บทที่๒…ความรักมักมีข้อแม้ (๓)
“ฉันต้องการคุยกับพ่อ” บอกความต้องการของตัวเองรวดเร็ว เขาคิดไว้แล้วว่าเธอต้องพูดเรื่องนี้ตั้งแต่เจอหน้ากัน
“ที่ก่อเรื่องเพราะต้องการคุยกับพ่อของเธองั้นเหรอ น่าจะบอกกันดีๆ คนอื่นจะได้ไม่ต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย” น้ำเสียงเรียบกับคำพูดที่แฝงแววตำหนิสร้างความรู้สึกผิดแก่หล่อนเพราะไม่เคยโวยวายทำลายข้าวของมาก่อน
เพียงแต่ไม่มีตัวเลือกอื่นที่ดีกว่านี้แล้ว เธอจึงตัดสินใจที่จะเรียกร้องความสนใจ หลังจากอดทนมาหนึ่งวันจึงรู้ว่าไม่อาจทนกับความคับข้องใจได้อีกต่อไป
“ฉันบอกแล้วแต่คุณไม่เคยให้ฉันจะได้คุยกับพ่อเลยสักครั้ง” แขนเรียวถูกปล่อยเป็นอิสระ แม่บ้านขยับห่างหล่อนให้คนทั้งสองได้พูดคุยกัน
“นั่งลง” ดวงตาคมกริบจ้องเธอแล้วสั่งเสียงเข้ม ตอนแรกอัยย์ลดาไม่ยอมทำตามแต่เขากลับใช้สายตามองเธอจนสั่นสะท้านไปทั้งตัว ทำให้เลือกจะเดินมานั่งที่ปลายเตียงเพื่อรอว่าร่างหนาจะทำเช่นไรต่อไป
“ป้าไก่ครับ ให้คนมาเก็บกวาดห้องให้เรียบร้อยภายในสิบนาที ถ้าผมกลับเข้ามาแล้วห้องยังไม่เป็นเหมือนเดิม ผมจะไล่ออกทั้งหมด” หัวหน้าแม่บ้านยืนรอรับคำสั่งอยู่ข้างนอกพอได้ยินอย่างนั้นก็รีบพยักหน้าอย่างรวดเร็ว
“ค่ะ” แม่บ้านสองคนที่อยู่ในห้องจึงรีบออกไปหยิบอุปกรณ์เพื่อมาทำความสะอาดห้องให้หญิงสาว ส่วนเธอก็นั่งนิ่งไม่ขยับอยากรู้เหมือนกันว่าเขากำลังจะทำอะไรกันแน่
“เรื่อง...” ทั้งห้องเหลือเพียงแค่สองคนแต่ยังไม่ทันที่จะเอ่ย ร่างสูงก็ยืนขึ้นเตรียมออกไปข้างนอก เธอเห็นเช่นนั้นจึงได้ท้วง
“เราจะกลับมาคุยกันอีกครั้งเมื่อห้องของเธอสะอาด”
ประตูห้องของหญิงสาวถูกปิดลง เธอยังคงนั่งอยู่ที่เดิมโดยมีแม่บ้านเข้ามาทำความสะอาดเพราะทั้งห้องมีเศษแก้วและข้าวของมากมายหล่นบนพื้น ตนรีบขอโทษที่สร้างเรื่องทั้งที่ตนเองไม่ต้องการทำแบบนี้ ทว่าคิดไม่ออกว่าจะหาวิธีใดเพื่อคุยกับเขาได้
ห้องที่เคยถูกเธอพังราบกลับมาสะอาดอีกครั้ง แม่บ้านค้อมศีรษะให้หล่อนเป็นการทำความเคารพ อัยย์ลดาทำตัวไม่ถูกเพราะปกติไม่เคยได้รับการยกย่องเท่าไหร่ หากไม่มีนามสกุลใหญ่ต่อท้ายชื่อคงคิดว่าตัวเองเป็นแค่ลูกแม่บ้านแล้ว
“เรียบร้อยค่ะนาย”
“ขอบคุณครับ”
แม่บ้านทำตามคำสั่งก็ออกไปจากห้อง เหลือเพียงสองหนุ่มสาวที่อยู่ข้างในแต่เธอก็ไม่ได้เกรงกลัวเขาเหมือนตอนแรก เพราะชุดที่สวมก็ค่อยข้างมิดชิดพอสมควร เธอกลืนน้ำลายลงคอยามเห็นชายหนุ่มเดินเข้ามาใกล้ ก่อนที่อีกฝ่ายจะนั่งลงบนเก้าอี้แล้วเอนหลังพิงหนัก จ้องมายังร่างบางนิ่งแต่แววตากลับทรงพลังเป็นอย่างมาก
เหมือนมีรังสีทมึนอยู่รอบกายเขาตลอดเวลา ช่างเหมาะกับคำว่าอสูรหรือปีศาจเสียจริง
เธอไม่เคยรู้จักเขามาก่อนจึงไม่ทราบว่าอีกฝ่ายมีพื้นเพที่มาอย่างไร รับรู้เพียงแค่เขาชื่อธีรติเท่านั้น แต่หล่อนก็ไม่อยากทราบประวัติของเขา อยากรู้เพียงอย่างเดียวคือพ่อขายตนให้อีกฝ่ายจริงหรือเปล่า
ขอให้มันเป็นเพียงคำโกหกของหนุ่มผู้ใส่หน้ากาก...
