บทที่ 2 ทำงานวันแรก 2
ก๊อก! ก๊อก!
จิรัญญาเคาะประตูเพื่อรักษามารยาท ทว่ากับไม่มีวี่แววของการบอกให้เธอเข้าไปเลยไม่แต่น้อย จิรัญญาลองเคาะอีกครั้งก็ยังไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองจากคนในห้อง หรือว่าไม่มีใครอยู่ จิรัญญาคิดได้ดังนั้นก็ตัดสินใจเปิดประตูเข้าไปโดยที่ยังไม่ได้รับคำอนุญาต
พอเข้ามาในห้องหญิงสาวกลับพบว่าชายหนุ่มกำลังฟุบหลับบนโต๊ะทำงาน ช่างเหมือนเทพบุตรเสียจริง อาจเป็นเพราะไม่มีดวงตาคมกริบกับใบหน้ายียวนนั้น เห็นแบบนี้แล้วจิรัญญารีบวางเอกสารไว้บนโต๊ะก่อนที่เขาจะตื่นมาเสียก่อน ทันใดนั้นดวงตากลมสวยก็เหลือบไปเห็นปากกาเมจิกสีสวยในกระป๋องใส่ดินสอที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ พลันความคิดที่จะแกล้งชายหนุ่มหลั่งไหลมาอย่างไม่เหลือเชื่อ ถึงเวลาเอาคืนของเธอบ้างล่ะ
จิรัญญาหยิบปากกา บรรจงวาดลวดลายงานศิลปะบนใบหน้าสิงห์อย่างตั้งอกตั้งใจโดยที่เจ้าตัวก็ไม่กระดุกกระดิกแต่อย่างใด ทำให้จิรัญญาชักเริ่มสนุกแล้ว จากที่ความตั้งใจบรรจงแต่งแค่ดวงตาเท่านั้น ต้องการที่จะแต่งมากกว่านั้น เอาให้เหมือนกับสิงโตเลยดีกว่าอย่างที่เขาชอบทำ ถ้าเขาตื่นมาแล้วคงจะเจ็บใจไม่น้อยถ้ารู้ว่าเธอคือคนทำ
ในที่สุดงานศิลปะบนหน้าก็เสร็จอย่างสมบูรณ์แบบ จิรัญญาไม่วายถ่ายรูปเก็บไว้ประจานชายหนุ่ม ใครบอกให้หาเรื่องของเธอดีนัก โดนซะบ้างก็ดี จิรัญญาเดินออกจากห้องพร้อมฮัมเพลงเบา ๆ อย่างอารมณ์ดีและรีบกลับไปทำงานของตนให้เรียบร้อย
ในห้วงความฝันของสิงห์นั้น เขากำลังต่อสู้กับแม่มดตัวร้ายที่พยายามคืบคลานมาทำร้ายร่างกาย แต่สิงห์พยายามที่จะสู้เติมที่ ทว่าเขาก็สะดุดล้มทำให้พลาดท่าให้กับแม่มดตัวร้าย แม่มดที่กำลังย่างสามขุมมาหาเขาพร้อมกับดาบที่กำลังใช้ประหัตประหารเขา
โอกาสสุดท้ายของสิงห์อย่างน้อยเขาตายเขาต้องรู้ให้ได้ว่าใครฆ่าเขา สิงห์อาศัยจังหวะนี้ลุกขึ้นเปิดผ้าคลุมของแม่มดตนนั้น สิงห์ตกใจอย่างมากเมื่อพบว่าเป็นใคร ยัยจิ๊บ ยัยแม่มด ดาบเล่มนั้นก็พุ่งทะยานมาที่ร่างกายของสิงห์โดยพลัน
สิงห์สะดุ้งตื่นจากความฝัน รู้สึกโล่งใจอย่างมากเมื่อพบว่ามันไม่ใช่ความจริง จิรัญญายังตามไปก่อกวนเขาแม้กระทั่งในฝัน เขาคงคิดมากไปกอปรช่วงนี้เขาแทบไม่ได้พักผ่อนจนทำให้ฝันเป็นตุเป็นตะ คิดดูอีกยัยตัวแสบถึงขนาดเข้ามาหลอกหลอนในฝันของเขาเชียวเหรอ
