บทที่๓…ความทรมานที่ต่างกัน (๕)
“เป็นยังไงบ้างคะคุณอัยย์ ไปทำงานเหนื่อยหรือเปล่า” หัวหน้าแม่บ้านเดินเข้ามาทัก นางเอ็นดูหล่อนเป็นทุนเดิมอยู่แล้วพอได้ใกล้ชิดกันก็พบว่าหญิงสาวนิสัยดีและขี้อ้อนเป็นอย่างมาก แม่บ้านทั้งหลายต่างมองเธอเหมือนลูกกันทั้งนั้น
“เหนื่อยมากเลยค่ะ เหนื่อยที่สุดเลย”
“ดื่มน้ำเย็นแล้วก็...ไปรับประทานอาหารเช้าพร้อมนายนะคะ” ยื่นแก้วน้ำให้หญิงสาวโดยที่เธอก็รับไปดื่มแต่ก็ต้องชะงักกับประโยคต่อมา แสดงสีหน้าชัดเจนว่าไม่อยากไปเจอหน้าเจ้าของบ้านทั้งที่ไม่เจอหน้ากันหลายวันแล้วแท้ๆ
ทำไมงานของเขาถึงเสร็จเร็วนักก็ไม่รู้ นึกว่าจะนานกว่านี้เสียอีก เธอบ่นในใจก่อนจะหาเรื่องอิดออดไม่ยอมไปที่ห้องรับประทานอาหาร
“ขอกินที่นี่ไม่ได้เหรอคะ ไปห้องนั้นกลัวกินไม่ลง” ท่าทีของเธอบอกชัดเจนว่าไม่ชอบธีรติ คนที่เหลือจึงพากันมองหน้ากันแล้วให้ป้าไก่เป็นคนตะล่อมนายหญิง ซึ่งหล่อนออกปากชัดเจนว่าไม่ต้องการให้เรียกเช่นนี้ จึงเปลี่ยนเป็นเรียกชื่อของเธอแทน
“นายรอคุณอัยย์อยู่ค่ะ” ย้ำชัดถึงสิ่งที่เธอต้องทำคือไปหาคนที่รออยู่ในห้องอาหาร ปากจิ้มลิ้มเม้มเข้าหากันแล้ววางแก้วน้ำลงบนโต๊ะ ไม่ลืมหันไปบอกบรรดาแม่บ้านที่ยืนรอรับคำสั่ง พูดจบก็รีบออกจากครัวเดินขึ้นบนห้องของตัวเอง
“ขอไปเปลี่ยนชุดก่อนนะคะ แล้วจะรีบลงมา ฝากบอกเขาหน่อยนะคะว่ารอได้ก็รอ รอไม่ได้ก็กินไปก่อนเลย” จะเรียกก็ไม่ทันเพราะเธอออกไปแล้ว
ทำให้ทุกคนในห้องจ่างสงสัยเรื่องเดียวกัน...อัยย์ลดาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วไม่ใช่เหรอ
ก่อนจะรู้ในทันทีว่าคำพูดพวกนั้นก็แค่ข้ออ้างเพื่อถ่วงเวลา คนที่ต้องไปรับหน้านายคือป้าไก่คนเก่าแก่ของบ้าน
เธอใช้เวลากว่าสามสิบนาทีในการอ้อยอิ่งอยู่บนห้อง คิดว่าเขาจะตามมาหาเรื่องหรือให้คนมาเคาะประตู แต่ทุกอย่างกลับเงียบสนิทจนเธอนึกสงสัย สุดท้ายก็ต้องก้าวเท้าออกจากห้องนอนของตัวเองเพื่อลงไปรับประทานอาหารเช้า เพราะตัวเองก็ทนความหิวไม่ไหวเช่นเดียวกัน
“คุณ...ยังไม่กินข้าวเหรอคะ” เพียงแค่เข้ามาในห้องอาหารก็พบร่างสูงที่นั่งนิ่งเหมือนกำลังรอหล่อนโดยไม่ยอมแตะอาหารตรงหน้าสักอย่าง ทำเอาเธออึ้งพอสมควรกับมารยาทของเขา จนรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นคนมารยาทแย่ให้ผู้ใหญ่รอ
“นั่งลงแล้วกินข้าวซะ” เขาไม่ได้ตอบแต่เหลียวมองเธอด้วยสายตาตำหนิ
“ทำไมไม่กินก่อนล่ะ” นั่งลงฝั่งตรงข้ามกับเขาโดยเว้นที่หัวโต๊ะเอาไว้
เธอนึกสงสัยจึงได้ถามเพราะคิดว่าอีกฝ่ายน่าจะกินข้าวหมดแล้วออกไปข้างนอก คงไม่รอเธอลงมารับประทานอาหารด้วยหรอก แต่ความจริงต่างจากที่คิดเอาไว้จนนึกชื่นชมอยู่เงียบๆ ก่อนที่เธอจะรีบปัดความคิดนั้นออกไปอย่างรวดเร็วเมื่อร่างสูงตอกกลับ
