บทที่๖…ใต้หน้ากาก (๔)
“อ้อ งานยังไม่เสร็จใช่ไหมคะ” ไม่คิดว่างานของเขาจะเยอะมากขนาดนี้ เพิ่งกลับจากเมืองหลวงก็มีงานต่อทันที ไม่ได้หยุดพักผ่อนเลยด้วยซ้ำ พอนึกแล้วก็เริ่มเป็นห่วงสุขภาพของอีกฝ่ายจนแสดงออกถึงความกังวล
แม่บ้านคนอื่นหันมามองก่อนส่งสายตาให้กัน พอจะมองออกว่านายหญิงของบ้านที่ยังไม่ยอมรับสถานะของตัวเองเริ่มใจอ่อนให้นาย จัดแจงเรื่องของธีรติเองทั้งหมดไม่เว้นกระทั่งเรื่องอาหาร ถ้าไม่ใช่เพราะชอบแล้วจะเป็นอะไรได้อีก
แต่เหมือนเจ้าตัวจะไม่ยอมรับความรู้สึกของตัวเอง ยืนยันหนักแน่นว่าไม่ได้คิดอะไรกับเจ้าของบ้านแม้แต่น้อย
“ค่ะ เห็นสันติบอกว่าน่าจะอยู่ที่โรงแรมอีกหลายวันเลย ช่วงนี้คุณอัยย์ก็พักผ่อนตามสบายนะคะ” เธอทราบเช่นนั้นก็นึกเป็นห่วงจนเผลอถามตามใจนึก น้ำเสียงที่ใช้ก็อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด เหมือนว่าตอนนี้อสูรร้ายจะเจอโฉมงามของตัวเองแล้วล่ะ
แต่คนทั้งสองยังไม่รู้ตัว...ว่ามีบางอย่างกำลังจะเปลี่ยนไป
คือความรู้สึกของพวกเขานั่นเอง
“งานหนักมากเหรอคะ ทำไมถึงไม่กลับ...”
“น่าจะหนักและใหญ่มากนะคะ นักธุรกิจชาวอังกฤษมาเสียชีวิตปริศนาที่โรงแรม คงมีเรื่องให้จัดการอีกเยอะเลยค่ะ” พยักหน้าไปตามเรื่องแล้วฟังข่าวของนักธุรกิจคนนั้นอย่างไม่ใส่ใจเท่าไหร่ ทำอาหารในส่วนของตัวเองก่อนกินข้าวเย็นในครัว
เธอนอนหลับสนิทอย่างรวดเร็วเพราะความเหนื่อย พร้อมกับตื่นเช้าเพื่อไปทำงานตามหน้าที่ ถึงจะเหนื่อยแค่ไหนก็ต้องจำใจลุกพร้อมกับอุปกรณ์กรีดยางที่เตรียมพร้อมใส่กระเป๋าแล้ว
เหลือบมองโรงจอดรถยนต์แล้วพบว่าช่องจอดรถประจำของเขายังคงว่างเปล่า ชายหนุ่มไม่กลับบ้านและอีกหลายวันกว่าจะกลับ ทั้งที่ควรดีใจกลับรู้สึกว่าบรรยากาศรอบข้างขาดสีสันอย่างไรก็ไม่รู้ ถอนหายใจแล้วสะบัดความคิดแปลกประหลาดของตัวเองออกไป ก้าวออกจากบ้านด้วยท่าทีมั่นใจเพื่อไปรอรถที่ส่งตรงถึงสวนยาง
ฟ้าสางเธอก็กลับเข้ามาในบ้านแล้วขึ้นห้องเพื่อพักผ่อน ค่อยลงมาชั้นล่างเพื่อทำอาหารรับประทาน พลันได้ยินเสียงรถคุ้นเคยจึงรีบนำอาหารใส่ปิ่นโตแล้วเดินแกมวิ่งออกมาหาคนที่กำลังจะกลับไปยังโรงแรม เพียงแค่มาเอาเอกสารบางอย่างเท่านั้น
“คุณโยธิน!” รีบวิ่งออกมาดักหน้าคนสนิทของธีรติ
“ครับ นายหญิงมีอะไรหรือเปล่าครับ” ถึงเธอจะไม่ชอบใจกับคำเรียกแต่ก็รู้ดีว่าไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้แล้ว กลายเป็นคนสนิทของเขาเรียกหล่อนว่านายหญิงโดยที่ไม่ยอมเปลี่ยนมาเรียกตามแม่บ้านคนอื่น
“คือว่า...ทำอาหารไว้เยอะน่ะค่ะ เอาไปกินหน่อยสิคะ” ยื่นถุงผ้าที่มีปิ่นโตอาหารใส่ข้างในให้คนของชายหนุ่ม สายตาลอกแลกจนอีกฝ่ายพอจะเดาออกว่าความต้องการที่แท้จริงของเธอคืออะไร จึงได้ถามด้วยสีหน้าเรียบเฉยแต่น้ำเสียงกลับดูคล้ายจะล้อเลียนอยู่ในที
“ฝากไปให้นายเหรอครับ”
“ถ้ามันเหลือก็เผื่อเขาด้วยแล้วกันค่ะ” พูดจบก็ยัดถุงนั้นใส่มือของโยธินทันทีแล้วจะเดินกลับเข้าบ้าน แต่ได้ยินอีกฝ่ายเรียกไว้เสียก่อนพร้อมกับเอ่ยประโยคสำคัญที่ธีรติฝากมาบอกเธอ
“นายบอกว่านายหญิงไม่ต้องไปทำงานที่สวนยางแล้วนะครับ ที่สวนรับคนงานใหม่มาเพิ่มแล้ว” หญิงสาวเบิกตากว้างด้วยความดีใจ ถามย้ำอีกครั้งกลัวว่าตนเองอาจจะกูฝาดก็เป็นได้
“ไม่ต้องไปจริงเหรอคะ”
“ครับ” พยักหน้าแล้วพูดอีกครั้งเพื่อให้เธอรู้ว่าประโยคที่พูดเป็นความจริง หล่อนแทบจะกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจที่ไม่ต้องตื่นเช้าอีกต่อไป ยิ้มเต็มปากแล้วพยักหน้าขึ้นลงรับคำอย่างขันแข็งที่ตนไม่ต้องทำงานสวนยางอีกต่อไปแล้ว
“ค่ะ”
โบกมือลากับโยธินแล้วเดินฮัมเพลงมีความสุขเข้ามาในบ้าน ไม่รู้ถึงเหตุผลของเขาที่ไม่ให้เธอทำงานสวนยางแต่ก็ถือว่าดีสำหรับหล่อนพอสมควร
บอกลาการตื่นเช้าได้แล้ว!
เข้าครัวรับประทานอาหารพร้อมแม่บ้านคนอื่น เธอไม่ได้นิ่งดูดายยังคงช่วยงานทำความสะอาดเหมือนเดิม ทั้งยังเข้าห้องซักล้างไปรีดผ้าให้เขาแทนแม่บ้านอีกคนที่ท้องเสีย ทำงานเพลินจนไม่ได้ดูเวลา ก่อนจะมานั่งเล่นยังสวนหลังบ้านที่โล่งเตียน
คนสวนบอกว่าที่ตรงนี้เคยเป็นสวนดอกไม้แต่หลังจากคุณวัลลภาจากไปเจ้าของบ้านก็ทำลายมันทิ้ง ความทรงจำที่ทำให้คิดถึงครอบครัวเขาไม่คิดจะปล่อยไว้เพราะยังสร้างความเจ็บปวด เหมือนว่าธีรติพยายามทำตัวให้เข้มแข็งทั้งที่เขาอยู่ในช่วงอ่อนแอ
