บทที่๒…ความรักมักมีข้อแม้ (๒)
“พ่อมันมารับไปก็ดีเหมือนกัน มองหน้ามันทีไรทำให้ฉันอารมณ์เสียตลอด คนอะไรทำตัวอมทุกข์ตลอดเวลา เห็นแล้วเสียสุขภาพจิต” เก็บความเสียใจเอาไว้แล้วเดินหน้าต่อไป
ได้พบครอบครัวใหม่ที่รักและดูแลหล่อนเป็นอย่างดี แม่เลี้ยงที่เห็นเธอเป็นลูกกับพี่สาวที่รักน้อง สิ่งที่ขาดถูกเติมเต็มในคืนเดียว เธอมีความสุขเป็นอย่างมากก่อนจะรับนมจากมือของพ่อมาดื่ม เคยฝันจะอยู่ในบ้านที่อบอวลความรัก ไม่คิดว่าวันหนึ่งมันจะเกิดขึ้นจริงกับเด็กหญิงที่ขาดความรักมาโดยตลอด
“นมอุ่นดื่มก่อนนอนนะลูกจะได้รับสบาย” เธอรับมาดื่มโดยไม่ได้คิดอะไร เมื่อนมหมดแก้วก็ส่งคืนพ่อ
“ขอบคุณค่ะ” เอ่ยขอบคุณจากใจไม่ใช่เพียงแค่เรื่องนมแต่หมายถึงเรื่องที่พ่อไปรับหล่อนมาอยู่ด้วยกัน ถึงจะเคยสงสัยว่าทำไมถึงถูกท่านทิ้งแต่ความกังขาก็ถูกทำลายเมื่อได้มาอยู่ในครอบครับที่แสนอบอุ่น
“ขาดเหลืออะไรบอกพ่อได้เลยนะ”
“ค่ะพ่อ” ยิ้มให้ท่านก่อนมือหนาจะวางลงบนผมนุ่ม
“ฝันดีลูก” นั่นคือประโยคสุดท้ายที่ได้ยินจากพ่อ
แล้วเธอก็ตื่นมาพบกับความจริงที่แสนโหดร้ายกว่าเป็นเท่าตัว เพราะตนถูกขายให้แต่งงานกับปีศาจร้ายซึ่งสามารถคร่าชีวิตกันได้ในพริบตา
ผ่านไปหนึ่งวันที่หล่อนถูกขังอยู่ในห้อง นอนร้องไห้จนหลับไปบนพื้นแล้วตื่นขึ้นมาจากการได้ยินเสียงคนเดินผ่าน จำต้องเข้มแข็งเพื่อเผชิญหน้ากับเรื่องร้าย เธอผ่านความเจ็บปวดมามากต่อจากนี้คงต้องพึ่งพาตัวเอง
รีบเข้าห้องน้ำไปชำระร่างกายกลับมาสดใส เลือกเสื้อผ้ามาสวมที่ค่อนข้างทะมัดทะแมง มัดผมรวบตึงเป็นหางม้าก่อนมองหาอุปกรณ์ที่จะเรียกร้องความสนใจ ไม่มีใครเข้ามาอีกเพราะเธอไม่ได้กดโทรศัพท์เรียก อยากโทรหาบิดาก็ไม่มีเบอร์ สิ่งที่ทำได้คือต้องพูดคุยกับเจ้าของบ้านให้รู้เรื่องแม้ว่าจะกลัวเขามากแค่ไหนก็ตาม
แต่ชายหนุ่มคือที่พึ่งเดียวของเธอในเวลานี้แล้ว...
เพล้ง!
