บทที่๒…ความรักมักมีข้อแม้ (๕)
“หรือคิดหนี...บ้านของฉันอยู่ห่างจากถนนหลักห้ากิโลเมตร ระหว่างทางชอบมีพวกขี้ยามาป้วนเปี้ยน ลองหนีดูสักครั้งไหมเผื่อจะได้เป็นเมียคนพวกนั้นถือว่าสั่งสมประสบการณ์” แค่คิดก็นึกขยาดจนต้องน้ำตาคลอเบ้า มองเขาด้วยความเคียดแค้นชิงชังแล้วดูเหมือนว่าร่างสูงก็คงรู้สึกไม่ต่างกันนัก
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง เธอเอาแต่นั่งชันเข่าพิงหัวเตียงส่วนเขาก็ยืนมองหญิงสาวคล้ายจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็เลือกเงียบ ดวงตาของหล่อนบวมปูดจากการร้องไห้อย่างหนัก น่าจะร้องตั้งแต่เมื่อวานจนถึงวันนี้
ยิ่งได้ทราบความจริงที่โหดร้ายเกี่ยวกับพ่อของตัวเองมีหรือที่เธอจะทนรับไหว อยากพูดอะไรบางอย่างแต่ก็กลัวหญิงสาวจะรับไม่ไหว จึงตัดใจไม่พูดออกไปแล้วเลือกออกจากห้องให้เวลาอัยย์ลดาได้พักผ่อนอยู่กับตัวเอง
“เธอมาเหนื่อยๆ พักผ่อนสักสองสามวันค่อยเริ่มงานแล้วกัน ฉันไม่รีบ” ถึงแม้ว่าหล่อนจะปฏิเสธแล้วก็ตาม กลับต้องยอมตามใจชายหนุ่มเหมือนเดิม จึงทำได้เพียงมองตามแผ่นหลังกว้างที่เดินไปยังประตู แต่ยังไม่ทันจะได้ออกจากห้องกลับต้องชะงักด้วยคำถามของหล่อนที่นึกสงสัย
“คุณทำแบบนี้เพื่ออะไร ต้องการอะไรกันแน่”
“อายุของฉันก็ถึงวัยที่ต้องสร้างครอบครัวแล้ว แต่เพราะหน้าตาของฉันถึงได้ไม่มีใครกล้าเข้ามา แล้วฉันก็มองหาใครไม่เจอนอกจากคนที่เคยเป็นคู่หมั้น...” ยอมหันกลับมาบอกเธอพร้อมยกมือขึ้นแตะหน้ากากที่ใช้ปิดบังรอยไหม้บนหน้า
ทุกคนทราบดีว่าแผลของเขาน่าเกลียดแค่ไหน เคยถอดหน้ากากออกแล้วได้รับสายตาหวาดผวาจึงเลือกจะปิดใบหน้า ใช้ชีวิตโดยลำพังและอยู่กับที่เงียบสงัดเพราะสมาชิกในครอบครัวจากไปหมดแล้วจากอุบัติเหตุ
“รังเกียจฉันมากนักเหรอ” ย่างสามขุมเข้ามาหาร่างบาง เธอจ้องเขากลับพร้อมกับตอบคำถาม
“ไม่ใช่หน้าตาที่น่ารังเกียจ แต่เป็นนิสัยของคุณที่น่ารังเกียจ” คำตอบของหล่อนไม่ได้ทำให้เขารู้สึกเศร้าเลยสักนิด
เขาผ่านทุกช่วงเวลามาหมดแล้วไม่ว่าจะเป็นอดีตที่ทุกคนรุมล้อมรักใคร่ หรือไม่มีใครสนใจในแววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว กระทั่งคนรักที่วาดฝันจะแต่งงานกันกลับทิ้งไปไม่ไยดี ตอนนี้จึงไม่ศรัทธากับความรักและคาดหวังเพียงอย่างเดียว
คือการแก้เค้นคนที่ทำลายครอบครัวตัวเอง...
