บทที่๒…ความรักมักมีข้อแม้ (๑)
บทที่๒…ความรักมักมีข้อแม้
ปวดตัวจนลุกไม่ขึ้นทั้งยังหนาวสะท้านไปถึงกระดูกลืมตายังไม่ขึ้น เสียงโวยวายดังข้างหูแต่เธอกลับไม่สามารถจะลืมตามองได้ด้วยซ้ำ ยังคงนอนขดอยู่บนเตียงแข็งในห้องสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก เจ็บจนน้ำตาไหลไม่อาจพูดให้ใครฟังได้เพราะเสียงอยู่แค่ในลำคอ
ลำตัวร้อนผ่าวราวมีไฟสุมอยู่ทั่วกาย โดยมีคนคอยเช็ดเนื้อตัวให้เผื่อว่าร่างกายจะเย็นขึ้นบ้างแต่เหมือนไม่ดีขึ้นเลย จนสุดท้ายแม่บ้านต้องรีบขึ้นเรือนใหญ่เพื่อบอกเจ้าของบ้านว่าหลานสาวคนเล็กของท่านไม่สบาย
“คุณท่านคะ น้องอัยย์ไม่สบายตัวร้อน...” คุณผู้หญิงที่กำลังนั่งเลือกแหวนเพชรเพื่อใส่ไปงานเลี้ยงตอนค่ำหันมองคนเข้ามาใหม่ ใบหน้าร้อนรนกับท่าทางคล้ายวิตกกังวลน่ารำคาญในสายตาคนมอง แต่ก็ไม่เท่ากับได้ยินชื่อของหลานที่เป็นสายเลือดศัตรู ตวัดมามองแม่บ้านแล้วตัดบทอย่างนึกหงุดหงิดมากกว่าเดิม วางแหวนลงพร้อมถอนหายใจเสียงดัง
“ไม่ต้องมาบอกฉัน เด็กนั่นจะเป็นจะตายก็ไม่เกี่ยวกับฉัน” ถึงจะขึ้นชื่อว่าหลานแต่ท่านไม่เคยยอมรับเลยสักครั้ง
เด็กคนนั้นเป็นเพียงคนนอก ไม่เกี่ยวข้องกันทางสายเลือด แค่ให้ที่ซุกหัวนอนในบ้านก็ดีแค่ไหนแล้ว ยังต้องการอะไรอีก
“แต่ว่า...” คราวนี้เด็กหญิงดูท่าจะเป็นหนักพอสมควรจึงพยายามบอกให้เจ้าของบ้านช่วยไปส่งที่โรงพยาบาล ไม่รู้ว่าจะช็อคจนถึงแก่ชีวิตหรือเปล่า แต่พอได้เห็นแววตาและท่าทางของคุณผู้หญิงกลับทำให้นึกสงสารเด็กน้อยมากกว่าเดิม
ทั้งที่เป็นเด็กเรียบร้อยสงบเสงี่ยมไม่เคยสร้างปัญหาเหมือนหลายคนอื่น แต่กลับไม่เคยได้รับความรักจากคนในครอบครัวหรือญาติพี่น้อง ให้ใช้เพียงนามสกุลไม่เคยให้ชีวิตที่ดีกับเด็กหญิงเลยสักครั้ง
“แค่ให้ที่ซุกหัวนอนก็มากเกินพอแล้ว ต่อจากนี้อย่าเอาเด็กคนนี้มาให้ฉันเห็นอีก” บอกเสียงแข็งแล้วไล่แม่บ้านให้ออกไป
“ค่ะ”
สุดท้ายพวกตนก็ต้องพาเด็กหญิงไปโรงพยาบาลและจ่ายค่ารักษาให้ด้วยความสงสาร ยังดีที่มาทันเวลาจึงปลอดภัย นอนรักษาตัวสองวันก็กลับบ้านได้โดยไม่มีใครสนใจหล่อนด้วยซ้ำว่าหายไปไหนมา จะมีเพียงคนเดียวที่คอยให้ความช่วยเหลือตลอดก็คือลูกพี่ลูกน้องที่อยู่บ้านหลังเดียวกัน แต่อีกฝ่ายไปเรียนโรงเรียนประจำทำให้ไม่ค่อยได้เจอกันบ่อย
กระทั่งถึงวันเกิดของเธอที่พี่สาวชวนให้ออกมานั่งเล่นอยู่สวนหลังบ้านก่อนหายไปสักพัก พอกลับมาอีกทีในมือก็ถือเค้กหนึ่งปอนด์เอาไว้พร้อมร้องเพลงสุขสันต์วันเกิดเป็นภาษาอังกฤษ หัวใจของเธอเต้นรัวด้วยความซาบซึ้ง
วันเกิดที่คนอื่นเมินเฉย กลับมีพี่สาวที่คอยถือเค้กร้องอวยพรตลอด เธอจ้องอีกฝ่ายนิ่งพร้อมทั้งเช็ดน้ำตาออกก่อนจ้องมองเค้กตาวาว
“พี่พิ้งค์” เค้นเสียงออกมาด้วยความยากลำบาก ตื้นตันใจเป็นอย่างมากที่อย่างน้อยก็ได้รับความรักจากคนในครอบครัว
“สุขสันต์วันเกิดนะอัยย์ ขอให้เป็นเด็กดีและน่ารักแบบนี้ตลอดไป...นี่ของขวัญวันเกิด ชอบหรือเปล่า” นอกจากเค้กแล้วยังมีกล่องของขวัญอีกต่างหาก เธอแกะดูว่าของข้างในเป็นอะไรก่อนยิ้มกว้างเพราะมันคือสร้อยข้อมือที่ตนเคยบอกว่าอยากได้ ราคาไม่แรงแต่ก็ไม่กล้าใช้เงินฟุ่มเฟือย
ทว่าพี่สาวกลับซื้อให้ในวันเกิดจนหล่อนถึงกับพูดไม่ออก
“แต่คุณป้ากลาง...” เอ่ยถึงมารดาของอีกฝ่ายที่เป็นพี่สาวแม่เธอ แต่ไม่มีใครนับญาติกับตนเลยสักคน มีเพียงคนตรงหน้าที่มองเห็นเธอเป็นน้องสาว ภควดียังนึกกังวลเป็นห่วงว่าน้องอาจถูกคนในบ้านรังแกหรือเปล่า ยังดีที่อยู่รอดปลอดภัยมาจนถึงตอนนี้
“คุณแม่ไม่รู้หรอกน่า รับไปเถอะ ของชิ้นนี้พี่เก็บเงินซื้อให้อัยย์โดยเฉพาะเลยนะ” พูดด้วยความภูมิใจแล้วลูบหัวน้องอย่างเอ็นดู
“ชอบค่ะ หนูชอบมาก ขอบคุณนะคะ” สวมสร้อยข้อมือแล้วมองมันด้วยความรู้สึกตื้นตัน พยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้แต่ก็ทำได้ยากเหลือเกิน สุดท้ายก็ปล่อยให้มันไหลเต็มสองแก้ม จนพี่สาวต้องรีบคว้าหล่อนมากอดปลอบ
“ดีใจแล้วร้องไห้ทำไม ไม่ร้องสิ”
“ฮึก” ถึงคนในบ้านจะเกลียดชังหล่อนมากเพียงใด อย่างน้อยก็มีพี่สาวและบรรดาแม่บ้านให้ความรัก ก็ถือว่าไม่ได้ขาดไปเสียทั้งหมด เพียงแต่ไม่เข้าใจสักนิดว่าทำไมเธอต้องเจอกับเหตุการณ์เช่นนี้ด้วยทั้งที่ตัวเองไม่เคยทำผิดเลยสักครั้ง
หรือการมีตัวตนของเธอมันผิดมากนักหรือ...
แล้ววันที่เธอรอคอยก็มาถึงเมื่อบิดามารับไปอยู่ด้วย ลิงโลดในใจแต่ก็เศร้าที่ต้องจากพี่สาวสุดที่รักกับแม่บ้านแสนดีซึ่งคอยดูแลกันตลอด ทว่าเธอไม่อาจอยู่ที่นี่ได้ ความอดทนสิ้นสุดเดินออกจากบ้านหลังใหญ่พร้อมพ่อ ยังได้ยินประโยคด่าไล่หลังของคุณยายที่เธอต้องเรียกว่าคุณท่าน
