ปรานีฉันบ้าง

135.0K · จบแล้ว
ข้าวสีทอง
104
บท
15
ยอดวิว
8.0
การให้คะแนน

บทย่อ

"อัยย์ลดา" ถูกพ่อขายให้ "ธีรติ" แต่เขากลับโขกสับเธอทุกอย่าง จนกระทั่งได้ใกล้ชิดแล้วเกิดเป็นความผูกพัน ทว่าชายหนุ่มกลับกักขังเธอไว้เมื่อคิดว่าหญิงสาวนำความย่อยยับมาให้ตน กว่าจะรู้ความจริง ร่างของเธอก็ตกสู่ห้วงธาราไม่อาจหาพบ หรือเราจะต้องจากกันตลอดกาล...

นิยายรักโรแมนติกดราม่านิยายรักนิยายปัจจุบันแก้แค้นตั้งครรภ์จีบเมียเก่า

บทนำ (๑)

บทนำ

กระเป๋าหนึ่งใบเพียงพอแล้วสำหรับการออกจากบ้านที่แทบไม่มีความทรงจำแสนสุขอยู่ในหัวเลยสักครั้ง บ้านหลังใหญ่หรูหรากับตระกูลผู้ดีเก่าแก่ กลับมีเพียงชีวิตขื่นขมตั้งแต่หล่อนจำความได้ ความสุขหาได้ยากเหลือเกิน เพียงเพราะหล่อนเกิดมาจากการที่มารดาถูกข่มขืน

ไม่เคยเห็นตัวจริงของแม่เพราะตั้งแต่เกิดมาท่านก็ทิ้งเธอไว้กับตายายที่ไม่ได้รักหลานสาวคนนี้สักนิด ยังโชคดีที่ได้รับความเมตตาใช้นามสกุลของท่าน แม้ว่าจะไม่เคยได้รับแววตาเอ็นดูหรือรอยยิ้มจากญาติผู้ใหญ่เลยสักครั้งก็ตาม

อัยย์ลดา เอกธนทรัพย์เหลียวมองบ้านที่อาศัยแต่เกิดเป็นครั้งสุดท้าย คนที่เดินออกมาส่งเป็นบรรดาแม่บ้านที่เลี้ยงเธอเหมือนคนในครอบครัว ให้ความรักและความเมตตากลายเป็นความผูกพันไปเสียแล้ว แต่ถึงกระนั้นหญิงสาวก็เลือกเดินออกมาเพราะบัดนี้บิดาได้เข้ามาขอโอกาสเลี้ยงดูทำหน้าที่พ่อเป็นครั้งแรก

ยกมือโบกลาคนที่ยิ้มให้กัน ค่อยขึ้นนั่งบนรถยุโรปสีดำเงาเคียงบิดาที่มีแววตาแสนอบอุ่น มองคราวใดก็ให้ความรู้สึกอุ่นใจโดยตลอดแม้เราสองคนจะเพิ่งพบกันครั้งแรกก็ตาม ไม่รู้ว่าทำไมท่านถึงเพิ่งมาเอาป่านนี้ หรือเพราะปีหน้าเป็นเบญจเพสที่เขาว่าอาจจะเจอเคราะห์แต่เธอคงตรงกันข้ามที่มีเรื่องราวดีๆ เข้ามาในชีวิต

ยิ่งคิดก็ยิ่งมีความสุข เหลียวมองคนที่นั่งข้างกันก่อนยิ้มให้ท่าน เคยเจอมารดาผ่านรูปถ่ายบ่อยครั้งแต่รู้สึกว่าตนเองไม่เหมือนแม่ กลับมีความคล้ายคลึงกับพ่อมากกว่า เมื่อคิดดังนั้นก็ทำให้สนิทสนมกับท่านแม้เราสองคนจะเพิ่งพบกันไม่นานก็ตาม

“พ่อจะพาลูกไปรู้จักกับแม่แล้วก็พี่สาว ต่อจากนี้มาเป็นครอบครัวเดียวกันนะ” คำว่าครอบครัวที่ไม่เคยได้ยินจากปากของคนสายเลือดเดียวกันมาก่อน ทำให้ตอนนี้ร่างบางถึงกับน้ำตาซึม กำกระโปรงตัวเองแน่นพลางพยักหน้าขึ้นลงเชื่องช้า กลั้นน้ำตาแห่งความดีใจเอาไว้เมื่อท้ายที่สุดแล้วก็พบแสงสว่างในชีวิตของตัวเองสักที

หล่อนเพียงลำพังในห้องมืดมานานเหลือเกิน...