“หึ งั้นก็ทนรังเกียจไปก่อนแล้วกัน” สบตาเธอแล้วก็เดินออกจากห้อง ปิดประตูโดยไม่ได้ล็อคเอาไว้เพราะให้คนเฝ้าหล่อนไว้ตลอดเวลา อีกทั้งบ้านนี้ก็มีระบบรักษาความปลอดภัยทั้งยังมีคนเฝ้าตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงอีก ไม่มีทางที่เธอจะหนีไปไหนได้
“ดูแลนายหญิงด้วย”
“ค่ะนาย” แม่บ้านรับคำทันทีก่อนพ่นลมหายใจโล่งอกที่เจ้านายเดินออกไป
นึกสงสารคนที่อยู่ในห้องเหมือนกันเพราะรู้ว่าหล่อนไม่ได้เต็มใจจะมาที่นี่ แต่ทำอย่างไรได้ล่ะดันต้องตามัจจุราชเข้าให้แล้ว ต่อจากนี้ชีวิตของเธอคงไม่ได้พบกับคำว่าสงบสุขไปอีกนานเลย
เข้ามายังห้องทำงานที่อยู่ชั้นล่างก่อนจะอ่านเอกสารรายงานซึ่งกินเวลาไปเกือบสามสิบนาที ธุรกิจของเขาค่อนข้างเยอะจึงใช้เวลามากหน่อย งานไหนสำคัญตนจึงจะออกไปดูสักครั้ง แต่ถ้ามีงานไหนไม่ได้เร่งด่วนหรือสำคัญเท่าไหร่ก็จะฝากคนสนิทไปแทน
“งานนี้ผมไม่ไป คุณไปแทนเหมือนเดิม” อย่างเช่นงานในวงสังคมของบรรดาคนรวยในจังหวัดที่ส่งการ์ดเชิญ แต่ชายหนุ่มไม่ต้องการไปจึงโยนให้คนสนิทอย่างโยธินไปแทน
“ครับนาย” เป็นเช่นนี้ประจำจนเคยชินไปเสียแล้ว
ถึงงานจะน่าเบื่อแค่ไหนก็ต้องไปเพราะผู้เป็นเจ้านายไม่ยอมไปอยู่แล้ว งานวงสังคมถ้าไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจแทบไม่เห็นธีรติเหยียบย่างเข้าใกล้เลย ส่งให้ลูกน้อยคนสนิทตลอดจนอีกฝ่ายกลายเป็นที่รู้จักแทนเขาแล้ว
“ข้อมูลเพิ่มเติมของอัยย์ลดาล่ะ” สิ่งที่สนใจในตอนนี้มีเพียงอย่างเดียวคือหญิงสาวหน้าหวานที่นอนร้องไห้ในห้อง ข้อมูลของเธอที่ได้มายังไม่ครอบคลุมจึงให้คนสนิทไปค้นเพิ่มเติมอีก ซึ่งคราวนี้ได้กลับมาเพียงไม่กี่หน้ากระดาษ ทำให้คิ้วหนาขมวดเข้าหากันทันที
“นี่ครับ”
“ทำไมรายงานมีแค่นี้” ใช้เวลาไม่มากในการสอบถามคนบ้านใกล้เรือนเคียง ก่อนพบว่าหญิงสาวแทบไม่มีตัวตนเลยด้วยซ้ำ จะมีก็แต่แม่บ้านซึ่งสนิทสนมกันมานานคอยดูแลอัยย์ลดาเหมือนลูกอีกคน เขาจึงพอทราบเรื่องของเธอบ้างซึ่งมันก็น้อยนิด
“เธอ...แทบไม่ได้ไปไหนเลยครับ ไม่มีเพื่อน ไม่มีสังคม เหมือนอยู่ตัวคนเดียว” พูดจบเขาก็เปิดดูรายงานอ่านเพียงไม่กี่นาทีก็จบแล้ว
ตั้งแต่เด็กจนโตหล่อนแทบไม่มีสังคมเลยด้วยซ้ำ...
“ตอนเรียนก็ไปเรียนแล้วกลับบ้าน ส่วนทำงานก็ทำที่บ้านไม่ได้ออกไปไหน ไม่เคยมีแฟนหรือเพื่อนสักคน ที่คุยด้วยบ่อยก็มีแค่ผู้หญิงที่ชื่อวริษาซึ่งตอนนี้แยกย้ายไปทำงานไม่ค่อยได้ติดต่อครับ ไม่เล่นโซเชียลก็เลยเป็นอย่างที่เห็นครับ”
แทบไม่เชื่อว่าผู้หญิงหน้าตาดีอย่างเธอจะไม่มีแฟน หรือบางทีสถานะของหล่อนในบ้านอาจเป็นปัญหาหรือเปล่า เขานั่งดูรูปของเธอที่ส่วนใหญ่เป็นรูปทางการอย่างบัตรประชาชนหรือถ่ายหน้าตรง ต้องยอมรับว่าหล่อนเป็นคนสวยซึ่งน่าจะได้จากแม่มาเยอะพอสมควร ไม่ค่อยมีเค้าโครงหน้าของคุณจรัลเท่าไหร่
“ความสัมพันธ์กับคนในบ้านล่ะ” เพิ่งเห็นว่ามีเขียนไว้ในหน้าสุดท้าย แต่เขาก็ไม่ทันได้อ่านเพราะโยธินที่หาข้อมูลเป็นคนเล่าให้ฟัง
“ไม่ค่อยดีครับ คุณชวารีทิ้งเธอตั้งแต่คลอดได้แค่หนึ่งสัปดาห์ไปต่างประเทศแต่งงานมีครอบครัวใหม่ บ้านเอกธนทรัพย์ให้ที่อยู่แต่ไม่เคยเลี้ยงดู คนที่ส่งเสียคือเหล่าแม่บ้านครับ” ไม่แปลกใจที่เธอจะร้องไห้หนักเมื่อทราบว่าบิดาเป็นคนขายตัวเองให้เขา
ไม่เคยได้รับความรักจากคนที่บ้านนี่เอง...
ชีวิตช่างรันทดเสียเหลือเกิน
“น่าเบื่อ” โยนปุกกระดาษลงบนโต๊ะแล้วถอนหายใจหนัก มองรูปภาพของหญิงสาวพลางคิดอะไรบางอย่างออก
“นายจะแต่งงานกับเธอ...” คนสนิทถามเขาเพราะธีรติบอกให้ทุกคนเรียกอัยย์ลดาว่านายหญิง ซึ่งเป็นตำแหน่งใหญ่รองจากชายหนุ่มเท่านั้น
ทว่าเขาไม่ยอมตอบเลือกจะเฉไฉเปลี่ยนเรื่อง
“บอกแม่บ้านเตรียมเสื้อผ้าสำหรับใส่ไปทำงานสวนยางให้ผู้หญิงคนนั้นด้วย”
“ครับ”
เสียเงินไปแล้วก็ต้องใช้ให้คุ้มค่าหน่อย เธอไม่ใช่แค่ตัวประกันที่ต้องขังไว้ในห้องอย่างเดียวอีกแล้ว...
