บท
ตั้งค่า

บทที่๔…อดีตของอสูร (๕)

“ไม่หรอก ให้จัดการกันเองพ่อไม่อยากเข้าไปยุ่งด้วย”

“ผมอยู่ข้างพ่อเสมอ” เข้ามายืนข้างท่านพร้อมกับบีบนวดบ่าแกร่งอย่างเอาใจ คุณไตรภพยิ้มขำพร้อมดึงลูกมาตบไหล่เช่นเดียวกัน

“ขอบใจมากไอ้ลูกชาย” สองพ่อลูกต่างยิ้มให้กันแล้วเปลี่ยนเรื่องคุย เขาไม่ได้ถามอะไรอีกเพราะเห็นว่าบิดาไม่ต้องการพูดถึง

จากนั้นก็ถึงเวลากลับจึงได้เดินออกมาส่งพวกท่านที่หน้ามุข เขาตรงเข้าไปกอดคุณวัลลภาด้วยความเสียดายที่ท่านกลับเร็วเกินไป เด็กน้อยตัวเล็กกลับกลายเป็นชายร่างสูงใหญ่ที่กอดคนเป็นแม่แทบจะจมอก

ไม่คิดมาก่อนว่าลูกตัวน้อยจะเติบโตขนาดนี้แล้ว...

“วันหยุดอย่าลืมกลับบ้านมาหาพ่อกับแม่นะ”

“ไม่ลืมครับ เรียนเสร็จผมจะรีบขึ้นเครื่องกลับบ้านทันทีเลย” ให้สัญญาก่อนจะมองพวกท่านขึ้นรถยนต์เพื่อเดินทางกลับบ้าน ส่วนเขาก็ยืนอยู่ข้างคุณน้าที่ทำหน้าเศร้ายามต้องบอกลากับพี่สาวเช่นเดียวกัน

“เดินทางปลอดภัยนะครับ” เขาโบกมือส่งพวกท่านจนรถแล่นไปลับตา แล้วเดินกลับเข้าไปในบ้านเพื่อทำการบ้านที่อาจารย์สั่งให้เสร็จ

หัวใจวูบโหวงอย่างน่าประหลาด...สงสัยสุดสัปดาห์คงต้องรีบกลับบ้านหน่อยแล้ว

ถึงเวลาเลิกเรียนก็รีบเก็บข้าวของลงกระเป๋าทันที ยังไม่ทันจะได้ลุกจากโต๊ะก็มีเพื่อนเข้ามาดักทางเอาไว้เสียก่อน ชายหนุ่มมีเพื่อนกลุ่มใหญ่แต่น่าแปลกที่พวกเราไม่ค่อยสนิทกันอย่างที่ควร เป็นเพื่อนเล่นเพื่อนกินได้แต่ไม่ใช่เพื่อนที่สามารถบอกเล่าความรู้สึกให้รับรู้

“มึงไม่ไปเล่นเกมกับพวกกูเหรอ”

“ไม่ล่ะ หยุดทั้งทีก็ต้องกลับบ้านสิวะ กูจะอยู่กับพวกมึงทำไม” ถึงวันหยุดที่รอคอยเขาก็อยากรีบตรงกลับบ้านของตัวเอง เพื่อนเห็นอย่างนั้นก็อดไม่ได้ที่จะแซวเขา

“โหย ลูกแหง่นี่หว่าติดพ่อแม่” หากเป็นคนอื่นคงโมโหไปแล้วแต่ไม่ใช่กับคนที่ยอมรับความจริงอย่างธีรติ ครอบครัวคือความสุขของเขาแล้วจะปฏิเสธไปทำไม อีกอย่างการได้กลับบ้านก็เหมือนชาร์จพลังของตัวเอง

“หรือไปหาแฟนกันแน่ครับ” คนอื่นพากันส่งเสียงแซว

เป็นอันรู้กันดีว่าหนุ่มหล่อที่สาวหลายคนหมายปองมีคนรักเป็นตัวเป็นตน ถึงระยะทางจะห่างแต่หัวใจไม่เคยไกลกัน เขาไม่นอกลู่นอกทางเลยสักครั้งถึงจะมีผู้หญิงแวะเวียนมาจีบเยอะพอสมควร ยังคงยึดมั่นรักเพียงแค่หล่อนเหมือนเดิม

เพราะมีบิดาเป็นตัวอย่างในด้านความรัก คนเป็นลูกจึงยึดถือตามด้วย...

