ตอนที่ 7 : บทบาทที่ไม่อาจสลัดทิ้ง
เช้าวันรุ่งขึ้น อันธิยาตื่นมาด้วยความรู้สึกเหมือนไม่ได้นอนทั้งคืน เธอพยายามใช้เมคอัพปกปิดรอยคล้ำใต้ตา ก่อนจะขับรถไปยังกองถ่ายด้วยจิตใจที่ว้าวุ่น เมื่อมาถึงกองถ่าย ทุกอย่างดูเหมือนจะกลับสู่สภาวะปกติ ทีมงานซ่อมระบบไฟเสร็จแล้ว และทรายที่ทะลักเข้ามาเมื่อวานก็ถูกทำความสะอาดออกไปจนเกลี้ยง (ซึ่งทีมงานบอกว่าเป็นทรายจากพร็อพที่ถุงแตก ไม่ใช่ทรายประหลาดอย่างที่เธอคิด)
“อันธิยา ไหวไหม วันนี้เราจะถ่ายฉากที่พระเอกช่วยนางเอกจากการจมกองทรายนะ” อาคมเดินเข้ามาทักพลางมองหน้าเธอ
“คุณดู... อินมากเลยนะ แววตาคุณเหมือนคนโหยหาอะไรบางอย่างจริงๆ”อันธิยาฝืนยิ้ม
“ค่ะ... ฉันแค่เข้าถึงอารมณ์ของตัวละครน่ะค่ะ”
เธอก้าวเข้าสู่ฉากที่เป็นหลุมทรายจำลอง ภวินท์ในชุดซาอีดเดินเข้ามาหาเธอ เขาดูหล่อเหลาและมีเสน่ห์ในแบบพระเอกขี้เล่นเหมือนเดิม ไม่ได้มีแววตาน่ากลัวเหมือนที่เธอเห็นในกระจกเมื่อคืน
“พร้อมไหมครับคุณอันธิยา อย่าเผลอหลับกลางหลุมทรายนะ” ภวินท์กระเซ้าพร้อมรอยยิ้มเสียงผู้กำกับสั่งถ่ายทำอีกครั้ง
“แอ็กชัน”
ในขณะที่ถ่ายทำ ฉากที่ภวินท์ต้องคว้ามือเธอขึ้นจากทราย สัมผัสที่มือของเขากลับทำให้เธอนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง มันไม่ใช่ความร้อนระอุเหมือนในฝัน แต่มันคือความอุ่นที่ดู "คุ้นเคย" อย่างประหลาด จนเธอเริ่มสับสนว่าเธอกำลังตกหลุมรัก ภวินท์ เพื่อนร่วมงาน หรือกำลังถูกแรงดึงดูดจาก ซาอีด ในจินตนาการเล่นงานกันแน่
หลังเลิกกอง อันธิยาเดินไปส่งภวินท์ที่รถ เขาหันมามองเธอด้วยสีหน้าจริงจังขึ้นเล็กน้อย
“อันธิยา... ช่วงนี้คุณดูแปลกไปนะ ถ้าบทมันหนักไปก็ปล่อยวางบ้างนะ ผมเป็นห่วง”
คำว่า “เป็นห่วง” ของภวินท์ทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะ แต่เมื่อเขาก้าวขึ้นรถไป แสงไฟท้ายรถที่หายไปในความมืดกลับทำให้เธอมองเห็นเงาของใครบางคนยืนอยู่ใต้ต้นไม้ไกลๆ ... ชายในชุดคลุมสีดำที่ยืนสงบนิ่งดุจรูปสลักหิน
เธอขยี้ตา มองซ้ำอีกครั้ง... ตรงนั้นไม่มีใคร มีเพียงความว่างเปล่า
‘ฉันกำลังเป็นบ้า... ฉันกำลังจะกลายเป็นอันธิยาที่หลงรักผีดิบในบทละคร’
อันธิยาขับรถกลับบ้านด้วยความรู้สึกหวาดกลัวตัวเองยิ่งกว่าเดิม เธอเริ่มแยกไม่ออกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรอบตัว อะไรคือความจริง อะไรคือสิ่งที่เธอ "สร้างขึ้น" จากความอินในบทบาทจนเกินขอบเขต
ขณะที่อันธิยากำลังดิ้นรนอยู่กับมโนภาพในโลกปัจจุบัน ในหน้าของเรื่องราวของ ซาอีด กำลังดำเนินไปถึงจุดชี้ชะตา...
