมันก็สงสัยไหม” ตอนนี้ไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหนก่อนดี ทั้งเรื่องเพทายทั้งเรื่องญาณิน เธอสับสนไปหมดแล้ว
“ไม่บอกไปล่ะว่าอยู่บ้านผัว”
“เอ๊ะ...ผัวอะไร ฉันไม่เคยมี อย่ามาขี้ตู่ได้ไหม” มือบางวางที่อกแกร่งเพราะกลัวเขาโน้มเข้ามาอีก
“แล้วที่เสียบเมื่อกี้นี้คืออะไรวะ ไม่เรียกผัวทำกับเมียแล้วเรียกอะไร” เพทายส่งเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอเมื่อคนตัวเล็กไม่รู้จักยอมรับความจริง
“ยังไม่ได้เข้าไปเลยด้วยซ้ำ อย่ามาเว่อร์”
“มิลค์กี้...” เสียงเข้มกดเสียงต่ำพร้อมจ้องเขม็งมองเธออย่างไม่พอใจ
“ไปส่งที่หอหน่อย” หญิงสาวบอกตัดบทเพราะคิดว่าถ้ายังเถียงกันอยู่แบบนี้ญาณินคงได้รอเธอจนรากงอกที่หน้าหอเป็นแน่
“ไม่...เธอต้องนอนกับฉันที่นี่คืนนี้”
“เพ...อย่าเรื่องมากได้ไหม ถ้าไม่ไปส่ง งั้นฉันจะเรียกแท็กซี่เอง” มานิตาบอกอย่างไม่ง้อก่อนที่เธอจัดการจิ้มที่หน้าจอโทรศัพท์เพื่อกดเรียกขนส่งสาธารณะ
“ไม่ให้ไป ยังไม่ได้เอาเลยเนี่ย”
“เพ...อย่ามาเรื่องมาก ญาณินมันกำลังมาหอของฉันแล้วนะ” มือน้อยบอกก่อนจะเอื้อมไปหยิบผ้าเช็ดตัวมาคลุมร่างกายของตัวเองเอาไว้
“งั้นสัญญามาก่อนสิว่าวันหลังจะให้เอา...”
“เพ...หยุดทะลึ่งก่อนได้ไหม ฉันซีเรียสนะ” ดวงตากลมโตจ้องลึกไปที่ดวงตาคมกริบ
“ฉันก็ซีเรียส...เธอทำให้ฉันค้างนะมิลค์กี้” มือหนาดึงร่างบางมากอดเอาไว้จนเธอรู้สึกใจเต้นแรง ขนาดพยายามดึงตัวเองออกมาแล้วแต่สุดท้ายเธอหวั่นไหวกับเขาทุกที
“ไปส่งที่หอก่อน”
“งั้นก็สัญญาในสิ่งที่ฉันขอก่อน”
“บ้าไหมเนี่ย เซ็กซ์นะเว้ยจะมาขอกันง่ายๆ งี้เหรอ” มือเล็กดันแผงอกกว้างแล้วมองใบหน้าหล่อเหลาอย่างจริงจัง
“แล้วจะทำให้เป็นเรื่องยากทำไมอะ อยากได้ก็บอกว่าอยากได้ พูดมามิลค์กี้ ถ้าไม่พูดก็นอนที่นี่ให้เพื่อนเธอรู้ไปเลยว่าเธอกับฉันเราเป็นอะไรกัน”
“เฮ้อ...เออ...พอใจยัง”
“เออคือไร”
“ไว้วันหลัง” ตอนนี้มานิตาคิดว่าควรพูดออกไปก่อน เพราะถ้าไม่ตอบรับเธออาจจะไม่ได้กลับหอไปก่อนที่ญาณินจะมาแน่นอน
“หึหึ” เพทายหัวเราะในลำคอพร้อมกับเดินไปหยิบเสื้อมาสวมใส่อย่างรวดเร็ว ส่วนเธอก็คว้าเสื้อผ้าของพี่สาวเพทายมาใส่แทนชุดนักศึกษาที่เปียกของตัวเอง
“ไปส่ง เดี๋ยวไปส่งที่หอนะจ๊ะเมียจ๋า” ร่างใหญ่ของเพทายจัดการอุ้มคนตัวเล็กที่นั่งอยู่บนเตียงลงมายืนข้างล่าง
“อย่ามาเรียกแบบนี้นะ”
“ไม่ให้เรียกแบบนี้จะให้เรียกแบบไหน เพื่อนเหมือนเดิมมันไม่กระดากปากไปหน่อยเหรอ”
“เหอะ...ฉันไม่พูดกับนายแล้ว ไปส่งฉันที่หอเลย” ดวงตากลมโตจ้องมองออกไปที่หน้าต่างซึ่งตอนนี้ฝนซาแล้ว ฝนเริ่มตกปรอยๆ แทนทำให้การเดินทางกลับหอไม่ได้อันตรายอย่างที่คิด
ร่างเล็กขึ้นไปนั่งบนรถหรูของเพทาย ทั้งสองไม่ได้คุยอะไรกันต่อ ใครมันจะไปกล้าคุยเมื่อกิจกรรมก่อนหน้านี้มันข้ามเขตความเป็นเพื่อนไปมากเกินไปแล้ว
“ถึงแล้ว...”
“อืม ขอบใจนะ” มานิตากำลังจะหันไปเปิดประตู แต่มือใหญ่ของเพทายกลับคว้าหมับที่ข้อมือเล็กทันที
“เดี๋ยวสิ”
“อะไร...”
“ขอดูดปากทีหนึ่งก่อนไป” แก้มทั้งสองข้างเห่อร้อนเมื่อฟังคำพูดของคนตัวโตจบ คำพูดตรงๆ ของชายหนุ่มทำให้เธอเสียอาการและไม่คิดว่าเพื่อนอย่างเพทายจะเป็นไปได้มากขนาดนี้
“จะบ้าเหรอ นี่มันในรถนะ”
“ไม่มีใครเห็นหรอก ฟิล์มรถมืดจะตาย ขอจูบปากทีหนึ่งให้หายคิดถึงก่อน เพราะคืนนี้เธอทำให้ฉันต้องนอนคนเดียว” สีหน้าและคำพูดที่แสนจริงจังของเขาทำเอาเธอกลืนน้ำลายลงคออย่างอยากลำบาก
“เอ่อ...”
“ช้าว่ะ” เมื่อพูดจบเพทายก็คว้าคอของมานิตาเอาไว้จากนั้นเขาก็ประกบปากจูบกับหญิงสาวทันที ปากชื้นทำการดูดดึงขบเม้มปากเล็กอยู่หลายนาทีจนพึงพอใจ แต่คนตัวเล็กกลับรู้สึกว่าปากของเธอมันกำลังบวมเจ๋อเพราะแรงดูดเมื่อครู่นะ
“อื้อ”
“มัดจำไว้ก่อน จำสัญญาที่ให้ได้ใช่ไหม ห้ามลืม...และสั่งห้ามไปทำอย่างนี้กับใคร เพราะถ้ากูรู้กูเอาทั้งมันและมึงตายแน่” เพทายบอกด้วยเสียงจริงจัง เพราะเขาเป็นคนหวงของรวมถึงผู้หญิงตรงหน้านี้ด้วย
“ขู่อยู่ได้ เป็นพ่อไง”
“เปล่าแต่เป็นผัว แล้วจะทำไม” เพทายตอบหน้าตายจากนั้นเขาก็เอาลิ้นหนาดุนดันที่กระพุ้งแก้มของตัวเองแล้วมองเธออย่างยียวน
“นายแม่งคิดเองเออเองตลอด ไม่คุยด้วยแล้ว”
ร่างเล็กเดินลงจากรถอย่างรวดเร็วพร้อมทั้งเอามือบางจับที่แก้มทั้งสองข้างที่มันกำลังเห่อร้อนอย่างชัดเจน
“ไอ้คนบ้า...ทำแบบนี้ทำไมเนี่ย” ร่างเล็กรีบเดินจ้ำอ้าวไปรอเพื่อนรักที่ใต้หอ แต่ใบหน้าหวานเนี่ยสิกำลังแดงก่ำเพราะนึกถึงเรื่องราวของเธอและเพทายที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้
“มิลค์กี้!!” เสียงเรียกอันคุ้นหูทำให้มานิตาที่กำลังคุยกับตัวเองต้องเงยหน้าขึ้นมามอง
“อ้าวมาแล้วเหรอ”
“มาแล้วสิ ฉันเรียกแกตั้งนาน เป็นอะไรหรือเปล่าหน้าแดงๆ ด้วย” ญาณินเดินเข้ามาจับแก้มของเพื่อนที่มันกำลังแดงปลั่งราวกับไปดื่มเหล้ามาอย่างนั้น
“สงสัยจะร้อนมั้ง”
“ร้อนอะไรอากาศหนาวจะตาย ขึ้นห้องเถอะ ฉันปวดฉี่แล้ว” ญาณินพูดจบก็คว้าแขนของมานิตาแล้วพาเดินขึ้นไปบนห้องอย่างรวดเร็ว มานิตาหันหลังกลับมาเพื่อมองรถหรูของเพทายที่ยังจอดที่เดิม ทำไมนะเธอถึงอยากอยู่กับเขาทั้งๆ ที่สถานะระหว่างเธอกับเพทายมันยังคงเป็นได้แค่เพื่อน
