บทที่๖…ใต้หน้ากาก (๓)
อย่างน้อยก็อุ่นใจที่มีของร้อนไว้ครอบครอง ถ้าเขาเข้ามาใกล้หรือมีท่าทีคุกคามก็แค่สาดซุปใส่หน้าอีกฝ่ายเพื่อความสะใจเท่านั้น
“คิดว่าฉันไม่ทำอะไรเธอแล้วจะทำตามใจชอบได้งั้นเหรอ”
“ซุปไข่ใส่ส่าหร่ายค่ะ กินตอนร้อนๆ อร่อยดีนะคะ อุ่นท้องด้วย...ป้าไก่ฝากเอามาให้ค่ะ” ยื่นไปตรงหน้าเขาจนร่างสูงถึงกับชะงัก เธอยิ้มหวานให้เขาแต่แววตาเอาเรื่องเต็มที่ ทั้งสองยังคงสบตากันนิ่งก่อนที่เขาจะเป็นฝ่ายยอมแพ้
รับถาดของว่างมาถือก่อนเดินไปนั่งลงที่เดิม รู้สึกหิวแล้วเหมือนกันหากได้ซดซุปสักหน่อยคงจะดีขึ้น โดยเขาไม่รู้เลยว่าของว่างตรงหน้าเป็นฝีมือเธอ อาหารที่เขากินแทบทุกอย่างล้วนเป็นเธอทั้งสิ้นที่เข้าครัวทำเองกับมือ
เพียงแค่ไม่อยากบอกความจริงให้อีกฝ่ายรู้เท่านั้นเอง...
“ปรับตัวเข้ากับที่นี่ได้แล้วเหรอ มาวันแรกทำหน้าอย่างกับใกล้ตาย ทุกวันนี้ฉันเห็นเธอพูดไม่หยุด” เริ่มกินซุปที่ได้รับมาพร้อมถามคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า เหมือนว่าหล่อนจะปรับตัวได้ดีกว่าเขาซึ่งอยู่บ้านหลังนี้มาหลายปีเสียอีก
ทั้งแม่บ้านที่รักใคร่และคนของเขาก็เข้าข้างอัยย์ลดากันหมด ไม่รู้ใส่ยาเสน่ห์ให้คนในบ้านกินหรือเปล่าถึงได้หลงกันขนาดนี้
“ค่ะ ปรับตัวได้แล้ว...” พยักหน้าตอบตามตรง ซุปในถ้วยเริ่มลดลงจนเธอแอบอมยิ้มยามเห็นเขามีความสุขกับอาหารที่ตนทำ
“งั้นก็ใกล้จะพร้อมสำหรับงานแต่งของเราแล้วใช่ไหม”
“งาน งานแต่ง...”
ชะงักทันทีกับคำถามกะทันหัน เขาเห็นใบหน้าหวานซีดเผือดก็ยิ้มสมใจ นึกสนุกกับการได้แกล้งอีกฝ่ายซึ่งมีสีหน้าต่างจากตอนเข้ามาอย่างเห็นได้ชัด เผลอก้าวถอยหลังก่อนจะเม้มปากแน่นไม่กล้าพูดอะไรอีก เธอกำลังใช้ความคิดว่าควรพูดกับเขาอย่างไรเพื่อให้ยกเลิกการแต่งงานที่เราสองคนไม่ต้องการ
ความรู้สึกของเขาที่มีต่อหล่อนแน่นอนว่าไม่ใช่ความรักอยู่แล้ว เธอเองก็ไม่ได้รักเขาเช่นเดียวกัน แล้วแบบนี้เราจะเข้ากันได้อย่างไร
“เธอลืมไปแล้วหรือไงว่าตัวเองมาที่นี่ทำไม...มาเป็นเจ้าสาวของฉัน” ย้ำประโยคท้ายที่ทำให้อัยย์ลดานึกกังวลกับความจริงที่ต้องเผชิญ
ตอนนี้คงไม่เหมาะที่จะปฏิเสธ จึงขอถอยไปตั้งหลักก่อนทำให้ร่างสูงที่นึกอยากแกล้งเธอกลั้นยิ้มเอาไว้ไม่อยู่ มองตามแผ่นหลังบางที่ออกจากห้องอย่างรวดเร็ว ใบหน้าตื่นเหมือนเห็นผีเสียด้วยซ้ำทั้งที่เขาแค่เอ่ยถึงการแต่งงานเท่านั้นเอง
“คือ เหมือนจะมีงานค้างที่ต้องรีบไปทำ คุณตามสบายเลยนะคะ ถ้ากินหมดก็เอาวางไว้เดี๋ยวฉันกลับเข้ามาเก็บเอง” ประตูห้องทำงานปิดลงพร้อมกับรอยยิ้มที่ประดับบนดวงหน้าคม ก่อนจะเงยขึ้นอีกครั้งเพราะได้ยินเสียงเปิดประตู
ตอนแรกนึกวาอัยย์ลดาจะเข้ามาคุยเสียอีก ไม่คิดว่าจะเป็นคนสนิทอย่างโยธิน รอยยิ้มจึงหุบลงแล้วมองอีกฝ่ายตาขวางคล้ายกำลังตำหนิ
“แค่กๆ” ระคายคอจึงไอออกมาจนต้องซดซุปร้อน เพิ่งรู้สึกว่าตัวร้อนกว่าปกติจึงคิดจะขอยามากินเพื่อบรรเทาอาการ แต่กลายเป็นว่ามีเรื่องเกิดขึ้นทำให้เขาต้องวางมือจากงานทั้งหมดแล้วรีบออกจากบ้านอย่างรวดเร็วแม้จะเพิ่งเข้ามาในบ้านไม่ถึงชั่วโมงด้วยซ้ำ
“นายครับ ที่โรงแรมเกิดเรื่องแล้ว...”
“ไป”
“เรื่องอะไรทำไมหน้าตาตื่นขนาดนั้น”
รถยนต์แล่นออกจากบ้านหลังใหญ่เพื่อไปยังโรงแรมซึ่งเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น โดยที่ร่างบางไม่รู้เรื่องเพราะเธอขังตัวเองไว้ในห้องกลัวว่าเขาจะตามมาคุยเรื่องแต่งงานซึ่งตนยังไม่พร้อมและไม่มีวันพร้อมเป็นอันขาด
กว่าจะลงมาข้างล่างก็ช่วงบ่ายของวัน ทำความสะอาดตามหน้าที่ของตัวเองจนถึงช่วงเย็นที่ต้องทำอาหารขึ้นโต๊ะ ด้วยความที่ต้องทำอาหารให้เขารับประทานแล้วไม่รู้ว่าเมนูไหนที่อีกฝ่ายชอบ จึงต้องถามคนเก่าแก่อย่างป้าไก่ที่ทราบเรื่องของธีรติดีหมดทุกอย่าง
“เย็นนี้ทำอะไรกินดีคะ...นายของป้าไก่ชอบกินอะไรอีกคะ” กลัวว่าทำไปอาจไม่ถูกใจเขา จึงต้องถามเรื่องเมนูจากคนสนิท แต่คำตอบก็ทำให้หญิงสาวนึกโล่งอกเพราะไม่ต้องเจอกับคำถามของเราเรื่องการแต่งงาน
หล่อนไม่อยากแต่งและไม่มีวันแต่งกับชายหนุ่มอย่างแน่นอน...
“วันนี้นายไม่กลับค่ะ น่าจะนอนที่โรงแรม” พยักหน้ารับทราบ