“เอาล่ะ ต้องการอะไรว่ามาสิ”
“ฉันอยากคุยกับพ่อ” รีบพูดหลังจากเขาถามจบ แววตาเป็นประกายมีความหวังก่อนชายหนุ่มจะหยิบโทรศัพท์ของตัวเองออกมาพร้อมกดโทรหาคนที่หล่อนต้องการคุยสายด้วย รอไม่นานอีกฝ่ายก็รับเขาจึงเลือกจะเปิดลำโพงให้เธอได้ยิน
‘ฮัลโหล มีอะไรหรือเปล่าหลานชาย’ น้ำเสียงสดใสจนเธอชะงัก
ลูกสาวหายไปท่านควรจะตามหาไม่ใช่เหรอ...
“พ่อ พ่อคะ! หนูเอง หนูเองค่ะพ่อ มันหมายความว่ายังไงคะที่พ่อจะให้หนูแต่งงานกับเขา เรื่องจริงหรือเขาแค่โกหกกันแน่คะพ่อ มันไม่จริงใช่ไหม” ปัดความคิดรบกวนทิ้งก่อนรีบตะโกนเรียกท่านเสียงดัง ขยับเข้ามาแย่งโทรศัพท์จากร่างสูงแล้วถามเร็วจนแทบลืมหายใจ ดวงตากลมมีน้ำใสคลอเบ้าเจียนจะไหลระหว่างรอคอยคำตอบ
‘ลูกโดนรังแกเหรอ’
“ไม่ค่ะ ไม่ใช่แบบนั้น แต่หนูไม่เชื่อว่าพ่อจะ จะยกหนูให้เขา...” ปลายเสียงสั่นเครือแล้วรีบเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้า เม้มปากแน่นกลัวเสียงสะอื้นจะทำให้ตัวเองพูดไม่รู้เรื่อง รีบหันหลังหลบสายตาของชายร่างใหญ่ที่มองนิ่ง
‘พ่อขอโทษนะอัยย์ พ่อไม่มีทางออกแล้วจริงๆ พ่อผิดเองที่ไม่ดูแลลูกให้ดี ตอนนี้พ่อก็ยังรู้สึกผิดกับลูกที่ทำให้เรื่องลงเอยแบบนี้ พ่อไม่ได้ตั้งใจ...พ่อไม่อยากให้มันเป็นแบบนี้เลย’ จากน้ำเสียงที่สดใสกลายเป็นรู้สึกผิดในชั่วพริบตา
ธีรติที่นั่งฟังกลับเหยียดยิ้มสมเพชกับความเปลี่ยนสีเร็วของปลายสาย เหมือนดูละครหลังข่าวที่แสนสนุก ต่างจากร่างบางแทบจะร้องไห้ออกมาเมื่อพอจะเดาความจริงทั้งหมดได้จากคำพูดไม่กี่ประโยคของคนเป็นพ่อ
เธอรู้ว่าเขาไม่ได้โกหก...พ่อขายเธอให้ชายหนุ่มจริง
“ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่คะ พ่อบอกหนูได้หรือเปล่า”
‘พ่อกับเพื่อนเคยทำสัญญาจะให้ลูกแต่งงานกัน พ่อไม่อยากผิดสัญญา...’ เธอไม่รู้ว่าตัวเองควรจะหัวเราะหรือร้องไห้ ตอนนี้หัวใจวูบโหวงไม่อยากฟังสิ่งใดทั้งสิ้น ขาอ่อนจนต้องนั่งลงบนเตียงไม่ให้ตัวเองล้มพับลงกับพื้น
“พ่อเธอขอยืมเงินฉันสามล้านแลกกับการที่เขาจะพาเธอมาที่นี่ ถามเรื่องนี้ไปด้วยสิ” เขาต่อท้ายให้กลัวว่าอีกฝ่ายจะไม่ยอมพูดความจริงทั้งหมด เธอได้ยินอย่างนั้นก็วางโทรศัพท์ลงบนเบาะนุ่มแล้วรอฟังคำตอบของคุณจรัล
ความจริงเริ่มกระจ่างและเป็นหล่อนที่เจ็บยิ่งกว่าเดิมเมื่อรู้ว่าธีรติไม่ได้โกหก
‘ช่วงนี้ธุรกิจของพ่อมีปัญหาเลยขอยืมมาก่อน อัยย์เข้าใจพ่อใช่ไหม’ ตอนนี้ไม่รู้ว่าอันไหนคือความจริงหรือหลอก ภาพครอบครัวแสนสุขที่แสดงให้เห็นเป็นแค่ละครฉากหนึ่งเพื่อให้หล่อนยอมมาด้วยหรือเปล่า
อัยย์ลดาคิดว่าโลกโหดร้ายแต่เมื่อพบพ่อและแม่เลี้ยงพร้อมพี่สาวแสนดีก็คิดว่าฟ้าหลังสดย่อมสดใสเสมอ แต่ไม่นึกเลยสุดท้ายจะเจอพายุโหมกระหน่ำยิ่งกว่าเดิม เธอเจ็บจนจุกร้องไห้แทบไม่ออก ทำเพียงเม้มปากแน่นไม่กล้าสู้หน้าคนตัวสูงด้วยซ้ำ
เขาพูดถูกแล้วเป็นหล่อนเองที่โดนหลอกมาตลอด...
