บทที่๕…พยายามผูกสัมพันธ์ (๔)
ตัวประกันที่เขาเสียเงินไปสามล้านจนได้เธอมาอยู่ร่วมชายคา คิดว่าจะเป็นตุ๊กตาประดับบ้านไม่มีปากเสียงเสียอีก แต่การกระทำของหล่อนกลับทำให้เขาเริ่มย้อนคิดอีกครั้งว่าตนตัดสินใจถูกหรือเปล่าที่พาเธอเข้ามาอยู่ด้วย
สร้างปัญหาชวนปวดหัวมากกว่าเดิมเสียอีก!
“เมื่อก่อนคุณชอบห้องสีสว่างไม่ใช่เหรอคะ ทำไมถึงเปลี่ยนล่ะ” สูดลมหายใจพลางมองหน้าเขาที่มีหน้ากากปิดบังกว่าครึ่ง ทราบถึงสาเหตุของบาดแผลกลับยิ่งสงสารชายหนุ่มมากกว่าเดิม สายตาที่ใช้มองเขาจึงเปลี่ยนไป พร้อมตั้งคำถามที่ทำให้คนฟังโกรธจนกัดฟันแน่นจนขึ้นสันกราม
“เธอแอบสืบเรื่องของฉัน”
“ฉันไม่ได้สืบ ใครก็รู้ทั้งนั้นไม่ใช่ความลับสักหน่อย” เธอรีบตอบพร้อมก้าวถอยกลัวว่าเขาจะเข้ามาทำร้าย ยังดีที่ร่างสูงหยุดยืนนิ่งไม่ได้เข้ามาใกล้มากเกินไป เหมือนว่าเขากำลังพยายามจะระงับอารมณ์ตัวเอง
“อดีตไม่ได้เลวร้าย มันยังมีความทรงจำที่ดีให้คุณคิดถึงอยู่ไม่ใช่เหรอ อย่างน้อยคุณก็เคยมีครอบครัวที่รักและช่วงเวลาดีๆ ร่วมกัน...ตั้งสิบเจ็ดปี เวลาไม่น้อยเลย” อดไม่ได้ที่จะพูดเพื่อปลอบชายหนุ่มโดยที่น้ำเสียงของหล่อนก็สั่นเครือเหมือนกันเพราะเอามาเทียบกับเรื่องของตัวเอง
เขาฟังอย่างนั้นก็ก้าวเข้ามาคว้าไหล่บางก่อนจะผลักเธอติดผนัง ตรึงหญิงสาวเอาไว้เช่นนั้นพร้อมกัดฟันบอกหล่อนเสียงเข้ม ไม่ต้องการให้ใครมาสอนเพราะคนคนนั้นไม่รู้ว่าเขาต้องเจ็บปวดมากแค่ไหนกับเรื่องที่เกิดขึ้น
โดยเฉพาะหล่อน...ที่เป็นลูกของจรัล!
“ใครใช้ให้เธอมาสั่งสอนฉัน เก็บคำพวกนั้นเอาไว้สอนตัวเองดีกว่า” ขยับใบหน้าเข้าไปใกล้หล่อนโดยที่เธอไม่อาจหาทางหนีทีไล่ได้เพราะถูกเขาจับเอาไว้แน่น ก่อนจะเลือกกระทืบลงที่หลังเท้าเขาอย่างแรงจนร่างหนายอมปล่อย
“โอ๊ย” จับเท้าแล้วจ้องหน้าเธอเหมือนจะเอาเรื่อง
“คุณมันเกินเยียวยาจริงๆ” แต่วินาทีนี้หล่อนไม่คิดจะอยู่ห้องเขาให้โดนทำร้าย จึงฝากประโยคสุดท้ายเอาไว้ก่อนรีบวิ่งออกมาอย่างรวดเร็ว
ไม่ได้ยินด้วยซ้ำว่าเขาจะพูดอะไรต่อ แล้วเธอก็ไม่คิดจะสนใจด้วย...