“ค่ะ” ตอบเสียงสั่นอย่างเห็นได้ชัด

รถยนต์เคลื่อนตัวออกจากบ้านเอกธนทรัพย์มุ่งหน้าไปสู่บ้านหลังใหม่ที่เธอสามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าเป็นครอบครัวของตนเอง ถึงจะต้องเริ่มใหม่หมดทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นอาชีพของตนก็ตาม

การเรียนของเธอทางบ้านไม่แยแส ต้องกระเสือกกระสนหาที่เรียนเองโดยมีบรรดาแม่บ้านเจียดเงินจ่ายเป็นค่าเทอม ไหนจะค่ากินอยู่ในแต่ละวันกลายเป็นลูกสาวของทุกคนโดยผู้ใหญ่ของบ้านไม่เหลียวแลด้วยซ้ำ คุณตาคุณยายที่ไม่เคยเห็นหล่อนเป็นหลาน เพราะเลือดครึ่งหนึ่งในตัวของหญิงสาวเป็นของศัตรูคู่แค้น ส่วนเลือดอีกครึ่งแม้จะเป็นเอกธนทรัพย์แต่ไม่ได้รับการยอมรับจากคนในครอบครัว

กระทั่งมารดาของหล่อนที่คลอดลูกสาวเสร็จก็บินไปต่างประเทศไม่กลับไทยมายี่สิบสี่ปีแล้ว เธอจึงไม่เคยเห็นหน้าแม่เลยสักครั้ง มีเพียงรูปถ่ายที่ทำให้รู้ว่าท่านหน้าตาเป็นอย่างไร

รอยยิ้มแสนสวยกับดวงตากลมโตใบหน้างดงามที่สะกดสายตา...ไม่เหมือนเธอเลยสักนิดที่เป็นแค่คนอมทุกข์

หล่อนกับแม่ไม่มีความคล้ายเลย สงสัยได้จากพ่อมาเยอะคนที่บ้านจึงไม่มีใครต้อนรับ

แต่ต่อจากนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว เธอกำลังจะมีครอบครัวของตัวเอง เพียงแค่หันไปมองก็พบบิดาที่ยิ้มกว้างให้อย่างใจดี อุ่นวาบในหัวใจแล้วมองไปข้างหน้าไม่ยอมเหลียวกลับหลัง ทิ้งทุกอย่างให้เป็นเพียงอดีตพร้อมเริ่มต้นใหม่

ขอเพียงมีพ่อเธอคิดว่าต่อจากนี้จะไม่ต้องพบกับความอ้างว้างอีกต่อไปแล้ว

ใช้เวลาในการนั่งเครื่องบินหนึ่งชั่วโมงมาถึงยังจังหวัดที่ลักษณะเป็นเกาะซึ่งเศรษฐกิจดีอยู่ในอันดับต้นของประเทศ เธอไม่เคยมาทะเลยิ่งเห็นน้ำสีใสห้อมล้อมก็ทำให้ตื่นตาตื่นใจเป็นพิเศษ นอกจากบ้านกับโรงเรียนก็ไม่เคยไปเที่ยวไหนเลย

ไกลสุดก็คงเป็นห้างสรรพสินค้าที่เป็นตึกอาคารไม่มีความตื่นตาตื่นใจสักนิด แทบไม่เคยได้สัมผัสอากาศบริสุทธิ์ นี่จึงเป็นครั้งแรกที่เธอได้ยิ้มเต็มปากโดยมีบิดาที่คอยชี้ให้ดูร้านรวงข้างทาง สร้างความตื่นเต้นให้เธอมากกว่าเดิม

รถตู้แล่นเข้ามาในหมู่บ้านจัดสรรที่บ้านแต่ละหลังมีเอกลักษณ์ของตัวเอง พื้นที่ก็ค่อนข้างกว้างขวางไม่เหมือนบ้านในเมืองหลวง ไม่นานรถก็จอดหน้ารั้วอัลลอยด์สีทองที่เปิดออกอย่างเชื่องช้าด้วยระบบอัตโนมัติ หัวใจของเธอเต้นแรงมากกว่าเดิมจนมือชื้นเหงื่อ ทราบว่าบิดามีครอบครัวใหม่ก็กลัวตนจะไม่ถูกต้อนรับ

