ตอนที่ 6 : ประตูที่มองเห็นเพียงผู้เดียว
สตูดิโอที่เคยคึกคักกลับกลายเป็นสถานที่แห่งความระทึกขวัญสำหรับอันธิยาเพียงคนเดียว ทรายสีหม่นที่ทะลักเข้ามาจากรอยแตกของประตูเริ่มสะสมตัวหนาขึ้นเรื่อยๆ จนทีมงานต้องรีบยกอุปกรณ์หนีกันอย่างอลหม่าน แต่อาคม ผู้กำกับกลับตาลุกวาวด้วยความตื่นเต้น
“นี่แหละ สัญญาณจากสวรรค์ทุกคนเข้าประจำที่ ฉากต่อไป ‘ประตูทรายเปิด’ เราจะถ่ายมันตอนนี้เลย”
อันธิยาถูกดึงตัวกลับเข้าสู่ฉากด้วยอาการมึนงง เบื้องหน้าของเธอคือฉากจำลองที่ทีมงานสร้างขึ้น มันคือประตูหินขนาดมหึมาตามแบบนิยายเป๊ะเลย บานประตูที่พุพองและดูเก่าแก่ ทว่าในสายตาของอันธิยาตอนนี้ ประตูนั้นไม่ใช่ไม้หรือปูนปลาสเตอร์แบบที่คนในกองมอง แต่มันคือประตูหินบานเดียวกับที่เธอเห็นในนิมิตไม่มีผิดเพี้ยน
เธอหันไปมองภวินท์ที่สวมบทเป็นซาอีด เขาเดินเข้ามาใกล้เธอด้วยท่าทางสบายๆ ตามสไตล์พระเอกคนดัง
“คุณอันธิยา ไหวไหมครับ” ภวินท์ถามพลางยิ้มขี้เล่น
“เมื่อกี้คุณหลับไปนานเลยนะ ทรายพวกนี้คุณอาคมคงจัดเต็มเพื่อคุณโดยเฉพาะเลยล่ะมั้ง ดูสิ ทะลักเข้ามาอย่างกับพายุจริงแน่ะ” อันธิยาจ้องหน้าเขาด้วยความตกตะลึง
“คุณ... คุณไม่ได้รู้สึกอะไรเลยเหรอภวินท์ กลิ่นพวกนี้ รอยทรายพวกนี้...”ภวินท์ทำหน้าฉงน
“กลิ่นเหรอ ก็กลิ่นฝุ่นในกองปกติแหละครับ ส่วนทรายนี่... ทีมสเปเชียลเอฟเฟกต์เขาคงใช้วิธีใหม่ล่ะมั้ง สมจริงดีออก อย่าเครียดเลยครับ รีบถ่ายรีบจบดีกว่า”
คำพูดของภวินท์ทำให้อันธิยาเย็นวาบไปถึงขั้วหัวใจ มีแค่เธอคนเดียวที่รู้สึก... มีแค่เธอคนเดียวที่เห็นความผิดปกติเสียงผู้กำกับที่สั่งถ่ายต่อ
“แอ็กชัน”
สิ้นเสียงคำสั่ง ทรายที่พื้นเริ่มหมุนวนเป็นเกลียวพายุขนาดย่อม ประตูหินยักษ์เบื้องหน้าค่อยๆ เคลื่อนเปิดออกช้าๆ เสียงหินครูดกันดังกัมปนาทสะเทือนไปถึงดวงใจ อันธิยารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังบิดเบี้ยว กลิ่นกำยานและกลิ่นคาวเลือดพุ่งเข้าปะทะจมูกเธออย่างรุนแรง
ในช่องว่างที่มืดมิดของประตูที่กำลังเปิดออก อันธิยาเห็นเงามือสีดำตะคุ่มพยายามจะเอื้อมออกมาหาเธออีกครั้ง เธอผงะถอยหลังด้วยความกลัวสุดขีด
“คัท เยี่ยมมากอันธิยา แววตาหวาดกลัวเมื่อกี้มันคือที่สุด” อาคมตะโกนขึ้นลมพายุประหลาดสงบลงทันทีราวกับสั่งได้ ภวินท์หัวเราะเบาๆ พลางตบไหล่เธอ
“แสดงเก่งมากครับอันธิยา ผมยังอึ้งเลย คุณดูเหมือนเห็นผีจริง ๆ เลยนะเนี่ย”
อันธิยาไม่ได้ตอบอะไร เธอรีบคว้ากระเป๋าและบทนิยาย เดินจ้ำออกจากสตูดิโออย่างไม่คิดชีวิต เธอไม่สนแม้แต่เสียงเรียกของทีมงาน หรือสายตาขี้เล่นของภวินท์ที่มองตามหลังมาอย่างงงๆ
เธอขับรถกลับถึงคอนโดด้วยสติที่แทบไม่เหลืออยู่กับตัว ทันทีที่เข้าถึงห้องพัก เธอล็อกประตูแน่นหนาทุกชั้น พยายามปลอบใจตัวเองว่าทั้งหมดคืออาการ ‘อิน’ ในบทละครมากเกินไปจนเกิดภาพหลอน
เธอกระโจนเข้าห้องน้ำเพื่อล้างคราบฝุ่นและทรายออกจากตัว แต่ขณะที่เธอกำลังวักน้ำล้างหน้า น้ำในอ่างที่ควรจะใสสะอาดกลับขุ่นมัวกลายเป็นสีน้ำตาลแดงจางๆ คล้ายคราบเลือดที่แห้งกรัง... และเมื่อเงยหน้ามองกระจก เธอก็ต้องกรีดร้องออกมาสุดเสียงบนเงาสะท้อนในกระจก... ไม่ใช่ห้องน้ำในคอนโดหรู
แต่มันคือ กระโจมผ้าใบกลางทะเลทราย ที่มีคบเพลิงส่องแสงวับแวม และเบื้องหลังเงาของเธอในกระจก มีชายหนุ่มในชุดผ้าคลุมสีดำสนิท ดวงตาคมกริบสีน้ำตาลไหม้ที่วาวโรจน์ด้วยความเด็ดขาดคนนั้น... ยืนซ้อนอยู่ข้างหลังเธอ เขาไม่ใช่ภวินท์ที่ขี้เล่นและไม่รู้เรื่องรู้ราว แต่เขาคือ ซาอีด... ตัวจริง
เขายื่นมือหยาบกร้านข้างเดียวกับที่บีบมือเธอในฝัน... ทะลุออกมาจากผิวหน้ากระจก!
“เจ้าหนีข้าไม่พ้นหรอก...” เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังก้องในหัว
“ประตูถูกเปิดแล้ว และเจ้าคือคำทำนายของข้า”
อันธิยาถอยกรูดจนหลังชนกำแพงห้องน้ำที่เย็นเฉียบ เธอหลับตาแน่นและกรีดร้องจนสุดเสียง พยายามใช้เสียงของตัวเองดึงสติกลับคืนมาสู่โลกความเป็นจริง ร่างกายของเธอสั่นเทาราวกับลูกนกที่เปียกฝน
"มันไม่ใช่เรื่องจริง...ฉันอินกับบทมากไป" เธอพร่ำบอกตัวเองในใจวนไปมา
ท่ามกลางกลิ่นอายร้อนระอุของทะเลทรายที่เธอรู้สึกว่ามันกำลังกลืนกินห้องพักไปทีละน้อย อันธิยาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วฝืนลืมตาขึ้นอีกครั้ง
ภาพที่เห็นตรงหน้าคือห้องน้ำหรูในคอนโดชั้น 24 เหมือนเดิม แสงไฟนีออนยังคงสว่างนิ่ง ไม่มีการกะพริบ ไม่มีทรายกองโต และไม่มีชายชุดดำในกระจก... มีเพียงเงาของเธอที่ดูอิดโรยและซีดเซียวสะท้อนกลับมา น้ำในอ่างยังคงใสสะอาด แต่อัตราการเต้นของหัวใจเธอยังไม่กลับเป็นปกติ
“แค่ฝันไป... อันธิยา เธอแค่เหนื่อย” เธอกระซิบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
เธอรีบพาตัวเองออกจากห้องน้ำ ก้าวเดินไปบนพื้นพรมที่แห้งสนิท (ไร้ซึ่งร่องรอยของทรายที่เธอเห็นเมื่อครู่) เธอทิ้งตัวลงบนเตียงกว้าง กอดหมอนแน่นพลางกวาดสายตามองไปรอบห้องที่มืดสลัว ทุกอย่างดูปกติ แต่ในความปกตินั้นกลับแฝงไปด้วยความเงียบที่น่าอึดอัด
เธอมองไปที่บทนิยายที่วางอยู่บนโต๊ะหัวเตียง แสงจันทร์จากระเบียงทาบทับลงบนหน้ากระดาษที่เปิดค้างไว้ ตรงประโยคที่ว่า
“เจ้าหนีข้าไม่พ้นหรอก...”
อันธิยารีบเอื้อมมือไปคว่ำบทละครเล่มนั้นลงทันที เธอหลับตาลงพยายามข่มตาให้หลับ แต่ในความมืดหลังเปลือกตา เธอกลับมองเห็นภาพเนินทรายสีหม่นและดวงตาสีน้ำตาลไหม้ของซาอีดวนเวียนอยู่ไม่เลิกรา เสียงลมหวีดหวิวในหัวเริ่มดังขึ้นจนเธอต้องเอาหมอนอุดหู