สองสาวเดินขึ้นมาบนห้องนอนโดยที่ญาณินเข้าไปทำธุระส่วนตัวในห้อง ส่วนมานิตาก็นั่งโทรศัพท์รอและก็พบกับข้อความของเพทายที่ส่งเข้ามา
(ไม่อยากให้กลับเลยรู้ไหม เธอทิ้งฉันอะมิลค์กี้)
(ทิ้งอะไร ญาณินมาห้องนะ)
(ก็ถ้าไม่มีญาณินเธอมานอนบ้านฉันนะ บ้านฉันเตียงกว้างมากนอนได้สองคนเลย) สิ่งที่เพทายส่งมาทำให้มานิตาเขินตัวม้วน ใครจะไปคิดว่าเพทายจะมีมุมแบบนี้เธอคิดว่ามันจะทำตัวดิบเถื่อนอย่างเดียวเสียอีก
“แกเป็นอะไรไปมิลค์กี้ทำท่าเหมือนเขิน” ญาณินที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องน้ำเอ่ยถามเมื่อเห็นเพื่อนกำลังยิ้มกับหน้าจอคนเดียว “เอ๊ะ...หรือว่าแกได้ผู้ใหม่แล้ว ไหนขอดูหน่อยสิ”
ใบหน้าสวยของญาณินชะโงกหน้ามาดูที่หน้าจอโทรศัพท์ของเพื่อน แต่มานิตาเอาโทรศัพท์มาทาบที่ตัวก่อนที่เพื่อนจะเห็นว่าเธอคุยกับใคร เรื่องนี้ยังบอกใครไม่ได้จนกว่าจะแน่ใจ
“ไม่มีสักหน่อย จะมาสนใจอะไรของฉัน สนใจเรื่องของแกที่ร้องห่มร้องไห้มาหาฉันดีกว่า” มานิตาพยายามเบี่ยงประเด็นเพราะกลัวจะมาเข้าเรื่องของตัวเอง ถึงตอนนั้นเธอคงตอบคำถามญาณินไม่ถูก เรื่องของเธอกับเพทายมันซับซ้อนเกินกว่าที่ใครจะเข้าใจ
“พ่อบอกจะให้ฉันแต่งงานกับผู้ชายที่ไหนก็ไม่รู้ ฉันไม่อยากจะแต่งเลย”
“ทำไมพ่อต้องบังคับด้วยล่ะ”
“เรื่องธุรกิจของพ่อ” มานิตารับรู้มาตลอดว่าญาณินเป็นลูกคนรวย รวยชนิดที่ว่าไม่น่าเชื่อว่าจะมาคบกับเพื่อนอย่างเธอ เธอที่เกิดมาอยู่กับมารดาเพียงแค่สองคน ส่วนพ่อน่ะเหรออย่าพูดถึงเลย ปล่อยให้ท่านใช้ชีวิตที่แสนมีความสุขของท่านเถอะ ลูกนอกคอกอย่างเธอก็เป็นได้แค่คนนอกสายตาของบ้านหลังนั้น
“แล้วจะเอายังไง”
“ฉันจะต้องหาคนไปเป็นแฟนเพื่อหลอกพ่อ แกว่าใครจะช่วยฉันได้เรื่องนี้” ญาณินบอกด้วยเสียงแน่วแน่
“คิดอะไรเนี่ย” มานิตาหน้าเหวอเพราะไม่คิดว่าเพื่อนจะใช้มุกนี้หลอกผู้ใหญ่ ไม่รู้ว่าพวกท่านจะเชื่อไหมกับการมีแฟนหลอกๆ ของญาณิน
“ไม่ได้คิดเล่นๆ นะฉันเอาจริง ฉันต้องหาใครสักคนมาเป็นแฟนให้ได้ หลอกๆ ก็ยังดี ฉันไม่อยากแต่งงานทั้งๆ ที่เพิ่งเรียนจบหรอกนะ ฉันยังไงใช้ชีวิตวัยรุ่นอยู่ ยังอยากคบหาดูใจกับใครสักคนไม่ใช่เรียนจบปุ๊บแต่งงานเลยแบบนี้ ฉันไม่โอเค” ใบหน้าของญาณินบ่งบอกถึงความอมทุกข์ แต่เธอก็ไม่รู้จะช่วยเพื่อนยังไงดี
