บท
ตั้งค่า

บทที่๔…อดีตของอสูร (๑)

บทที่๔…อดีตของอสูร

นอนหวาดผวาทั้งคืนยังต้องตื่นเช้าเพื่อไปสวนยางเหมือนเดิม หล่อนทำงานได้ไม่เต็มที่เท่าไหร่เพราะรู้สึกง่วง ถึงเวลากลับก็นั่งรถคันใหญ่มาลงหน้าปากซอยก่อนจะขึ้นรถมอเตอร์ไซค์ของแม่บ้านเพื่อเข้าสู่บ้านวิริยะรุ่งเรืองที่กลายเป็นแหล่งพักอาศัยของตนไปโดยปริยาย

เจ้าของบ้านไม่ค่อยติดบ้านเพราะมีกิจการในมือค่อนข้างเยอะ การปรนนิบัติที่เขาเอ่ยถึงจึงไม่เคยเกิดขึ้นจนหล่อนดีใจคิดว่าตัวเองอาจจะรอดพ้นแล้ว

ถึงบ้านก็ขึ้นไปอาบน้ำพักผ่อนก่อนลงมารับประทานอาหาร พวกเราได้กินข้าวร่วมกันแค่มื้อเดียวหลังจากนั้นเธอก็พยายามเลี่ยงมาตลอด ดูเหมือนเขาเองก็ไม่ได้เซ้าซี้มากนัก คงหมดสนุกกับของเล่นที่ซื้อมาในราคาแพงอย่างหล่อนแล้ว แต่ที่น่าหงุดหงิดคือคนสนิทของธีรติมักจะเรียกหล่อนว่านายหญิงเสมอไม่เคยเปลี่ยนเลยสักครั้ง

อาหารในครัวส่งกลิ่นหอมเรียกคนที่ทำงานหนักในช่วงเช้าต้องมาฝากท้อง นั่งร่วมโต๊ะกับแม่บ้านกว่าหกชีวิตโดยคนสนิทที่สุดคงหนีไม่พ้นพี่ช่อที่อายุใกล้เคียงกัน ทั้งยังรับหน้าที่ดูแลหล่อนอย่างใกล้ชิดตามคำสั่งเจ้าของบ้าน จนตอนนี้กลายมาเป็นคนของเธอเรียบร้อยแล้ว

“พี่ช่อคะ ได้ยินเสียงเมื่อคืนหรือเปล่า เสียงร้องโหยหวนเหมือน...” ระหว่างกินข้าวก็นึกสงสัยในเสียงที่ตัวเองได้ยินช่วงกลางดึก น่ากลัวจนทำให้เธอนอนผวากลัวมันจะเดินเข้ามาในห้องของตน ถึงไม่รู้ว่าต้นตอของเสียงจะมาจากไหนก็ตาม

หล่อนไม่รู้เลยว่าตัวเองอาจถูกทำร้ายกลางดึกหรือเปล่า ยิ่งคิดก็ยิ่งสงสัยเพราะเดินทั่วบ้านมาหลายวันไม่เห็นเจ้าของบ้านจะเลี้ยงสัตว์สักตัว เสียงโหยหวนขนาดนั้นเกรงว่าคงไม่ใช่แค่แมวหรือสุนัขอย่างแน่นอน

“เหมือนสัตว์ป่าที่บาดเจ็บ” ต่อท้ายประโยคของตัวเองให้สมบูรณ์แล้วคนที่เหลือก็เหลียวมองหน้ากันโดยไม่มีใครพูดอะไร กระทุ้งศอกช่อที่นั่งเงียบไม่กล้าพูดเช่นเดียวกัน เหลียวมองรอบห้องพลางกลืนน้ำลายหนืดลงคอ ตัดสินใจว่าควรจะบอกหญิงสาวดีหรือเปล่ายิ่งทำให้เธอลุ้นมากกว่าเดิม

บางทีมันอาจจะไม่ใช่สัตว์อย่างที่เธอเข้าใจ

หรือว่าเป็นสิ่งลี้ลับ...