เขาจะเป็นบ้าหรือโวยวายก็เรื่องของเขา เธอทำหน้าที่ของตัวเองจนหมดแล้ว ก่อนย้อนคิดว่าตนจะทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร อยากช่วยให้เขากลับมาใช้ชีวิตปกติโดยปราศจากบาดแผลไปทำไมกัน ทั้งที่เราสองคนเรียกว่าศัตรูก็ไม่ผิด
นึกขึ้นได้ว่าตอนเจอกันครั้งแรกเขาพูดถึงพ่อของเธอไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่หญิงสาวกลับจำไม่ได้แล้วว่าชายหนุ่มพูดอะไรบ้าง เหตุการณ์ตอนนั้นตนตกอยู่ในความเสียใจจึงไม่ทันจะฟังหรือจับใจความสำคัญ บางทีมันอาจมีเรื่องที่คนอื่นไม่รู้ก็เป็นได้
“มีอะไรหรือเปล่าคะ” เดินลงมายังห้องครัวเพื่อทำอาหารเย็น แม่บ้านเห็นอาการเหม่อลอยของเธอพร้อมกับมือบางที่จับแขนของตัวเองก็ตรงเข้ามาถามด้วยความเป็นห่วง
“ไม่ค่ะ ไม่มีอะไร” รีบส่ายหน้าเป็นการปฏิเสธก่อนมองวัตถุดิบที่เตรียมออกมาเพื่อทำอาหารเย็น แต่ตอนนี้หล่อนหมดอารมณ์จะทำกับข้าวให้คนบนบ้านกิน นึกหงุดหงิดจนเก็บสีหน้าเอาไว้ไม่อยู่
“อาหารเย็นยังจะทำเมนูเดิมไหมคะ หรือว่าคุณอัยย์จะเปลี่ยน...”
“เหมือนเดิมค่ะ เดี๋ยวหนูทำเอง”
แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องตัดอารมณ์ทุกอย่างออกไป เลือกจะลงมือทำอาหารให้ชายหนุ่มเหมือนอย่างทุกวัน เพียงแค่เขาไม่รู้เท่านั้นว่าเป็นฝีมือของเธอ แล้วตนก็ไม่คิดจะบอกด้วยเพราะหากธีรติทราบก็คงไม่ยอมกินหรอก
ถือว่าเป็นการตอบแทนที่เขาให้บ้านพักอาศัยแล้วกัน ส่วนเงินเดือนไม่รู้ว่าจะได้หรือไม่ได้ ไม่แน่อาจใช้เรื่องนี้เป็นข้อต่อรองเพื่อให้เขาจ่ายเงิน
ทำอาหารเรียบร้อยก็มีแม่บ้านนำออกไปวางไว้บนโต๊ะ ส่วนเธอรีบปลีกตัวขึ้นบนห้องเพื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า กำลังจะพักผ่อนไม่อยากลงไปเจอหน้าเขาก็ถูกเรียกให้ลงไปร่วมรับประทานอาหารจึงไม่อาจขลุกตัวในห้องพักได้ พอลงมาข้างล่างก็แทบไม่มองธีรติเลยด้วยซ้ำ
เธอนั่งกินข้าวส่วนเขาก็ไม่ต่างกัน เล่นเอาแม่บ้านที่ยืนนิ่งอยู่ด้านข้างเพื่อรอรับคำสั่งทำตัวไม่ถูก ช่อเห็นอย่างนั้นก็เขยิบเข้ามาใกล้เพื่อนร่วมอาชีพที่อายุใกล้กันแล้วพูดกระซิบพอให้ได้ยินกันสองคน
“ห้องอาหารมาคุมาก เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า”
“จะรู้เหรอ ก็ยืนอยู่ด้วยกัน” นางเองก็ไม่ทราบแต่รับรู้ได้ถึงความผิดปกติของบรรยากาศที่ชวนอึดอัดมากกว่าทุกวัน
“เงียบ” หัวหน้าแม่บ้านบอกเสียงเรียบเมื่อเห็นทั้งสองกำลังพูดคุยในห้องอาหารของเจ้านาย ก่อนร่างสูงจะกินข้าวหมดแล้วรวบช้อน หันมาสั่งคนเก่าแก่ของบ้านถึงสิ่งที่ตัวเองต้องการ