“จะเลือกใครล่ะ ผู้ชายในแชตของแกไหม” มานิตาเสนอออกมา
“ไม่เอาหรอก แต่ละคนที่ฉันเจอนะ หน้าหม้อกันทั้งนั้น” ญาณินบอกด้วยน้ำเสียงเจ็บใจ
“เอ้า! แต่แกยังชวนฉันเล่นอยู่เลยนะ ไหงเป็นงี้อะ” มานิตาหน้าเหวอเมื่อเพื่อนทำเหมือนแอปฯ หาเพื่อนอะไรนั่นไม่ดี ทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นคนโหลดมาให้แท้ๆ
“ก็ฉันเจอแต่ละคนไม่ดีทั้งนั้น นัดเยบ้าง หม้อไปเรื่อยบ้าง หนักสุดคือมีแฟนอยู่แล้วยังมาชวนฉันไปเดต ดีนะฉันเอาประวัติไปสืบมาก่อน ไม่งั้นนะฉันกลายเป็นมือที่สามอย่างแน่นอน ฉันถึงบอกไงให้แกดูดีๆ ระวังเจอคนไม่ดี ถามว่ามีคนดีไหมมันก็มีนะแต่อาจจะเป็นส่วนน้อย แต่มันมีแหละคนดีๆ อะ” ญาณินสอนเพื่อนเพราะเธอเข้าใจโลกโซเซียลดีว่ามันมีทั้งคนดีและคนไม่ดีปะปนกันไป พวกงานดีๆ รูปหล่อบ้านรวยแต่ยังโสดมันแทบหาไม่ได้เลยในสังคมปัจจุบัน
“รู้แล้ว...ฉันไม่ได้เชื่อใครง่ายขนาดนั้นสักหน่อย”
“เหรอ...แกทำเป็นแข็งกระด้างแต่รู้อะไรไหม แกอะอ่อนแอกว่าฉันอีก ที่ฉันบอกเพราะอยากให้แกได้สติระวังพวกผู้ชาย บางคนทำดีกับเราแต่ในใจนะหวังเคลมเราจะแย่ แต่พอมันได้เรานะมันก็ทิ้งเราอย่างกับของเก่าที่มันไม่ใช้” ญาณินสอนเพื่อนรักเพราะกลัวมานิตาโดนหลอก ซึ่งคำพูดของญาณินทำให้หญิงสาวฉุกคิดเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างเธอกับเพทายทั้งเมื่อวานและวันนี้ หรือชายหนุ่มหวังแค่นั้นจริงๆ นะ เขาหวังแค่ตัวเธอ หว่านล้อมให้เธอตกหลุมพรางแล้วจะเขี่ยทิ้งเหมือนผู้หญิงคนอื่นๆ ของตัวเอง
“ยัยมิลค์กี้...เป็นอะไรเนี่ยนิ่งไปเลย”
“ฮะ...ไม่มีอะไร แค่คิดอะไรเพลินๆ แค่นั้น” เมื่อหลุดออกจากภวังค์มานิตาก็จ้องหน้าเพื่อนทันทีเพราะไม่อยากให้ญาณินจับผิดเธอ
“เหรอ...แกดูแปลกๆ นะ มีอะไรที่ฉันไม่รู้หรือเปล่า” ญาณินหรี่ตามองเพื่อนรักราวกับกำลังจับพิรุธซึ่งมันก็จริงเพราะมานิตากำลังมีบางอย่างอยู่ในใจ “มีอะไรเล่าให้ฉันฟังได้นะ อย่าเก็บไว้คนเดียว ไม่อย่างนั้นแกจะอึดอัด ฉันพร้อมจะเป็นคนรับฟังที่ดีของแกนะ”
“รู้แล้วน่ะ สรุปฉันปลอบแกหรือแกปลอบฉันเนี่ย”
“นั่นสินะ แต่เมื่อกี้ฉันคิดอะไรออกละ” จู่ๆ ญาณินก็ดีดนิ้วของตัวเองอย่างแรงเมื่อปิ๊งไอเดียบางอย่างในสมอง
“อะไรอะ”
“ฉันจะไปขอให้วาโยมาแกล้งเป็นแฟนฉัน” ญาณินยิ้มออกมาอย่างมีเลศนัยจนเธออดขำกับท่าทีของเพื่อนไม่ได้จริงๆ
“ทำไมต้องวาโย”
“บ้านมันรวย อีกอย่างพ่อฉันชอบคนที่มีฐานะเท่าเทียมกัน จะมีอะไรเหมาะไปกว่าการที่จ้างมันมาเป็นแฟน หึหึ”
“แล้วมันจะยอมเหรอ”
“ต้องยอม ถ้าไม่ยอมแกก็ต้องช่วยฉัน และฉันจะขอให้เพไปช่วยพูดให้ด้วย แกสนิทกับเพทายมากกว่าฉันไปช่วยบอกมันให้ตื๊อวาโยให้หน่อย”
“เอ่อ...แกก็ไปคุยกับวาโยเองสิ จะมาผ่านหลายต่อทำไม” มานิตาบอกในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเพราะเธอกำลังชั่งใจว่าจะเอายังไงกับความสัมพันธ์ของเธอและเพทายดี เธอไม่อยากให้ทุกอย่างมันถลำลึกไปมากกว่านี้ เธอไม่อยากจะต้องมาเสียใจอะไรอีกแล้ว แค่เรื่องเมื่อปีที่แล้วที่เพทายหันไปคบกับอลิซเธอยังนอนซึมไปหลายวัน
‘ใช่แล้ว เธอแอบชอบเพทายมาตลอด’ ชอบมานานแล้ว และไม่เคยเลิกชอบทั้งๆ ที่ตอนนั้นเพทายมีอลิซอยู่ข้างกาย จนบางครั้งเธอยังเคยอิจฉาความรักของทั้งคู่ ความรักที่เธอคิดว่าคงไม่ได้มันจากเพทาย และถ้าเขารู้เรื่องบางอย่างเขาคงต้องเกลียดเธอไปตลอดกาล
“ไม่เอาหรอก แกก็รู้ว่าวาโยมันชอบแกล้งฉัน”
“เอ้า...แล้วจะให้มันมาหลอกว่าเป็นแฟน ยังไงมันก็รู้อยู่ดีไหม”
“ไม่รู้ล่ะ แกกับเพต้องไปช่วยเกริ่นๆ ให้ฉันก่อน หลังจากนั้นฉันจะได้จัดการต่อได้”
“ญาณินอย่าเอาแต่ใจสิ ไปคุยเองจะได้จบๆ จะให้ฉันไปคุยกับเพทายอีกทำไม” ตอนนี้เธอเริ่มไม่อยากคุยหรือตอบอะไรเพทายแล้วเพราะเมื่อกลับมาคิดดูดีๆ เธอไม่ควรเอาหัวใจของตัวเองลงไปเล่นกับอะไรแบบนี้อีกแล้ว
“แกไม่รักฉัน แกไม่อยากช่วยฉันเหรอมิลค์กี้”
“เฮ้อ...งั้นฉันจะพยายามนะ” มานิตารู้สึกจนปัญญาจึงตอบออกไปแบบนั้นก่อน แต่มันจะได้เรื่องไหมคงต้องมาดูอีกที
“ขอบใจนะจ๊ะเพื่อนรัก ยังไงต้องรีบบอกเพทายให้ไปคุยกับวาโยให้ฉันนะ ฉันรีบ”
“อืม...”
ตลอดทั้งคืนมานิตานอนไม่หลับเพราะกำลังคิดไม่ตกเรื่องของเพทาย เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่เขาทำกับเธอแบบนี้มันหมายความว่ายังไง เขาแค่อยากเป็นหมาหยอกไก่ หรือรู้สึกดีๆ กับเธอจริงๆ แต่จะให้ถามมันก็ดูเร็วเกินไปหรือเปล่า แล้วถ้ามันไม่ได้คิดจริงจังเธอจะทำอย่างไร
“นายจะไม่หลอกฉันใช่ไหมเพ”