สิงห์หันมองนาฬิกาตอนนี้ก็บ่ายสามแล้ว ใกล้เวลาประชุมคณะกรรมการบริษัทเหลืออีกสามสิบสำหรับการเตรียมตัวแต่ก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับเขา ยังไงก็ทำตัวให้น่าเชื่อถือเข้าไว้ อย่างน้อยเขาก็เป็นถึงประธานบริษัทต้องรักษาชื่อเสียงที่คุณปู่สร้างเอาไว้
ร่างแกร่งก้าวขายาวออกจากห้อง เมื่อออกมานอกห้องเขาที่ไม่เอะใจเลยว่าพนักงานบริษัททั้งชายหญิงหัวเราะเขาคิกคัก จนเขาอดสงสัยไม่ได้แต่เมื่อกวาดสายตาไปมองกับพากันหลบหน้าเขา ทว่าสายตาคมกริบเหลียวมองกระจกติดผนังหน้าของเขาตอนนี้ไม่ต่างอะไรจากพวกงานแสดงละครสัตว์ มิน่าล่ะพนักงานหลายคนที่พากันหัวเราะเยาะเขากันอย่างสนุก ได้ยินไปถึงไหนอายไปทางนั้น
ใครนะกล้าดียังไงมาทำกับเขาแบบนี้ ทุกคนล้วนแต่เกรงกลัวเขาทั้งนั้น มาคิดดูแล้วคนที่กล้าเล่นพิเรนทร์แบบนี้กล้าท้าทายเขาก็มีคนเดียวในบริษัท สิงห์คิดได้ดังนั้นก็รีบเข้าห้องไปล้างหน้าล้างตาเสียก่อนอันดับแรก หน้าหล่อ ๆ อย่างเขาต้องมาเป็นตัวตลกให้คนทั้งบริษัทหัวเราะ มันน่าอายชะมัด
“คุณสิงห์ ได้เวลาประชุมแล้วครับ” เสียงของสุชาติรองประธานบริษัทเรียกเจ้านายจากนอกห้องน้ำเมื่อเห็นสิงห์เข้าไปนานแล้ว และนี่มันก็ถึงเวลาแล้ว
ไม่ต้องรอให้เรียกซ้ำอีกครั้ง สิงห์เดินออกมาด้วยใบหน้าเคร่งขรึมเป็นที่เกรงกลัวต่อลูกน้องอย่างสุชาติเป็นอย่างมาก สุชาติแทบขำไม่ออกเมื่อเห็นว่าสิงห์กำลังกลบเกลื้อนความหน้าอายเมื่อครู่นี้ สุชาติเคยทำงานตั้งแต่สมัยคุณตา และเห็นสิงห์ตั้งแต่ยังเด็กรู้ดีว่านิสัยของเจ้านายตนเป็นอย่างไร คนอย่างสิงห์รักสงบ ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร อาจเป็นบุคลิกที่คุณตาหลอหลอมตั้งแต่ยังเด็กเพื่อมาสืบทอดธุรกิจเพราะว่าคุณสร้อยแก้วแม่ของสิงห์ตัดสินใจใช้ชีวิตแบบบ้าน ๆ กับคุณนพหนุ่มบ้านนอก ทำให้ชาร์ลผู้เป็นพ่อพยายามห้ามปรามลูกสาวอย่างไรก็ห้ามให้พวกเขารักกันไม่ได้ เพราะทั้งคู่พิสูจน์ให้ชาร์ลได้เห็นถึงความรักที่ยิ่งใหญ่ มีแต่สิงห์คนเดียวเท่านั้นที่เป็นทายาทมาสืบทอดธุรกิจพันล้าน
“ไปได้แล้ว มั่วแต่คิดอะไรอยู่” เสียงของเจ้านายปลุกให้สุชาติตื่นจากภวังค์นึกคิด และรีบตามเจ้านายไปด้วยความรวดเร็ว ถึงจะเป็นถึงรองประธานบริษัทแต่สุชาติก็เคารพปฏิบัติต่อเจ้านายอย่างซื่อสัตย์ ไม่เคยลืมพระคุณของชาร์ลที่เห็นคุณค่าเด็กวัดอย่างเขา
“ครับ ๆ ” สุชาติเร่งฝีเท้าให้ทันสิงห์ก่อนที่เจ้านายจะพาลโมโหเขาด้วยอีกคน