แต่เมื่อประตูรถเปิดออกทำให้ได้พบกับคนที่คอยยืนต้อนรับเป็นหญิงวัยกลางคนที่ยังคงดูดี กับผู้หญิงรุ่นราวคราวเดียวกับหล่อน ใบหน้าของทั้งสองประดับด้วยรอยยิ้มแห่งความยินดี กระทั่งเธอลงจากรถก็ถูกโอบกอดเอาไว้จนตั้งตัวไม่ทัน

“มาถึงกันแล้วเหรอ...นี่น้องอัยย์เหรอลูก” ปล่อยเธอจากอ้อมกอดแล้วประคองดวงหน้าหวาน พินิจมองแววตารื้นจนเธอนึกฉงนว่าการได้พบกันมันน่าตื้นตันขนาดนั้นเลยหรือ แต่ความรู้สึกเป็นที่รักของคนอื่นทำให้ความสงสัยถูกปัดออกไป หล่อนไม่กล้าจะพูดอะไรมากนักทำได้เพียงแค่ยิ้มตอบ

“ค่ะ”

บ้านหลังงามขนาดสามชั้นบ่งบอกถึงฐานะเจ้าของบ้าน ตอนอยู่เมืองหลวงบ้านของเธอก็ใหญ่เหมือนกันแต่ต้องอยู่อย่างคนรับใช้ ไม่ถือเป็นสมาชิกด้วยซ้ำ ต่างกับที่นี่เพราะเพียงแค่เหยียบย่างเข้ามาก็เป็นที่ต้อนรับของแม่เลี้ยงแล้ว

ก่อนสายตาจะมองไปยังคนที่อายุใกล้เคียงกัน ทราบจากพ่อว่าท่านแต่งงานใหม่กับแม่ม่ายลูกติด เรื่องที่มารับหล่อนไปอยู่ด้วยกันก็เป็นความคิดของแม่เลี้ยง อยากเติบเต็มคำว่าครอบครัวของเราให้แน่นแฟ้นมากขึ้น

นั่นคือเหตุผลให้หล่อนเก็บเสื้อผ้ามาอยู่กับพ่อ ไม่ใช่เพราะท่านรวยหรือมีเงินมากมาย แต่เหตุผลคือต้องการเติมเต็มทางด้านความรู้สึก

ที่ผ่านมาหล่อนไม่เคยถูกรักจากคนในครอบครัว โดนมองข้ามและหยามเหยียด ไม่เคยส่งเสียมีเพียงบรรดาแม่บ้านคอยส่งเรียนจนจบปวส. จบออกมาก็ต้องทำงานบ้านไม่อนุญาตให้หล่อนออกไปหางานข้างนอก เหตุผลก็แค่กลัวเสื่อมเสียชื่อเสียงเพราะนามสกุลที่ห้อยท้ายชื่อเธอ

ตลอดเวลากว่ายี่สิบสี่ปีที่ผ่านมา หญิงสาวถูกกระทำจนแตกสลายนับครั้งไม่ถ้วน ก็ต้องประกอบเศษเสี้ยวเหล่านั้นให้กลับสู่รูปร่างเดิมให้ได้

นึกชมตัวเองว่าเข้มแข็งที่ผ่านความเจ็บปวดมาได้จนถึงทุกวันนี้...

“แม่ปุ๊นะคะ ส่วนนี่พี่ปลา ต่อจากนี้เราเป็นครอบครัวเดียวกันแล้วนะลูก” หญิงวัยกลายคนแนะนำตัวเองแล้วลูบศีรษะมนด้วยความเอ็นดู เธอเองก็ยิ้มกว้างพยักหน้าแล้วมองแม่เลี้ยงกับพี่สาวที่ส่งยิ้มแห่งมิตรไมตรีแก่กัน

“แม่ปุ๊...พี่ปลา...สวัสดีค่ะ” ยกมือไหว้อย่างนอบน้อม นึกโล่งใจที่ตัวเองได้รับการต้อนรับ สายตาเอ็นดูทอดมองคนอายุน้อยกว่า

“เข้าไปในบ้านดีกว่า แม่เตรียมอาหารไว้ให้หนูเยอะเลย ไม่รู้ว่าหนูชอบกินอะไรบ้าง” แม่เลี้ยงรีบโอบหลังบางแล้วพาเข้ามาในบ้าน หล่อนกำลังจะหันไปหยิบกระเป๋าก็เห็นแม่บ้านยกเข้าไปไว้ข้างในให้แล้ว จะออกปากก็ไม่กล้าเอ่ยจึงทำได้เพียงเดินเข้ามาในห้องโถงที่เพดานเปิดโล่ง มีโคมไฟระย้าห้อยลงมาพร้อมแสงกระพริบนวลตา