แต่เสียงก็ดังเกินกว่าที่จะเชื่อว่าเป็นผี ยังจำเสียงนั้นได้อยู่เลยจนเธอไม่อาจสลัดความกลัวทิ้งได้จนกว่าจะได้รู้ว่าต้นกำเนิดของเสียงมาจากที่ใด

ความอยากรู้ของเธอทำให้คนที่เหลือลำบากใจ แต่รู้ดีว่าหากหญิงสาวไม่ได้คำตอบก็คงไม่ยอมปล่อยวาง สุดท้ายช่อจึงเป็นคนเล่าให้ฟังว่าเสียงนั้นเกิดจากอะไร สร้างความตื่นเต้นแก่คนฟังเป็นอย่างมากจนอาหารไม่น่าสนใจเท่าเรื่องราวที่ออกจากปากคนทำงานในบ้านหลังนี้มานาน

“เขาเรียกว่าอสูรรัตติกาลค่ะ” ชื่อไม่คุ้นเลยสักนิด เหมือนตัวร้ายในนิทานปรัมปราซึ่งไม่มีทางอยู่ในชีวิตใจได้

แต่เธอได้ยินมันค่อนข้างชัด ไม่ใช่ความฝันอย่างแน่นอนอัยย์ลดาค่อนข้างมั่นใจ

“คะ” ครางรับในลำคอยิ่งสงสัยมากกว่าเดิม

คนเล่ายังคงมองไปที่ประตูกลัวว่าเจ้านายของตนจะเข้ามาในเวลานี้ เกรงจะถูกตำหนิที่นินทาเจ้านาย แต่ทราบจากคนขับรถว่าธีรติออกไปข้างนอกน่าจะกลับช่วงบ่ายจึงตัดสินใจเล่าเรื่องทุกอย่างให้หญิงสาวผู้อยากรู้ฟังจนหมดเปลือก

ตามที่ตัวเองได้ยินมาอีกทีซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์

“เป็นเสียงร้องของนายค่ะ ตอนแรกพี่ก็กลัวแต่พอได้รู้ถึงสาเหตุภูมิหลังทุกอย่างก็ไม่กลัวแล้ว สงสารมากกว่า” ถึงกับตกตะลึงไม่คาดฝันทำเอาอยากรู้เรื่องจนต้องขยับเข้าไปใกล้แม่บ้านคนสนิท เลิกสนใจอาหารตรงหน้าไปโดยปริยาย

เสียงสัตว์ที่เธอเข้าใจกลับกลายเป็นเสียงของธีรติ...

แปลกเกินกว่าจะเชื่อว่าคือความจริง ทว่าดูจากสีหน้าของคนเล่าก็ไม่น่าสร้างเรื่องปดมาหลอก ตั้งแต่อยู่ที่นี่มาครบหนึ่งสัปดาห์ก็ไม่ได้ทราบประวัติของเขาเลยนอกจากเป็นชายหนุ่มผู้มีฐานะร่ำรวย ส่วนเรื่องครอบครัวรู้แค่พ่อแม่เขาจากไปหลายปี รูปภาพก็ไม่มีให้เห็นสักใบ

จริงสิ...บ้านหลังนี้ไม่มีรูปถ่ายในอดีตเลย

มีเพียงกรอบรูปที่เป็นวิวทิวทัศน์ อยากเห็นเขาตอนที่ไม่ใส่หน้ากากก็ไม่มีให้เห็นเลยสักรูปจนนึกสงสัยอยู่เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้นกับชายหนุ่มกันแน่

“เรื่องอะไรเหรอคะ”

“เรื่องของนายกับครอบครัวค่ะ” ไม่มีใครกล้าพูดถึงครอบครัววิริยะรุ่งเรืองเลยสักคน ขนาดคนใกล้ชิดหรือสนิทยังไม่เอ่ยถึงเพราะรู้ดีว่าเป็นบาดแผลใหญ่ในใจของเจ้านายมากแค่ไหน

คนที่มีพร้อมทุกอย่างทั้งครอบครัวอบอุ่น หน้าตาหล่อเหลา แฟนสาวคนสวยที่เหมาะสม กลับพังลงพร้อมกันในคราวเดียวจนเกินจะรับไหว รอยยิ้มหายไปหลงเหลือเพียงร่องรอยแห่งความหม่นเศร้าเป็นอสูรร้ายในยามรัตติกาล ไม่มีใครกล้าขึ้นมาชั้นสองในช่วงกลางคืนเพราะจะได้ยินเสียงร้องที่น่ากลัวปนไปด้วยความน่าสงสารของเขาดังลอดออกมา

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel