บทที่๖…ใต้หน้ากาก (๕)
ดวงตากลมเหม่อลอยคิดถึงเสียงร้องเจ็บปวดของชายหนุ่มยามค่ำคืน แววตาที่มองห้องสีขาวราวกับบาดแผลยังไม่สมานแม้จะผ่านมาแล้วกว่าสิบปี ซึ่งเธอก็เข้าใจเพราะทราบว่าอีกฝ่ายรักครอบครัวเป็นอย่างมาก
ถ้าเขาไม่สูญเสียป่านนี้คงเป็นลูกชายที่น่ารักของพ่อแม่ สามีที่ดีของภรรยาและสร้างครอบครัวมีลูกไปแล้ว
น่าเสียดายที่ความสุขช่างสั้นเหลือเกิน
“บ้านหลังใหญ่จังเลยนะพี่ช่อ พออยู่คนเดียวก็เหงายังไงไม่รู้...คุณติเขาจะเหงาแบบนี้หรือเปล่า เคยอยู่พร้อมหน้ามีความสุขแต่วันหนึ่งก็ต้องสูญเสียหมดทุกอย่าง” ช่วงพักหลังจากทำงานเสร็จหมดแล้วก็มานั่งคุยกับแม่บ้านคนสนิทอย่างพี่ช่อ ไม่รู้อะไรดลใจให้พูดถึงเขา
“ถ้าเป็นหนู...คงไม่สามารถทำใจได้หรอกค่ะ โดนพรากความสุขไปขนาดนั้น เขาเก่งมากเลยนะคะ” เผลอชมทั้งที่เพิ่งโดนอีกฝ่ายทำร้ายจิตใจ แต่เพราะทราบดีถึงสภาพจิตใจของชายหนุ่มแล้วเห็นเขาทำงานหนักก็เกิดเป็นความสงสารมากกว่า
“เห็นใจแบบนี้หลงรักนายแล้วเหรอคะ” หยอกล้ออย่างสนิทสนม เล่นเอาร่างบางถึงกับร้อนรนรีบปฏิเสธเสียงแข็ง
“เปล่าค่ะ แค่เห็นใจหรือจะบอกว่าสงสารก็ได้” คำปฏิเสธของเธอไม่ได้ทำให้คนถามเลิกสงสัย กลับชี้ทางให้อีกต่างหาก
“นั่นแหละบ่อเกิดของความรัก” หล่อนนิ่งเงียบเหมือนใช้ความคิด ผ่านความรักที่ผิดหวังค่อนข้างมากจึงไม่อยากคาดหวัง ถอนหายใจแล้วยิ้มอ่อนเหมือนคนปลงตกกับเรื่องนี้ไปแล้ว
“ความรักยังอีกไกลค่ะ ไม่ใกล้เคียงกับคำนั้นเลยสักนิด พี่ช่ออย่าพูดมั่วสิ” พูดจบคนที่นั่งข้างกันก็พยักหน้าแต่แววตายังคงล้อเลียนเหมือนเดิม
“ค่ะ ไม่ใกล้ก็ไม่ใกล้...”
สุดท้ายเธอก็ทนไม่ไหวจนต้องลุกหนีไปเสียเอง แม่บ้านคนสนิทมองตามก่อนยิ้มขำเจ้านาย เหมือนหล่อนจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตอนนี้หายใจเข้าหายใจออกก็เป็นธีรติไปแล้ว
ไฟในห้องรับแขกยังคงเปิดสว่างเพราะรู้ว่าเจ้าของบ้านจะกลับมา เขาเหนื่อยจากงานที่มีปัญหาทั้งโรงแรมและร้านจิงเวลรี่ที่มีโจรเข้ามาขโมยของ กว่าเรื่องทุกอย่างจะจบสูบพลังงานของธีรติไปเยอะพอสมควร มอบหมายงานที่เหลือให้โยธินจัดการเพราะเขารู้สึกเพลียจนไม่อาจฝืนทำงานไหว
ร้อนไปทั่วกายทั้งยังปวดตามเนื้อตัว เกือบขับรถมาไม่ถึงบ้านแล้วก็ต้องฝืนใจขับกลับ เข้ามาด้านในก่อนจะได้ยินเสียงเล็กเอ่ยทักพร้อมการปรากฎตัวของหล่อนที่อยู่ในชุดนอน แต่เขาก็ไม่คิดจะสนใจเท่าไหร่เพราะร่างกายร้องประท้วงว่าต้องการพักผ่อน
“กลับมาแล้วเหรอ!” เหมือนเขาจะเห็นรอยยิ้มของเธอจนคิดว่าตัวเองอาจฝันไป
อัยย์ลดาเนี่ยนะจะยิ้มดีใจที่เห็นตนกลับบ้าน
น่าจะเป็นแค่ความฝันมากกว่า...
“ยังไม่นอนอีกหรือไง” ถามด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง ดวงตาปรือแทบจะลืมไม่ขึ้นอยู่แล้ว เธอเห็นอาการของเขาก็นึกเป็นห่วง
“แค่ลงมาดื่มนมร้อนก่อนนอน คุณจะกินอะไรไหม” คล้ายข้ออ้างมากกว่าเพราะเธอดื่มนมจนหมดนานแล้วแต่ก็ยังไม่ยอมขึ้นห้องเพราะรอใครบางคน ทั้งที่ไม่รู้เหมือนกันว่าจะรอไปทำไม แต่สุดท้ายก็อยู่รอจนอีกฝ่ายกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย
“ไม่” ส่ายหน้าแล้วเดินขึ้นบนบ้าน เธอเห็นอาการเขาไม่ค่อยดีจึงได้เดินตาม
“เป็นอะไรหรือเปล่า”
“ไม่เกี่ยวกับเธอ” เหนื่อยจะคุยจึงพยายามบอกปัด แต่หล่อนไม่ยอมแพ้รีบเข้าไปคว้าแขนหนาเอาไว้เสียก่อน สัมผัสได้ถึงความร้อนที่มากกว่าปกติเล่นเอาร่างบางถึงกับตกใจ ไม่คิดว่าเขาจะไม่สบายขนาดนี้
“ตัวคุณร้อน...”