“ตามมารยาทก็ต้องรอไม่ใช่เหรอ หรือเธอไม่ได้เรียนมารยาทพื้นฐานว่าไม่ควรให้คนอื่นรอนาน” เขาเริ่มลงมือรับประทานอาหารเช้าเมื่อคนที่รอนั่งอยู่ตรงหน้า แววตาของเขาเย็นชายิ่งกว่าขั้วโลกเหนือเล่นเอาหล่อนหน้าชาทันที
“ขอโทษค่ะ” บอกเสียงเบาแล้วกินข้าวด้วยความหิว
ไม่มีบทสนทนาระหว่างเราสองคนเหมือนว่าเขาตั้งใจกินข้าวอย่างเดียวไม่ได้สนใจเธอ ขณะที่หล่อนก็เหลือบมองคนตรงหน้าบ่อยครั้ง เห็นว่าเขาดูซูบไปเล็กน้อยแต่โดยรวมก็ยังสุขภาพแข็งแรงตัวใหญ่เหมือนยักษ์และบรรยากาศรอบข้างไม่น่าพิสมัย
ยังนึกสงสัยว่าภายใต้หน้ากากสีเงินเขาจะเป็นอย่างไร
“ทำงานเป็นยังไงบ้าง” คำถามของชายหน่มผุดขึ้นในตอนที่เธอตกอยู่ในภวังค์ ช้อนตามองเขาก่อนก้มลงจ้องอาหารในจานของตัวเอง ตักเข้าปากแล้วตอบคำถามอย่างขอไปที สงบเสงี่ยมมากกว่าปกติเพราะคร้านต่อปากต่อคำกับเขา
“ดีค่ะ”
“ปรับตัวได้ก็ดี เพราะเธอต้องทำงานนี้ไปอีกนาน” คำพูดของชายหนุ่มกวนอารมณ์ของหล่อนให้ขุ่นมัว อุตส่าห์จะกินข้าวอย่างอร่อยแต่ตอนนี้เริ่มกินไม่ลงแล้ว มื้อแรกที่เรานั่งรับประทานอาหารพร้อมกันเขากลับทำมันพัง
นึกเกลียดผู้ชายตรงหน้ากับความถือตัวเองเป็นใหญ่ หล่อนจึงรีบกินข้าวจนหมดเพื่อจะได้หลีกหนีออกจากความอึดอัด ยังไม่ทันลุกก็ได้ยินคำพูดของเขาที่ย้ำเตือนให้รู้ว่าเธอไม่ได้พักผ่อนอยู่ริมทะเลอย่างที่พยายามหลอกตัวเอง
“กินข้าวเสร็จแล้วก็ไปทำงานบ้าน อย่าให้เห็นว่าเธออู้ด้วยการไปแอบนอน ไม่อย่างนั้นฉันอาจจะหางานใหม่ให้เธอ”
“ค่ะ”
แต่อยู่ในฐานะทาสที่เขาจะบังคับทำอะไรก็ได้ดั่งใจต่างหาก!
ใช้เวลาตลอดบ่ายเพื่อทำความสะอาดบ้าน ถึงบ้านจะไม่ได้สกปรกแต่หลังใหญ่ทั้งยังมีหลายห้องจึงใช้เวลาตลอดช่วงบ้านในการปัดกวาดทั้งยังซักผ้าปูที่นอน ผ้าห่มพร้อมทั้งผ้าม่านจนสะอาด ตกเย็นเขาไม่อยู่บ้านหล่อนจึงกินข้าวกับแม่บ้านอย่างมีความสุข
กินข้าวอิ่มก็ถึงเวลาเข้านอน เพียงแค่หัวถึงหมอนก็มีความสุขจนต้องคว้าหมอนข้างมากอด น่าแปลกที่การอยู่บ้านหลังนี้ไม่ได้ทำให้เธออึดอัดเลยสักนิด ขอเพียงแค่เจ้าของบ้านไม่อยู่ก็เหมือนว่าหล่อนเป็นเจ้าของบ้านเพียงลำพัง
“จะนอนให้เต็มอิ่มไปเลย” หยิบหมอนข้างมากอดแล้วเข้าสู่ห้วงนิทราเพราะเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว
กระทั่งได้ยินเสียงร้องโหยหวนดังเข้ามาในห้องนอนของตัวเอง เปลือกตาที่ปิดสนิทเปิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ลุกนั่งก่อนมองซ้ายขวาด้วยความกลัวค่อยเอื้อมมือไปโคมไฟข้างหัวเตียง จำคำพูดของแม่บ้านได้ในทันที
‘ตอนกลางคืนถ้าได้ยินเสียงอะไรอย่าออกจากห้องเด็ดขาดนะคะ’
คำพูดนั้นสร้างความสงสัยแก่เธอ ทว่าเลือกจะเชื่อคำของแม่บ้านไม่ยอมออกจากห้องนอน รอไม่นานเสียงก็เงียบไป
สงสัยพรุ่งนี้ต้องถามแล้วว่าเป็นเสียงอะไร...
ทำไมถึงน่ากลัวมากขนาดนี้
