บทที่ 4 ข้ามเส้นเขต ‘เพื่อน’(1)
“เชี่ย! ไอ้เพ...ทำไมมิลค์กี้มันหุ่นดีจังวะ ถ้ากูไม่มาเหล่สาวที่สระว่ายน้ำนะ กูไม่รู้เลยนะว่ามิลค์กี้มันจะหุ่นดีขนาดนี้” เสียงร้องอึ้งๆ ของวาโยทำให้เพทายหยุดมอง ปกติเขารู้อยู่แล้วว่ามานิตาชอบเล่นกีฬา เธอเล่นเก่งทุกชนิดจนหาตัวจับได้ยาก
จังหวะที่มานิตากำลังรวบผมเพื่อใส่หมวกว่ายน้ำ เขาเห็นเธอหายใจแรงจนบางอย่างที่ใหญ่โตขยับทำเอาคนหื่นอย่างเขาเกิดความรู้สึกบางอย่าง
“ไปจ้องมันทำไมวะ”
“เอ้า!! ก็มันสวยอะ เรียนด้วยกันมาตั้งสี่ปีกูเพิ่งรู้นะเนี่ยว่ามิลค์กี้มันสวยขนาดนี้ ถ้ารู้งี้กูเตาะมันตั้งแต่ปีหนึ่งแล้ว” วาโยบอกอย่างเสียดาย แต่ถ้าให้มาจีบตอนนี้มันก็เหมือนจะไม่ทันแล้วเพราะรู้เช่นเห็นชาติกันหมดแล้ว
“คิดไปเรื่อยว่ะ” เพทายทำเหมือนรำคาญเสียงของวาโย แต่สายตาของเขากลับชำเลืองมองคนตัวเล็กที่อย่างอื่นไม่เล็กเลยสักนิดเดียว จนอยากจะเอาวาโยไปเก็บไม่ให้เห็นมานิตาในตอนนี้
“มึงล่ะไม่คิดอะไรกับมันบ้างเหรอ มึงสนิทกับมันมากกว่ากูอีก” วาโยหันมามองเพทายที่ทำเหมือนไม่ได้สนใจมานิตา มันเอาแต่ก้มหน้าแล้วจัดการถอดชุดคลุมออกเพื่อจะลงไปว่ายน้ำบ้าง
“คิดอะไร”
“เคลมมัน...”
“เวรเหอะ คิดเหี้xไรวะวาโย” แม้ปากจะบอกแบบนั้นแต่สายตาของเขายังคงปรายตามองคนตัวเล็กไม่หยุด ทำทุกครั้งที่มีโอกาส
“แสดงว่ามึงไม่คิด...ดีละให้มิลค์กี้ไปเจอคนที่ดีเถอะ เห็นอย่างนี้กูก็อยากให้มันมีแฟนดีๆ สักคนนะ เพราะถึงมิลค์กี้มันจะห้าวแค่ไหน แต่กูมองออกว่ามันชอบกลบเกลื่อนความอ่อนแอของตัวเอง”
“แล้วกูไม่ดีตรงไหน” เพทายถามย้ำอย่างไม่เข้าใจพร้อมกับใช้น้ำเสียงเคืองๆ ใส่เพื่อน
“อะไรวะ ไหนบอกไม่สนใจมัน”
“กูยังไม่ได้บอกว่าสนใจหรือไม่สนใจ แต่กูแค่ไม่เข้าใจคำพูดของมึงว่ากูไม่ดีตรงไหน” เพทายจ้องหน้าเพื่อนแล้วมองเชิงต้องการคำตอบเดี๋ยวนี้
“ก็มิลค์กี้มันไม่เคยมีแฟน เจอคนแบบมึงไปเดี๋ยวมันก็เสียใจอีก ผู้หญิงมึงเป็นพรวนขนาดนี้” วาโยบอกในสิ่งที่เขาคิด เพราะตั้งแต่เพทายเสียแฟนไปมันก็เสียอาการไปอยู่ช่วงหนึ่ง มีแค่ช่วงหลังๆ ที่ดีขึ้น
“แล้วถ้ากูจะเอาใครจะห้ามกูได้” เพทายบอกแล้วจ้องมองไปยังร่างเล็กที่กำลังแหวกว่ายอยู่ในสระน้ำอย่างชำนาญราวกับนางเงือก
“ไอ้เพ...เว้นไว้สักคนเถอะเพื่อน เดี๋ยวมันจะเสียเพื่อนนะ” วาโยบอกอย่างหวังดีเพราะกลัวว่าถ้าทั้งสองลงเอยกันแล้วเกิดทะเลาะแล้วเลิกกันขึ้นมามันจะมองหน้ากันไม่ติด
“อย่ามายุ่งเรื่องของกูโย...” เพทายตอบด้วยเสียงเย็น
“เออแล้วแต่มึงเถอะ แต่ขออย่างเดียวอย่าทำให้มิลค์กี้มันเสียใจเลย กูสงสารเพื่อน” ถึงภายนอกวาโยจะปากสุนัขไม่รับประทานแต่เขาถือคติว่าเพื่อนเล่นไม่เล่นเพื่อนเพราะเดี๋ยวจะเสียเพื่อนเข้าสักวัน
“คิดมากน่ะ”
“เออกูคิดไปก่อน แค่สายตามึงกูก็มองออกละว่ามึงคิดอะไรกับมัน” เพราะผู้ชายดูกันออกว่าคิดอะไร
“เหอะ”
ตัดภาพมาที่ปัจจุบันที่ตอนนี้ร่างบอบบางนอนอ่อนระทวยอยู่บนเตียงโดยมีร่างหนาของเพทายกำลังหยอกล้อคลุกเคล้าที่ซอกขาเรียวของมานิตาอย่างเอาแต่ใจ
“ไม่เอาเพ...มิลค์ไม่อยากทำ” เสียงหวานครางกระเส่า มือบางขย้ำผ้าปูที่นอนด้วยความเสียวซ่าน ยิ่งยามที่ปลายลิ้นร้อนลากไปทั่วจุดกระสันมันยิ่งทำให้เธอแทบจะขาดใจตาย
“ไม่อยากทำแต่น้ำแฉะเลยนะมิลค์กี้” เสียงทุ้มนุ่มร้องบอกโดยที่ปากหยักยังมีคราบน้ำจากกายสาวเลอะไปทั่วขอบปาก
“ไม่ทำได้ไหม มิลค์ไม่พร้อม”
“ไม่ได้หรอก มาถึงขั้นนี้แล้วจะให้เราหยุดเหรอ มิลค์กี้ไม่สงสารเราเหรอ” ร่างหนาผุดลุกขึ้นมานั่งคุกเข่า จากนั้นเขาก็จัดการถอดเสื้อยืดกับกางเกงขาสั้นของตัวเองออกอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นร่างใหญ่ที่แข็งแรงมีกล้ามเป็นมัดๆ และสิ่งที่ทำให้มานิตาเบิกตากว้างคือเบื้องล่างของชายหนุ่มมีบางอย่างกำลังแข็งชูชันเด้งท้าทายสายตาของเธออยู่
“เพ...มันใหญ่ไปไหม”
เสียงหวานบอกอย่างติดขัดเมื่อเห็นบางอย่างที่เด้งสู้มากจนเธอตกใจกลัว ด้วยความที่คลุกคลีกับเพื่อนผู้ชายมาเยอะ เธอเลยซึมซับเรื่องแบบนี้มาบ้าง แต่พอมาเจอกับตัวเธอกลับไปไม่เป็นเลยทีเดียว
“สัญญาว่ามันจะไม่เจ็บ เพจะทำเบาๆ”