“อย่ายุ่งได้ไหม ฉันจะไปนอน” พูดจบก็รีบเข้าห้องนอนของตัวเองอย่างรวดเร็ว เขาแทบจะล้มทั้งยืนอยู่แล้วจึงรีบขึ้นเตียงนอนพักผ่อนทันที ไม่สนใจจะเปลี่ยนเสื้อผ้าให้สบายตัวสักนิด รำคาญไปหมดทุกสิ่งจนดึงหน้ากากที่ปิดบังใบหน้าของตัวเองออกแล้วหลับอย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกันคนที่ยืนอยู่หน้าห้องก็นึกน้อยใจที่เขาไล่กันไม่ไยดีทั้งที่เธอถามด้วยความเป็นห่วงแท้ๆ จึงทำปากยื่นแล้วชกหมัดลมใส่หน้าประตูของชายหนุ่ม จากนั้นค่อยเดินกลับไปยังห้องของตัวเองเพื่อพักผ่อนหลังจากเหนื่อยมาทั้งวัน
“ใครจะสนกันล่ะ จะป่วยจะเจ็บก็เรื่องของคุณสิ ไม่เห็นจะสนใจเลย...”
ล้มตัวลงนอนบนเตียงนุ่มซึ่งต่างจากตอนที่อยู่บ้านหลังเก่า เขาค่อนข้างให้ความสบายกับเธอพอสมควรถึงกับยกห้องชั้นบนที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบถ้วน แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่เข้าใจว่าชายหนุ่มต้องการอะไรจากตนกันแน่ถึงได้ซื้อหล่อนด้วยราคาสูงลิ่ว
อยากแต่งงานทั้งที่ไม่เคยเห็นหน้ากันจริงหรือ...
“เฮ้อ หลับสิ ทำไมไม่หลับสักทีล่ะ” พลิกตัวซ้ายขวาเพราะหลับไม่ลง จนสุดท้ายก็ลุกนั่งถอนหายใจหงุดหงิดตัวเอง
อุณหภูมิของร่างกายเขาสูงพอสมควร ไม่รู้ว่าป่านนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง นึกเป็นห่วงชายหนุ่มอยู่เหมือนกันจึงตัดสินใจออกจากห้องนอนของตัวเอง “ไปดูหน่อยแล้วกัน” พึมพำเสียงเบาแล้วค่อยเปิดประตูห้องออกไปหยุดยืนหน้าห้องเขา มองไม้บานหนาอย่างชั่งใจแล้วลองหมุนกลอนดูว่าจะล็อคหรือเปล่า
“ไม่ล็อคประตูด้วยแหะ...” น่าแปลกที่อีกฝ่ายไม่ได้ล็อคประตูเอาไว้ เธอจึงเปิดเข้าไปข้างในเพื่อดูว่าชายหนุ่มเป็นอย่างไรบ้าง
“พ่อ แม่...” ได้ยินเสียงเพ้อของเขาที่เอ่ยถึงผู้วายชนม์ก็นึกสงสาร ห้องตกอยู่ในความมืดจึงต้องใช้เวลาสักพักในการปรับสายตา ค่อยเดินย่องไปหยุดยืนข้างเตียงก่อนใช้หลังมืออังที่หน้าผาก ก่อนสะดุ้งเมื่อพบว่าตัวเขาร้อนมากกว่าที่คิดเอาไว้
“ตัวร้อนอะไรขนาดนี้ ถูกต้มในหม้อหรือไงเนี่ย” บ่นกับตัวเองแล้วเลือกจะเอื้อมมือไปกดสวิชต์เปิดโคมไฟข้างหัวเตียง
“ขออนุญาตเปิดไฟหน่อยนะคุณติ” ไม่ลืมหันมาบอกเขาเสียงเบาแต่ชายหนุ่มน่าจะไม่ได้ยินเพราะหลับลึกอยู่ในห้วงนิทราแสนเศร้า ปากยังคงพึมพำเอ่ยถึงบุพการีที่จากไปพร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกทางหางตา ก่อนหล่อนจะเห็นว่าหน้ากากของเขาถูกวางไว้ข้างหัวเตียง
เธออดสงสัยไม่ได้ถึงบาดแผลของชายหนุ่ม อยากรู้ว่าจะหน้าเกลียดเหมือนอสูรร้ายหรือเปล่า จึงถือวิสาสะชะโงกหน้าไปมองเสี้ยวหน้าอีกข้างที่ทุกคนบอกว่าน่ากลัว
แต่หล่อนกลับต้องประหลาดใจ
“อ่ะ หน้าเขา...ไม่มีแผลเหรอ”
เพราะใบหน้าของเขาไม่มีแผลจากการถูกเผาไหม้เลยสักนิด ถึงสีผิวจะไม่สม่ำเสมอแต่ใบหน้าก็เรียบเนียนกว่าที่คิดเอาไว้ ทำให้เธอสงสัยว่าเหตุใดเขาจึงต้องโกหกทุกคนแล้วใช้หน้ากากปิดบังเอาไว้
นี่มันเรื่องอะไรกันแน่...