เสียงของตกแตกดังขึ้นหลายครั้งทำให้คนที่เพิ่งกลับจากสวนยางถึงกับสะดุ้ง แม่บ้านวิ่งเข้ามาหาเขาแต่ยังไม่ทันรายงานธีรติก็เป็นฝ่ายถามขึ้นด้วยความสงสัย ปกติบ้านเขาจะเงียบมีเพียงเสียงน้ำตกที่สร้างไว้กลางบ้านดังขับกล่อมให้อารมณ์สุนทรีเท่านั้น
“เกิดอะไรขึ้น”
“นายหญิงอาละวาดค่ะนาย” ฟังคำตอบก็สร้างความฉงนแก่เขา
เมื่อวานหล่อนเงียบหายไม่โวยวายตลอดทั้งวัน ชายหนุ่มสั่งไม่ให้เอาอาหารไปเสิร์ฟเพื่อดูว่าหล่อนจะยอมรับฟังแต่โดยดีหรือเปล่า ไม่คิดว่าเช้าวันต่อมาจะสร้างเรื่องทำให้นึกสนุกกับปฏิกิริยาของอัยย์ลดามากกว่าเดิม
“อาละวาดเหรอ” ถามย้ำคล้ายไม่เชื่อ
“ค่ะ ตอนนี้ข้าวของในห้องกระจัดการจายหมด ไม่มีใครเอาอยู่เลยสักคนค่ะ” รีบรายงานเพราะมีแม่บ้านจำนวนหนึ่งขึ้นไปบนห้องแล้วพยายามจะช่วยเก็บกวาดแต่หญิงสาวก็ใช้โอกาสที่ประตูเปิดวิ่งออกมา ก่อนถูกจับให้กลับเข้าไปในห้องจนเกิดการอาละวาดอีกครั้ง
เจ้าของบ้านยืนนิ่งพลางแสยะยิ้มมุมปาก เห็นหน้าซื่อตาใสคิดว่าจะโอนอ่อนไปตามสถานการณ์ ไม่นึกว่าหล่อนจะมีฤทธิ์เดชมากขนาดนี้
“ผมจะไป...” คนสนิทที่คอยตามเพื่อคุ้มกันอย่างสันติเป็นคนเอ่ยขึ้น เตรียมพร้อมจะช่วยเหลือเจ้านายในการกำราบผู้หญิงที่ไม่เชื่อฟังให้อยู่ในร่องในรอย กลับถูกมือหนากันเอาไว้เพราะเรื่องสนุกแบบนี้จะให้คนอื่นทำได้อย่างไร
เขาอยากสั่นคลอนความเชื่อมั่นของหล่อนที่คิดว่าพ่อตัวเองแสนดี ทั้งที่ความจริงไม่เป็นอย่างนั้นเลยสักนิด
จรัลก็แค่ซาตานร้ายตนหนึ่งไม่ต่างจากเขา...
“ไม่ต้อง ผมไปเองดีกว่า”
“ครับ”
ร่างสูงก้าวขึ้นบันไดอย่างรวดเร็ว เพียงครู่เดียวก็มาหยุดหน้าห้องของหล่อน เขาเปิดประตูก่อนจะเบี่ยงกายหลบเมื่อหล่อนปานาฬิกาตั้งโต๊ะออกมาเกือบโดนตน ใบหน้าคมที่สวมหน้ากากเอาไว้ค่อยผินกลับมามองหญิงสาวที่กำลังโวยวาย มุมปากหยักยกขึ้นพร้อมกับคำชมที่เอ่ยเยือกเย็น ทำเอาใจของเธอสั่นสะท้านด้วยความกลัว
ทั้งที่เมื่อครู่ยังโวยวายเสียงดังจนแม่บ้านที่จับแขนทั้งสองข้างแทบคุมไม่อยู่ บัดนี้กลับสงบลงยามเห็นร่างหนายืนขวางอยู่หน้าประตู ลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากก่อนบอกตัวเองไม่ให้กลัวอสูรร้ายที่ยืนจ้องกันนิ่ง
“แม่นดีนี่...” เดินไปหยิบนาฬิกาที่ถูกขว้างออกนอกห้องกลับมาวางที่เดิม ท่าทีของเขาไม่ได้คุกคามแต่กลับทำให้เธอกลัวจนแข้งขาเริ่มอ่อน ยังดีที่แม่บ้านจับแขนสองข้างไว้จึงไม่ล้มลงกองกับพื้นเสียก่อน บอกตัวเองให้ทำใจดีสู้เสือ
เขาก็ไม่ได้น่ากลัวสักหน่อย...
