บทที่๔…อดีตของอสูร (๔)
อ้อนเขาเป็นปกติด้วยแววตาเศร้า เธอยังคงเรียนอยู่ที่เดิมต่างจากเขาได้ไปกรุงเทพฯ เจอสาวสวยมากมายจนนึกกังวลว่าสถานะของเราจะเปลี่ยนไป แฟนหนุ่มเป็นคนอัธยาศัยดีใครก็อยากเข้าหาเป็นปกติ เธอนึกหึงหวงทุกครั้งยามเห็นเขาพูดคุยกับผู้หญิงแม้จะเป็นแค่เพื่อนก็ตาม
“งอแงเหรอครับ” กระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นพลางจุมพิตกลางกระหม่อมบาง เอ็นดูคนตัวเล็กกว่าในยามที่หล่อนเข้ามาออดอ้อน
“อือ คิดถึงแฟน” พูดตามตรงเล่นเอาหัวใจคนฟังพองโตขึ้นมาจนต้องหอมแก้มเธอซ้ายขวาเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายเศร้าเกินไป
“โอ๋ๆ เดี๋ยววันหยุดก็กลับบ้านเหมือนเดิมนั่นแหละ หรือดีนี่จะนั่งเครื่องไปหาเราก็ได้เดี๋ยวออกค่าใช้จ่ายให้เอง” การเดินทางจากเกาะเศรษฐกิจไปยังเมืองหลวงหากใช้รถยนต์ก็นานพอสมควร แต่ถ้าเป็นเครื่องบินก็ย่นระยะเวลาได้มากโข
“แล้วทำไมติไม่มาหาเราล่ะ ทำไมเราต้องไปหาติด้วย มีแค่เราหรือไงที่คิดถึง” เริ่มน้อยใจจนพยายามดิ้นออกจากอ้อมกอดของเขา ชายหนุ่มจึงรีบปลอบทันทีด้วยการนำเหตุผลมาบอกกับหล่อนเพื่อให้คลายอารมณ์น้อยใจ
“เราไม่ค่อยว่าง ต้องเข้าบริษัทเรียนรู้งาน...แต่จะแบ่งเวลาให้แฟนครับ”
“จุ๊บหน่อย” เธอเงยหน้ามองเขาก่อนจะปลดมือหนาออกเปลี่ยนมานั่งคร่อมชายหนุ่มแล้วหันหน้าเข้าหากัน กอดลำคอหนาเอาไว้พลางบดเบียดกายเข้าใกล้จนเขาต้องประคองเอวบางแล้วจับเธอดันออกห่างเล็กน้อย
หากใกล้กว่านี้กลัวว่ามันจะไม่จบแค่กอดอย่างเดียวน่ะสิ...
“จุ๊บ” ก้มหน้ามาจุ๊บที่ริมฝีปากอวบอิ่มกลิ่นสตรอว์เบอร์รี่ที่หล่อนชอบใช้ แล้วเขาก็ติดใจกับรสชาติไปแล้วเพียงแค่ไม่ชอบความเหนียวของมันในช่วงแรกที่แตะริมฝีปากลงไปเท่านั้น
“เราจะไปเรียนเมกาด้วยกันใช่ไหม ติห้ามทิ้งเรานะ” รีบอ้อนทันทีเพราะตัวเองไม่ได้ไปด้วย ตอนนี้ครอบครัวของหล่อนไม่ได้ร่ำรวยเหมือนเมื่อก่อน มีหนี้สินติดตัวแต่ก็ต้องกลบข่าวเอาไว้แล้วเผยด้านสวยงามให้คนอื่นคิดว่ายังอยู่บนหอคอยงาช้างเหมือนเดิม
สิ่งแรกที่ต้องทำตอนนี้คือจับผู้ชายตรงหน้าให้อยู่หมัดตามคำสอนของแม่ เธอจะไม่มีทางปล่อยเขาให้ผู้หญิงหน้าไหนเป็นอันขาด
“ไม่ทิ้งแน่นอน ดีนี่นั่นแหละห้ามทิ้งกัน ได้ข่าวว่ามีเด็กผู้ชายมาจีบเหรอ” เขาหรี่ตามองอย่างจับผิดแต่ความจริงก็ไม่ค่อยเชื่อข่าวพวกนั้นเท่าไหร่ เชื่อใจคนของตัวเองมากกว่า และเชื่อว่าตนมีดีพอที่เธอจะไม่ทิ้งกัน
“หึงหรือไง”
“หึงสิ แฟนเราสวยนี่น่า”
“มีแค่ติคนเดียวนั่นแหละ”
แล้วพวกเขาก็นอนกอดก่ายกันบนเตียงกว้าง กว่าชายหนุ่มจะกลับท้องฟ้าก็มืด จึงต้องบอกลาเธอพร้อมขับรถกลับบ้านก่อนที่บุพการีจะถึง ไม่อย่างนั้นท่านจะจับได้ว่าเขาแอบขับรถออกมาข้างนอกเพียงลำพัง
ถึงวันเปิดเทอมก็ต้องไปเรียนแม้ใจจะอยากอยู่ต่อแค่ไหนก็ตาม เขาเป็นเหมือนวัยรุ่นทั่วไปที่เรียนก็จริงจังเล่นก็เต็มที่เช่นเดียวกัน ความหล่อของธีรติทำให้มีนักเรียนหญิงจากโรงเรียนข้างเคียงมาเชียร์ติดข้างสนามยามเตะบอลเล่นกับเพื่อนช่วงเย็น
เขามักจะออกกำลังกายก่อนกลับบ้านเสมอ ไม่ว่าจะเตะฟุตบอลหรือเล่นบาสเก็ตบอลก็ตาม ชายหนุ่มไม่เคยปฏิเสธเพื่อนที่ชวนเขาเข้าร่วมทีมเลยสักครั้ง แต่ไม่ใช่กับวันนี้ที่บุพการีมาเมืองหลวงเพื่อทำธุระแล้วจะแวะมากินข้าวด้วย
รีบกลับถึงบ้านเร็วกว่าปกติ ตรงเข้ามากอดคุณวัลลภาแล้วขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อลงมารับประทานอาหาร ระหว่างมื้ออันแสนสุขเห็นชัดเจนว่าบิดาค่อนข้างเคร่งเครียด เมื่ออยู่กันสองคนจึงสบโอกาสถามท่านว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่เคยเห็นคุณไตรภพเป็นเช่นนี้มาก่อน
“หน้าตาเครียดนะครับ มีเรื่องอะไรหรือเปล่า”
“ไม่หรอก...งานทั่วไปน่ะ” ไม่อยากให้ลูกชายทราบว่าเกิดอะไรขึ้นจึงตอบเป็นกลาง แต่เขาก็พอจะเดาได้เพราะธุรกิจอื่นเข้าที่เข้าทางหมดแล้ว หากมีปัญหาก็คงเกิดจากธุรกิจที่ท่านเข้าไปช่วยเพื่อนทั้งสองคน เป็นหุ้นส่วนใหญ่อันดับหนึ่งที่มอบการบริหารให้คนอื่น เพราะทีมีในมือก็ล้นจนทำไม่ทันแล้ว
“รังนกเหรอครับ”
“พ่อว่าจะเลิกทำแล้ว งานที่ต้องดูแลมันเยอะ ถ้าทำรังนกต่อก็ไม่มีเวลาให้แม่ของลูกพอดี” สีหน้าอาจดูดีขึ้นแต่แววตากลับแฝงไว้ด้วยความกังวลอย่างเห็นได้ชัด เขาพยักหน้าก่อนจะทำหน้าเคร่งเช่นเดียวกัน
“แล้วอาชินกับอาจรัลจะไม่ว่าอะไรเหรอครับ”
