บทที่๖…ใต้หน้ากาก (๑)
บทที่๖…ใต้หน้ากาก
ตั้งแต่เกิดเรื่องครั้งนั้นเขาก็แทบจะไม่ได้กลับบ้านเลย ชายหนุ่มต้องไปทำงานที่เมืองหลวงเกือบหนึ่งสัปดาห์เพราะปัญหาเรื่องพื้นที่ซึ่งกำลังจะสร้างอาคารสูงที่มีห้างสรรพสินค้าในตัวพร้อมทั้งห้องพักสำหรับแขกถือเป็นโปรเจคใหญ่พอสมควรจึงต้องใส่ใจเป็นพิเศษ
เขาเข้าพักที่บ้านของมารดาซึ่งตอนนี้ไม่มีใครอาศัย คุณน้าก็จากไปด้วยโรคมะเร็งเมื่อสี่ปีก่อน ญาติเพียงคนเดียวของเขาลากจากโลกเหลือเพียงธีรติต้องใช้ชีวิตต่อไป เสียใจจนไม่มีน้ำตาจะร้องไห้ พบความสูญเสียบ่อยครั้งจนดูเหมือนชิน แต่เมื่อเขาอยู่คนเดียวกลับระบายมันเป็นน้ำตากับเสียงร้องครวญครางราวสัตว์ที่ถูกทำร้ายจนบาดเจ็บ
ไม่ชอบการอยู่คนเดียวแต่ตอนนี้กลับไม่มีใครข้างกาย เขาเกลียดสถานการณ์ที่บังคับให้ตนต้องโดดเดี่ยวจนเกือบจะลาโลกไปหาครอบครัว แต่เพราะความจริงบางอย่างที่เพิ่งค้นพบจึงตัดสินใจจะอยู่บนโลกที่โหดร้ายต่อไป
เพื่อรอเอาคนผิดมาลงโทษ!
กลับมาถึงบ้านก็เข้าห้องนอนเพื่อจะได้นอนให้เต็มอิ่ม หลายวันที่ผ่านมาเขาแทบไม่ได้นอนเลยด้วยซ้ำ คิดจะเจอกับห้องที่กลับมาอยู่สภาพเดิมคือเน้นโทนสีเข้ม ต้องพบความผิดหวังเมื่อมันยังเป็นโทนสีสว่างอย่างที่มารดาเคยจัดห้องให้เขา
ยิ่งมองก็ทำให้คิดถึงอดีตจนไม่ต้องลงมายังห้องทำงาน พอดีกับที่โยธินเดินเข้ามาเช่นเดียวกัน ดวงตาคมหันไปมองสิ่งแปลกปลอมในห้องที่เต็มไปด้วยเอกสารของตัวเอง มือหนากำหมัดแน่นพยายามบังคับตัวเองไม่ให้โมโห
ไม่เจอเธอหนึ่งสัปดาห์แต่ยังเป็นตัวปัญหาเหมือนเดิม!
“เอาออกไป” เสียงเจ้านายทำให้โยธินถึงกับชะงัก นำแฟ้มที่ยื่นไปตรงหน้าเขากลับเข้ามาทันที ไม่คิดเลยว่าตัวเองจะโดนเหวี่ยงตั้งแต่เข้ามาไม่ถึงหนึ่งนาทีด้วยซ้ำ สงสัยก่อนเข้าห้องอาจก้าวเท้าผิดก็เป็นได้ ธีรติถึงโมโหทั้งที่เขายังไม่ทำอะไรด้วยซ้ำ
“ครับ” กำลังจะเดินออกจากห้องกลับชะงักเมื่อเขาคว้าไหล่ของคนสนิทเอาไว้พร้อมดึงแฟ้มงานมาถือไว้เอง
“ไม่ได้หมายถึงงาน ผมหมายถึงแจกันดอกไม้...เอาออกไปจากห้องของผมด้วย” คราวนี้สายตาของโยธินจึงหันไปมองแจกันดอกไม้เจ้าปัญหาที่ตั้งไว้บนโต๊ะทำงาน เป็นดอกแก้วที่เขาไม่ทราบว่าหล่อนเอามาจากไหน แต่มันทำให้เจ้าของห้องหวนคิดถึงเวลาแห่งความสุขในอดีต
เพียงแค่ได้กลิ่นดอกไม้ก็เหมือนหวนกลับไปในวันวานอีกครั้ง...