“ไม่เอา...เพ...เราเพื่อนกันนะเว้ย!” ร่างเล็กผุดลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงพร้อมกับมองรูปร่างใหญ่สลับกับบางอย่างที่กำลังแข็งโด่ท้าทายสายตาของเธอ
“ก็บอกว่าไม่ได้เป็นเพื่อนแล้ว เดี๋ยวสัญญาถ้าเป็นเมียจะดูแลอย่างดีเลย” เพทายยอมรับตรงๆ ว่าเขาคิดไม่ซื่อกับมานิตามาสักพักแล้ว และยิ่งรับรู้ว่าญาณินชักชวนให้มานิตาเล่นแอปฯ หาคู่อะไรนั่นมันยิ่งทำให้เขาทนไม่ได้ที่จะเสียเธอไป ถ้าถามว่าตอนนี้รู้สึกอะไรคงต้องตอบว่าหวง หวงมากด้วย แต่ถ้าถามว่ารักไหม เขาอาจจะยังไม่สามารถใช้คำคำนี้กับคนตัวเล็กได้ เนื่องจากใครบางคนที่ซุกซ่อนอยู่ในหัวใจของเขายังไม่จางหายไป
“ไม่เอาแล้ว ฉันกลัว” จังหวะที่หญิงสาวกำลังจะพลิกตัวเพื่อลงจากเตียง มือหนาของอีกคนก็ล็อกเอวบางเอาไว้พร้อมกดให้จมกับที่นอนทันที จนเธอหมดหนทางหนีทีรอด
“อย่าหนีเลย เปล่าประโยชน์ ข้างนอกฝนก็ตก ปล่อยให้ฉันเอาเถอะ”
“ไอ้บ้า พูดเหมือนฉันง่ายอย่างนั้นแหละ เพื่อนกันใครเขาทำแบบนี้วะ” มานิตาร้องโวย ตอนนี้เธอได้สติทุกอย่างแล้ว และจะไม่ปล่อยให้ตัณหาเข้ามาครอบงำความคิดเหมือนเมื่อครู่อีก
“มันเลยคำว่าเพื่อนไปแล้ววะ ห...ก็เลียให้แล้ว ยังคิดว่าเป็นเพื่อนอีกเหรอวะ” เพทายร้องโวยเมื่อคนตัวเล็กกำลังต่อต้านเขา และไม่เข้าใจเธอที่ดูเหมือนจะชอบสัมผัสที่เขามอบให้แต่ตอนนี้กลับมาร้องแรกแหกกระเชอราวกับเขากำลังข่มขืนเธออย่างนั้นแหละ
“ไม่เอาแล้ว กลัว...จะกลับหอ”
“อย่าดื้อได้ไหม กูเงี่ย...แล้วเนี่ย”
“ไอ้เพ ฉันมองว่านายทะลึ่งแต่ไม่คิดว่าจะขนาดนี้นะ” มานิตาจ้องมองคนตัวโตที่เอาแต่พูดเรื่องใต้สะดือจนเธอเสียวซ่านไปทั่วสรรพางค์แล้ว
“ก็ยอมให้เอาสักทีดิ จะได้เลิกทะลึ่ง นอนลงมิลค์กี้ ก่อนที่ฉันจะอดทนไม่ไหว”
“ไม่”
“ชอบให้ใช้กำลังเหรอวะ” ว่าจบมือหนาก็กดร่างทั้งร่างของหญิงสาวให้นอนราบกับที่นอนอย่างรวดเร็ว
“เราไม่ได้เป็นอะไรกันนะ แฟนก็ไม่ใช่ ทำแบบนี้ทำไม” มานิตาคิดว่าเรื่องเพศสัมพันธ์มันไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับสมัยนี้ แต่สำหรับเธอการจะมีอะไรกับใครสักคนหนึ่งมันต้องเกิดจากความรักสิ ไม่ใช่จะเอากับใครที่ไหนก็ได้ ไม่อย่างนั้นคนเราก็คงไม่ต่างจากสัตว์ที่จะผสมพันธุ์กับใครที่ไหนตอนไหนก็ได้
“ไม่เป็นหรอกแฟน กูจะเป็นผัวมึงเนี่ย”
“โอ๊ย!! ไอ้เพ...พูดมาได้ไม่อายปาก” ใบหน้าหวานแดงก่ำเมื่อกำลังรบรากับคำพูดล่อแหลมของเขาแบบนี้
“อายทำไม ของกูมึงก็เห็นแล้ว มีอะไรให้ต้องอายอีก”
“ไอ้เพ!! หุบปากไปเลยนะ” มือน้อยยกฟาดที่บ่ากว้างอย่างเหลืออดเมื่อเขาพูดออกมาได้ราวกับเป็นเรื่องปกติทั้งๆ ที่มันธรรมดาที่ไหนกับการคุยกับเพื่อน
“ยอมให้เสียบสิ เดี๋ยวจะหยุดทุกอย่างให้”
“ฉันจะให้แฟนฉันเสียบคนเดียว แกไม่มีสิทธิ์” เพราะอยากจะหยุดความคิดบ้าๆ ของคนตัวโตทำให้มานิตาบอกออกไปแบบนั้น แต่เมื่อได้ฟังประโยคถัดไปที่ชายหนุ่มบอกทำเอาเธออึ้งไปเลย
“เออ!! งั้นมาเป็นแฟนกันเลยไหม จบๆ เลยไม่ขออะไรละ แล้วทีนี้จะเสียบได้ยัง”
“อย่ามาพูดส่งๆ นะ ฉันไม่เล่นกับนายนะ” แม้จะไม่ได้คาดหวังอะไรมาก แต่ทำไมนะหัวเจ้ากรรมกลับเต้นแรงราวกับจะทะลุออกมาเสียนี่
“ไม่ได้คิด อยากเอาจริงๆ บรรยากาศก็ได้ แล้วมึงยังมาอยู่ตรงนี้อีกจะให้กูอดใจยังไงไหววะ” ดวงตาหวานเยิ้มที่ชายหนุ่มส่งมาทำเอาเธอตื่นเต้นและประหม่าในเวลาเดียวกัน
“ไม่...”
“ไม่อะไร กูไม่รอแล้วนะ” ร่างหนาชันกายขึ้นคุกเข่า จากนั้นเขาก็ใช้มือหนาของตัวเองจับเรียวขาเล็กให้แยกออกจากกันเผยให้เห็นช่องทางรักของมานิตาที่เขาสัมผัสมาแล้วว่ามันทั้งหวานทั้งนุ่มมากแค่ไหน
“อ๊ะ...ไม่” เสียงหวานร้องครางเมื่อรับรู้ถึงบางอย่างที่กำลังถูไถที่ร่องรัก เพราะร่างกายของเธอมีน้ำหวานหลั่งออกมาไม่ขาดสายมันจวนเจียนจะทำให้เอ็นร้อนผุดเข้าไปได้ทุกเมื่อ
“ขอนะ”
ไม่ทันขาดคำกายใหญ่ก็จัดการสอดเอ็นร้อนเข้าไปในโพรงสาวจนหญิงสาวนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ แต่มันกลับเข้าไปได้เพียงนิดเดียวด้วยความคับแน่นที่แสนรัดรึงทำให้เขาไม่อยากเร่งรีบผลีผลามผลักดันเข้าไปเพราะกลัวคนตัวเล็กจะเจ็บ
“ทำไมแน่นอย่างนี้วะมิลค์กี้” ใบหน้าหล่อคมคายบิดเบี้ยวเมื่อร่างกายสาวกำลังรัดกายแกร่งของเขาจนไม่สามารถขยับเข้าไปได้ “อ๊า...”
“เจ็บนะ เอาออกไป”
“แน่นฉิบหาย” โพรงอ่อนนุ่มของหญิงสาวที่เขายังเข้าไปไม่ได้ตอนนี้ ทำได้เพียงแค่สอดลึกไปแค่ครึ่งลำเท่านั้น
ติ๊ด!!
โทรศัพท์ของมานิตาแผดเสียงสนั่นหวั่นไหวไปทั่วห้อง ทำเอาคนตัวโตถึงกับหัวเสียเพราะจังหวะเข้าได้เข้าเข็มทีไรเสียงนี้แม่งดังมาทุกที และตอนนี้มันยังคงดังต่อเนื่องขัดจังหวะเขาเสียจริง
“โทรศัพท์ดังไม่หยุด ฉันต้องไปรับก่อน”
“ปล่อยแม่งไปดิวะ คนแม่งกำลังเ...ย...กันโทรมาทำเหี้xไร” เพทายสบถออกมาอย่างหงุดหงิดใจ จากนั้นมือหนาก็เอื้อมไปหยิบโทรศัพท์ของหญิงสาวที่วางไว้ที่ข้างเตียงแล้วส่งให้คนตัวเล็กใต้ร่าง ส่วนเขายังไม่ได้ถอดถอนตัวตนออกมา ร่างกายสาวกำลังบีบรัดเขาจนแน่นไปหมด
“ฮัลโหล...ว่ายังไงญาณิน” ขณะที่ทักทายปลายสายใบหน้าหวานก็นิ่วหน้าอย่างเจ็บๆ ตึงๆ ช่วงล่าง ยังดีหน่อยที่เพทายยังไม่ได้ขยับ ไม่อย่างนั้นเธอต้องเผลอร้องจนญาณินสงสัยเป็นแน่
(ฮือๆ ยัยมิลค์กี้ช่วยฉันด้วย ฉันทะเลาะกับพ่อ ฉันเสียใจ) เสียงร้องไห้โฮที่ดังมาจากปลายสายทำให้มานิตาเลือกที่จะผลักคนตัวโตออกจนเอ็นร้อนหลุดออกจากร่างกายของเธอ มันรู้สึกโหวงๆ โล่งๆ อย่างประหลาด
มานิตาหันมองคนตัวโตที่ทำหน้าตาหงุดหงิดใส่เธอ เขาทำเหมือนเธอไปทำความผิดทั้งๆ ที่ตัวเองจ้องจะปล้ำคนอื่นเขาไม่หยุดหย่อน
“เป็นอะไรญาณิน...”
(พ่อจะจับฉันแต่งงาน แต่ฉันไม่อยากแต่งเลย ฉันไม่อยากแต่งงานกับใครก็ไม่รู้ ช่วยฉันด้วย ฮือๆ)
“ใจเย็นนะ” ขณะที่พูดอยู่นั้นร่างหนาของเพทายก็โน้มลงมาซุกไซ้ที่ซอกคอหอมกรุ่นของมานิตาจนเธอต้องมองค้อนที่ชายหนุ่มทำแบบนี้ทั้งๆ ที่เธอกำลังคุยธุระกับเพื่อนอยู่ “อ๊ะ...”
(แกเป็นอะไรหรือเปล่า น้ำเสียงดูไม่ดีเลย)
“ปะ...เปล่าเมื่อกี้เดินไปเอาของแล้วเกือบลื่นน่ะ” เสียงหวานร้องแก้ตัวแต่สายตาก็จ้องมองคนตัวโตที่กำลังเอามือหนามาเคล้นคลึงอกเปลือยของเธอราวกับมันเป็นของเล่นสุดโปรดปรานของเขา
(อ้าวเหรอ งั้นคืนนี้ขอไปนอนที่หอด้วยได้ไหม ฉันอยู่คนเดียวไม่ได้จริงๆ)
“เอ่อ...”
(ฉันนั่งแท็กซี่แล้ว อีกน่าจะครึ่งชั่วโมงถึงหอเธอนะลงมารับด้วยนะ)
