บทที่๑...ขายตัว (๓)
“เธอคือลูกของมัน” กัดฟันตอบกลับพลางจ้องใบหน้าหวานนิ่ง เปลวเพลิงแทบจะลุกในดวงตาคมจนเธอเผาไหม้ไปด้วย
“ฉันเลือกเกิดได้หรือไง! คิดว่าฉันอยากเกิดมาเป็นแบบนี้เหรอ แต่เพราะฉันเลือกไม่ได้ ไม่เคยเลือกอะไรได้สักอย่าง...” กลายเป็นตัดพ้อชีวิตตัวเองให้คนแปลกหน้าฟัง น้ำตาไหลด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจในชะตาชีวิตของตัวเอง ไหล่บางสั่นสะท้ายแล้วปล่อยโฮอย่างไม่อาจอดกลั้นเอาไว้ได้อีกต่อไป
“งั้นก็คงผิดที่พระเจ้าแล้วล่ะ ที่ส่งให้เธอมาเกิดเป็นลูกของมัน” น้ำตาเม็ดใหญ่ไม่อาจสั่นคลอนหัวใจของเขาได้ แต่ชายหนุ่มก็เลือกจะปล่อยเธอเป็นอิสระแล้วลงจากเตียง ยืนกอดอกมองร่างบางที่ร้องไห้เสียงดังไม่ปิดบังเลยสักนิดว่าเสียใจมากแค่ไหน
เธอไม่รู้ว่าคำพูดของเขาจริงหรือเปล่า แต่ก็หาเหตุผลอื่นไม่ได้เลย
ถ้าบิดาไม่ได้พามาแล้วทำไมหล่อนถึงมานอนที่นี่ ไม่มีทางที่ผู้ชายตรงหน้าจะไปลักพาตัวอย่างแน่นอน
หรือทุกอย่างที่ท่านทำจะเป็นแค่เรื่องหลอกลวง...
“ฮึก” ถึงจะเม้มปากแน่นกลั้นเสียงเอาไว้สุดท้ายก็หลุดร้องไห้ออกมา เขาเห็นอย่างนั้นก็ถอยห่างจากหล่อน ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงพลางจ้องคนบนเตียงด้วยแววตาเฉยชา ใบหน้าของเขาถูกหน้ากากปิดบังไปกว่าครึ่งทำให้ไม่สามารถคาดเดาสีหน้าได้
“ต่อจากนี้ก็เป็นเด็กดีแล้วเชื่อฟังฉัน ชีวิตของเธออยู่ในกำมือฉัน” พูดจบก็เดินไปเปิดประตู เมินร่างบางที่นั่งร้องไห้จนตัวโยน
“ป้าไก่ครับ หาคนมาดูแลนายหญิงด้วยนะครับ” เดินนำแม่บ้านเข้ามาในห้องพร้อมกับเสื้อผ้าสำหรับแขกพิเศษที่น่าจะได้อยู่บ้านหลังนี้อีกนาน แต่สรรพนามที่เรียกแทบบุคคลที่สามทำให้คนเพิ่งมาใหม่ถึงกับชะงัก
นายหญิง...หมายถึงภรรยาของเขาอย่างนั้นเหรอ!
“ค่ะนาย” ถึงสงสัยก็ไม่กล้าถาม ทำได้อย่างเดียวคือรับคำ
“ห้ามให้ออกจากบ้าน...ไม่สิ ห้ามให้ออกจากห้องนี้จนกว่าผมจะอนุญาต” เขาพูดกับหญิงวัยกลางคนแล้วเหลือบมองอัยย์ลดาที่นั่งร้องไห้สะอื้นตัวโยน แล้วค่อยเดินออกไปข้างนอกเพราะรำคาญกับเสียงร้องไห้ของเธอ
“ค่ะ”
แม่บ้านทำได้เพียงมองหญิงสาวด้วยแววตาส่งสาร ก่อนวางชุดไว้บนเตียงแล้วเดินออกมาข้างนอก ไม่ลืมล็อคห้องจากทางด้านนอกเพื่อกันไม่ให้เธอหนีไปไหนได้
ร่างบางจึงถูกขังอยู่ในนั้น แล้วนั่งร้องไห้น้ำตาเป็นเผาเต่าไร้คนเหลียวแล...
สะอื้นไห้ตัวโยน ดวงตาร้อนผ่าวมองแทบไม่เห็นทัศนียภาพตรงหน้า เธอกอดผ้าห่มเอาไว้แน่นพร้อมกับคำถามที่เกิดขึ้นในใจมากมาย ความสุขชั่วข้ามคืนถูกทำลายลงในพริบตาไม่ทันจะได้ตั้งตัวด้วยซ้ำ ก่อนนอนยังมีรอยยิ้มพอวันนี้มีเพียงรอยน้ำตา
ภาพของครอบครัวผุดขึ้นชัดเจน พ่อแม่และพี่สาวต้อนรับหล่อนเข้าสู่บ้านด้วยความอบอุ่น แล้วทำไมเขาถึงบอกว่าท่านขายเธอล่ะ...
ไม่รู้ว่าควรเชื่อตัวเองหรือผู้ชายแปลกหน้ากันแน่
แต่เธอรู้ดีว่าในใจเริ่มเอนเอียงไปฝั่งเขา...ตอนนี้จึงอยากคุยกับพ่อให้รู้เรื่องว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
“นายหญิงคะ” ประตูถูกเปิดออกอีกครั้งจนต้องรีบเช็ดน้ำตาเพื่อมองคนมาใหม่ ถดกายหนีด้วยความกลัวแต่ผู้หญิงที่เข้ามาดูเป็นมิตรมากกว่าที่คิด สิ่งที่แปลกไปคือคำเรียกซึ่งแปลกหูจนต้องรีบแก้ไขคำเรียก
“เรียกหนูว่าอัยย์เถอะค่ะ ขอร้องล่ะ” คิดว่าอีกฝ่ายน่าจะอายุมากกว่าตนจึงแทนตัวด้วยความชิน
“คุณอัยย์คะ นี่ช่อจะมาดูแลคุณ...” แล้วก็มีผู้หญิงอายุรุนราวคราวเดียวกันเดินเข้ามาในห้อง แต่ตอนนี้เธอไม่ได้สนใจเท่าไหร่ รีบลุกจากเตียงแล้วเดินมาอ้อนวอนแม่บ้านวัยกลางคนซึ่งดูน่าไว้ใจกว่าผู้ชายคนเมื่อครู่
น้ำเสียงสั่นเทากับแววตาแดงก่ำยังเห็นคราบน้ำตาของเธอชัดเจนจนนึกสงสาร ผู้หญิงตัวน้อยไม่น่าต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ ทว่านางก็ทำอะไรมากไม่ได้เพราะต้องฟังคำสั่งเจ้าของบ้านที่ไม่มีใครกล้าขัดเขาสักคน ถึงตัวเองจะเป็นคนเก่าแก่เห็นชายหนุ่มมาแต่อ้อนแต่ออกก็ตาม
เขาเปลี่ยนไปจากตอนเด็กราวคนละคน...
“หนูขอโทรหาพ่อได้ไหมคะ ขอยืมโทรศัพท์หรืออะไรก็ได้ที่สามารถติดต่อพ่อได้ บางที บางทีเขาอาจจะเข้าใจผิดหรือเปล่า ขอหนูโทรหาพ่อหน่อยนะคะ ขอร้องล่ะค่ะ” ยกมือไหว้ทั้งยังทรุดกายคุกเข่าเพื่อขอร้อง น้ำตาไหลเป็นสายจนคนทั้งสองต้องรีบเข้าไปประคองพาหล่อนไปนั่งยังเตียงนุ่มอีกครั้ง
“เรื่องนี้ต้องขอนายก่อนค่ะ เราตัดสินใจเองไม่ได้”