ดวงตาคมแดงก่ำด้วยความคิดถึง เขาทำได้เพียงเท่านี้เพราะไม่อาจเรียกคืนครอบครัวให้กลับมาอยู่ข้างกันได้ ทุกอย่างมันสายเกินแก้จนทำให้เขาตกอยู่ในความเศร้ามากว่าสิบปี
แล้วช่วงนี้หล่อนก็เข้ามาตอกย้ำไม่ว่าจะห้องนอนที่กลับมาสว่างเหมือนเดิม แจกันซึ่งประดับด้วยดอกไม้ที่คุณวัลลภาชอบ หล่อนน่าจะหาข้อมูลจากหัวหน้าแม่บ้านแต่เขาไม่รู้ถึงจุดประสงค์ของหญิงสาวว่าต้องการอะไรกันแน่
แต่ถึงจะโกรธมากแค่ไหน ก็ไม่สามารถทำร้ายหล่อนได้ลง...
“เอ่อ นายหญิงบอกว่าเอาไว้ในห้องทำให้สดชื่นขึ้นนะครับ” คำตอบของโยธินทำให้เขาตวัดตามองอย่างรวดเร็ว เดินไปนั่งหลังเก้าอี้ตัวใหญ่พร้อมเอนกายพิงพนัก มองคนสนิทของตัวเองแววตาเย็นเยียบทำเอาเขาสะท้านไปทั่วกาย รู้ว่าตัวเองพูดผิดจึงคิดจะเปลี่ยนคำพูดแต่ไม่ทันเมื่อธีรติถามคล้ายต้องการประชดอีกฝ่าย
“ตกลงคุณทำงานให้ใคร”
“ผมจะรีบเอาออกไปเดี๋ยวนี้ครับ” รีบหยิบแจกันกำลังจะเดินออกไปข้างนอกแต่ต้องกลับมาตอบคำถามของเจ้านายตัวเองที่พูดขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
“เธอยังไปกรีดยางอยู่หรือเปล่า” ผ่านมาเกือบสองสัปดาห์แล้วไม่รู้ว่าหญิงสาวยังขยันทำงานไหม ตอนแรกคิดว่าหล่อนน่าจะไม่ไหวตั้งแต่วันแรก ไปเมืองหลวงหลายวันไม่รู้เธอยังคงจะทำงานตามที่สั่งหรือทำตัวตามสบายเป็นคุณนายอยู่ในบ้านอย่างเดียว
ไม่แน่ว่าตอนนี้หล่อนคงหาพรรคพวกได้เยอะแล้ว โดยเฉพาะกลุ่มแม่บ้านที่ให้ความเอ็นดูอัยย์ลดาเหลือเกิน จนสงสัยว่าเธอมีดีอะไรทุกคนถึงได้รักนักหนา
แค่หน้าตาดีอย่างเดียวนั่นแหละ...
“ไปทุกวันครับ ตรงต่อเวลาแล้วก็เข้ากับคนอื่นได้ดี มีแต่คนรักนายหญิงทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่านายหญิงเป็นใคร ผมว่าถ้าแต่งงาน...” ร่ายยาวด้วยความชื่นชมในตัวของผู้หญิงที่ขยันขันแข็ง สันติเป็นคนติดตามหล่อนทุกอย่างก้าวตามคำสั่งของเจ้านาย พร้อมทั้งรายงานให้เขาทราบ
ไม่ว่าหล่อนจะทำอะไรจึงไม่พ้นสายตาของตนไปได้ เพราะรู้ดีอย่างไรตนก็ต้องเป็นคนรายงานเรื่องเธอให้ธีรติได้รับทราบ
เจ้าตัวอาจไม่รู้แต่บุคคลภายนอกอย่างเขาพอจะมองออกถึงแววตาที่เป็นประกายยามมองลูกสาวของศัตรู ปากบอกว่าเกลียดแต่ก็ยังพยายามเข้าใกล้เธอตลอดเวลา