“เจอกันๆ”

โบกมือลากับทุกคนแล้วขึ้นรถของบ้านที่มาจอดรอรับไปส่งเขาที่สนามบิน ไม่ต้องเสียเวลากลับไปเก็บกระเป๋าให้ยุ่งยากเพราะเขานำกระเป๋าใส่ท้ายรถมาด้วยตั้งแต่ตอนเช้าแล้ว มุ่งสู่สนามบินตามกำหนดระยะเวลา รอไม่นานก็ได้ขึ้นเครื่องเพื่อกลับบ้านแสนอบอุ่น

เขาไม่ได้บอกพ่อแม่ว่าจะมาเวลาไหน คิดจะกลับบ้านไปเซอร์ไพรส์พวกท่าน ระหว่างนั้นก็รอรถแท็กซี่แต่ก็ไม่มีคันไหนจอดให้เลย รับแค่พวกต่างชาติที่มาเป็นกลุ่ม เขาจึงเลือกจะเดินไปรอด้านหน้าที่อยู่ติดถนน ทว่าได้ยินเสียงเรียกคุ้นเคยดังขึ้นเสียก่อนจึงหันไปมอง

“ติ!” สัญญาณจราจรสีแดงเข้มทำให้พวกท่านอยู่ฝั่งตรงข้ามเห็นกันชัดเจน คุณวัลลภาลดกระจกมาโบกมือทักทายลูกชายด้วยรอยยิ้ม เขาเห็นอย่างนั้นก็โบกมือกลับเช่นเดียวกัน ตอนแรกคิดว่าจะได้รอแท็กซี่แต่ตอนนี้ไม่ต้องแล้ว

“พ่อแม่!” เรียกกลับเสียงดังพร้อมกระโดดหยองๆ ราวเด็กน้อย

เขากระชับกระเป๋าสะพายแล้วรอให้พวกท่านเลี้ยวรถมารับตน กระทั่งสัญญาณไฟเปลี่ยนเป็นสีเขียวคนขับรถจึงค่อยเคลื่อนพาหนะมาอย่างช้าๆ จะได้จอดรับคุณหนูเพียงคนเดียวของบ้าน ทว่าจังหวะที่กำลังจะขับผ่านสี่แยกกลับมีรถบรรทุกขนาดใหญ่แล่นมาด้วยความเร็ว

โครม!!

ชนเข้าที่รถของพ่อแม่เขาในพริบตาจนชายหนุ่มที่ยืนยิ้มถึงกับร้องตะโกนดังลั่นด้วยความตกใจ อุบัติเหตุตรงหน้าทำให้เขาช็อคไปแล้ว ร่างหนาร้องห้ามในจังหวะที่รถของครอบครัวถูกชกจนพังยับไปทั้งคัน รถทุกคันที่กำลังจะเคลื่อนตัวต่างหยุดชะงัก

“ไม่!!!” ยืนขาแข็งอยู่ที่เดิมก่อนจะเห็นว่ารถบรรทุกจอดลงจึงรีบวิ่งเข้าไปในสถานที่เกิดเหตุด้วยหัวใจสั่นไหว ภาวนาให้พวกท่านยังคงปลอดภัยถึงโอกาสรอดจะมีน้อยมากแค่ไหนก็ตาม รอยยิ้มของเขาถูกพรากไปในชั่ววินาที

“พ่อแม่!!!” ถลาจะวิ่งเข้าหากลับโดนคนแปลกหน้าจับแขนเอาไว้

“อย่าเข้าไปน้อง” คนเริ่มลงมาดูว่ามีผู้บาดเจ็บมากน้อยแค่ไหน บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดพร้อมกับสายตาที่มองมายังผู้ชายที่สวมชุดนักเรียนกางเกงน้ำเงิน เขาแทบไม่มีสติเพราะสายตาเอาแต่จ้องไปยังรถยนต์ที่พังยับจอดสนิทอยู่กลางถนน

“ปล่อย ปล่อยผมสิ ผมจะไปหาพ่อแม่” น้ำตาคลอเบ้าขณะที่พยายามดิ้นให้หลุดจากการจับของพลเมืองดี แต่ตอนนี้เขาอยากเข้าไปดูว่าคนในครอบครัวปลอดภัยหรือเปล่า กระทั่งดิ้นหลุดก็รีบวิ่งอย่างรวดเร็วเข้าไปในสถานที่เกิดเหตุ

“เข้าไปไม่ได้ รอกู้ภัยก่อน...เฮ้ยน้อง!” ร้องห้ามไว้แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว เด็กหนุ่มวิ่งเข้าไปใกล้รถยนต์ที่พ่อแม่นั่งอยู่ข้างใน มือไม้สั่นไปหมดแล้วก่อนที่เขาจะเข้าใกล้มากกว่านั้น รถที่จอดสนิทกลับมีประกายไฟลูกใหญ่ทำให้ทั้งคันตกอยู่ในกองเพลิง

ตู้ม!!