ท่ามกลางทะเลทรายคาฟารีนาที่เวิ้งว้าง ซาอีดลากสังขารที่สะบักสะบอมฝ่าความร้อนระอุมานานหลายวัน ริมฝีปากของเขาแห้งผากจนแตกเป็นแผลลึก เลือดที่ไหลซึมออกมาถูกแดดเผาจนกลายเป็นคราบสีน้ำตาล ชุดรัชทายาทที่เคยสง่างามบัดนี้ขาดวิ่นเหลือเพียงเศษผ้าที่พันกาย เขาล้มลงกลางเนินทรายครั้งแล้วครั้งเล่า กระเพาะบิดตัวด้วยความหิวโหย ทว่าสิ่งที่เจ็บปวดกว่าคือเปลวไฟแห่งความแค้นที่ยังคงแผดเผาอยู่ในอก
"ข้า... จะยังตายไม่ได้..." เขากระซิบด้วยเสียงที่แทบจะไม่พ้นลำคอ ก่อนที่ดวงตาคู่คมจะพร่ามัวและสลบไสลไปท่ามกลางเงาของเนินทรายที่ทอดยาว
ในความมืดมิดที่สติกำลังจะหลุดลอย เสียงฝีเท้าหนักๆ ของอูฐและเสียงคุยกันด้วยภาษาพื้นเมืองดังแว่วมา ชายกลุ่มหนึ่งในชุดคลุมสีตุ่นที่ดูรุงรังทว่าคล่องแคล่วหยุดอูฐลงเบื้องหน้าร่างที่เกือบจะกลายเป็นซากศพ
“หัวหน้า... มีคนนอนอยู่ตรงนี้ ดูจากผ้าคลุมที่เหลืออยู่... น่าจะเป็นคนจากในเมืองหลวง” ชายร่างผอมคนหนึ่งตะโกนบอก
ชายร่างกำยำที่เป็นหัวหน้ากลุ่ม ซึ่งมีรอยแผลเป็นพาดผ่านดวงตาข้างซ้ายก้าวลงจากหลังอูฐ เขาคือ บาร์คัต อดีตนายทหารมหาดเล็กผู้ซื่อสัตย์ที่ถูกใส่ร้ายว่าเป็นกบฏและถูกเนรเทศออกมาเมื่อหลายปีก่อน เขาใช้ปลายเท้าเขี่ยร่างของซาอีดให้หันมา ก่อนจะชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นใบหน้าของชายหนุ่มชัดๆ
“นี่มัน...” บาร์คัตขยี้ตา แววตาที่เคยแข็งกร้าวสั่นระริก
“เจ้าชายไทมูรย์ ซาอีด คาลิม"
“กบฏอย่างพวกเราจะช่วยสายเลือด ของไอ้สุลต่านทรราชนั่นไปทำไมกันหัวหน้า ปล่อยให้มันตายเฝ้าทะเลทรายนี่แหละสะใจดี” ลูกน้องคนหนึ่งถ่มน้ำลายลงบนพื้นทรายด้วยความแค้นเคืองที่มีต่อราชวงศ์
บาร์คัตนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เขามองเห็นคราบเลือดที่แห้งกรังบนมือของซาอีด เขาไม่รู้คือเลือดของพระมเหสีอมีนาที่ซาอีดผ่านการสูญเสียพระมารดาอย่างทุกข์ทรมาน บาร์คัตจำได้ดีว่าพระมเหสีอมีนาเคยเมตตาครอบครัวของเขาเพียงใดก่อนที่เขาจะถูกเนรเทศ
“ไม่... ชายคนนี้ไม่ใช่เจ้าชายที่เสวยสุขในวังอีกต่อไปแล้ว ดูตาเขาสิแม้จะหลับอยู่แต่ร่องรอยของความแค้นมันลึกซึ้งพอ ๆ กับพวกเรา” บาร์คัตเอ่ยเสียงเข้ม
“ถ้าเขาตาย ความหวังที่จะเห็นอาณาจักรคาลิมเปลี่ยนไปก็จะตายไปกับเขาด้วย เอาน้ำมา เราจะพาเขากลับไปที่หุบเขาอัซฮาร์”