“พ่อแม่!” เสียงร้องสุดท้ายของชายหนุ่มดังก้อง ไฟลามมาถึงตัวเขาจนคนรอบข้างต้องรีบช่วยชีวิตเขาเอาไว้ โชคดีที่อยู่ใกล้โรงพยาบาลไม่นานรถฉุกเฉินก็มารับคนเจ็บไปรักษา เขานอนร้องโอดครวญด้วยความปวดแสบปวดร้อนบริเวณใบหน้า

ขณะที่พร่ำเพ้อถึงพ่อแม่ไม่หยุดจนกระทั่งหมดสติไป

นั่นคือฝันร้ายที่ทำให้หนุ่มแสนดีกลายร่างเป็นอสูรที่ทุกคนต่างหวั่นกลัว นอกจากสูญเสียพ่อแม่ยังต้องเลิกรากับคนรัก เหลือคนในครอบครัวเพียงคนเดียวคือคุณน้าที่อาศัยอยู่เมืองหลวง ให้การดูแลชายหนุ่มอย่างดี แต่ท่านก็เพิ่งจากไปเมื่อสี่ปีก่อน

ตอนนี้เขาจึงไม่เหลือคนในครอบครัวอยู่ข้างกาย ใช้ชีวิตเพียงลำพังมาโดยตลอด...

แม้กระทั่งเพื่อนฝูงก็เลิกคบทั้งหมด ใบหน้าที่แสนน่าเกลียดน่ากลัวของเขาทำให้ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ จึงตัดสินใจทำหน้ากากพิเศษขึ้นมาเพื่อปิดบังบาดแผลเหล่านั้นเอาไว้

โดยที่มันยังคงสลักลึกในใจไม่มีวันหายไปสักที

ฟังเรื่องราวของเขาจบก็นึกนึกสงสารอีกฝ่ายเหมือนกัน ไม่คิดว่าธีรติจะเจอเรื่องหนักหนาขนาดนี้ อาหารตรงหน้าไม่พร่องเลยสักนิดเอาแต่คิดถึงความรู้สึกของคนที่ต้องสูญเสียคนรักไปต่อหน้าต่อตา หากเป็นหล่อนคงไม่อาจอยู่บนโลกนี้ได้อีกต่อไป

“แล้วนายก็อยู่กับน้ามาตลอดเลยเหรอคะ”

“ค่ะ คุณวิไลดูแลนายอย่างดีเหมือนลูกคนหนึ่ง เพิ่งมาเสียจากโรคมะเร็งเมื่อสี่ปีก่อน...หลังจากนั้นนายก็พูดน้อยลงกว่าเดิม แถมยังน่ากลัวขึ้นอีกต่างหาก” คนฟังต่างพากันสงสารเจ้านายตัวเองไม่กล้าพูดอะไรออกมาสักคำ

“เสียงที่ร้องตอนกลางคืน...” ถามย้ำกับพี่ช่ออีกครั้ง

“เสียงของนายค่ะ ฝันร้ายแทบทุกคืน” เริ่มเข้าใจในมุมมองของร่างสูงมากขึ้นว่าต้องเผชิญกับความเจ็บปวดมากเพียงใด

“ถ้าอย่างนั้นก็น่าสงสารเขาเหมือนกันนะคะ” พูดเสียงเบาก่อนคิดขึ้นมาได้ว่าตัวเองต้องเจอกับความร้ายกาจของฝ่ายชาย จึงรีบเปลี่ยนประโยคในทันที

“แต่ถึงเขาจะมีปมยังไง ก็ไม่ควรเอาอารมณ์มาลงที่คนอื่นหรือเปล่า”

“อ้าว”

คนที่เหลือเริ่มไม่เข้าใจว่าอัยย์ลดาสงสารเจ้านายของตนหรือเปล่า โดยที่เธอก็ยังทำเหมือนโกรธแค้นเขาแม้ในใจจะเริ่มเอนเอียงไปทางสงสารอีกฝ่ายมากกว่า

ปมที่เขาเจอค่อนข้างหนักพอสมควร ไม่รู้ว่าจะกลับมาสดใสได้เหมือนเดิมหรือเปล่า...

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel