ตอนที่ 5: เหยียบประตูจวน
ล้อรถม้าบดขยี้ก้อนกรวดจนเกิดเสียงกรอบแกรบก่อนจะหยุดลงสนิท ความโกลาหลของเมืองหลวงที่ดังเซ็งแซ่ตลอดหลายวันที่ผ่านมาพลันเงียบสงัดลงเมื่ออยู่เบื้องหน้าประตูใหญ่สีแดงชาดของจวนกั๋วกง เสิ่นลั่วอิงยังคงนั่งนิ่งอยู่ในเงามืดของตัวรถ กอดโถดินเผาที่บรรจุเถ้ากระดูกไว้แนบอกราวกับเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดในชีวิต
สิบปีที่จากมา ประตูบานนี้ยังคงโอ่อ่าและน่าเกรงขามไม่เปลี่ยน สัตว์มงคลที่สลักเสลาอย่างวิจิตรบนหัวเสาจ้องมองลงมายังผู้มาเยือนด้วยสายตาหยิ่งผยอง เฉกเช่นเดียวกับผู้คนที่อาศัยอยู่ภายใน
เสียงย่ำเท้าดังขึ้นด้านนอก แม่นมเฝิงเปิดม่านรถม้าออกด้วยท่าทีไม่ใคร่จะเต็มใจนัก แสงแดดเจิดจ้าสาดส่องเข้ามาจนเสิ่นลั่วอิงต้องหยีตาลงเล็กน้อย
“ถึงแล้วเจ้าค่ะ คุณหนูใหญ่” น้ำเสียงของแม่นมเฝิงยังคงเจือความกระด้างกระเดื่อง “ท่านกั๋วกงและฮูหยินรอต้อนรับท่านอยู่ด้านหน้า”
เสิ่นลั่วอิงไม่ตอบรับในทันที นางเพียงกวาดสายตามองออกไปเบื้องนอก ภาพของบิดาในชุดขุนนางเต็มยศยืนเคียงข้างสตรีในอาภรณ์หรูหราปรากฏแก่สายตา เสิ่นเจี้ยน หรือเสิ่นกั๋วกง ยังคงมีท่วงท่าสง่างามสมตำแหน่ง ทว่าแววตาที่มองมานั้นกลับว่างเปล่าปราศจากความยินดี ส่วนหลินซื่อ มารดาเลี้ยงของนาง ใบหน้าแต่งแต้มรอยยิ้มอ่อนโยนราวกับเทพธิดา แต่ประกายในดวงตากลับทอแสงเย็นชาจนน่าขนลุก
บ่าวไพร่ยืนเรียงรายเป็นสองแถว ทุกคนก้มหน้าลงต่ำ แต่เสิ่นลั่วอิงสัมผัสได้ถึงสายตาอยากรู้อยากเห็นที่ลอบชำเลืองมองมาเป็นระยะ
นางก้าวลงจากรถม้าอย่างเชื่องช้าแต่หนักแน่น แต่ละย่างก้าวที่เหยียบลงบนพื้นศิลาหน้าจวนราวกับจะประทับรอยแค้นเอาไว้ โถดินเผาในอ้อมแขนถูกกระชับแน่นขึ้น ไอเย็นจากมันซึมซ่านผ่านอาภรณ์เนื้อหยาบเข้ามาสู่ผิวเนื้อ เป็นเครื่องย้ำเตือนถึงคำสัตย์สาบานที่นางให้ไว้กับวิญญาณของชิวเยว่
“ลั่วอิง คารวะท่านพ่อ ท่านแม่” นางย่อกายลงเล็กน้อยตามธรรมเนียม แต่ศีรษะยังคงตั้งตรง น้ำเสียงราบเรียบไร้ระลอกคลื่น
เสิ่นเจี้ยนเพียงพยักหน้ารับเบาๆ คล้ายกับว่าการเอ่ยปากกับบุตรสาวคนนี้เป็นเรื่องที่ลดทอนเกียรติของตนเอง ขณะที่หลินซื่อกลับก้าวเข้ามาใกล้ ทำทีเป็นปัดฝุ่นที่ไม่มีอยู่จริงบนบ่าของนาง
“กลับมาก็ดีแล้วลูกแม่” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงหวานละมุน “ดูสิ เดินทางมาไกลคงจะเหนื่อยแย่ เนื้อตัวมอมแมมไปหมด เข้าไปข้างในเถิด แม่สั่งให้คนเตรียมน้ำอุ่นกับเสื้อผ้าชุดใหม่ไว้ให้แล้ว”
เสิ่นลั่วอิงยืนนิ่งไม่ขยับ ปล่อยให้มือของหลินซื่อสัมผัสตนเองอย่างเสียไม่ได้ “ไม่รบกวนท่านแม่เจ้าค่ะ เรื่องเพียงเท่านี้ ลั่วอิงจัดการเองได้”
สายตาของหลินซื่อเหลือบไปเห็นโถดินเผาในอ้อมแขนของนาง คิ้วเรียวงามขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาดังเดิม “นั่นอะไรกันรึ ดูเก่าซอมซ่อเหลือเกิน ของพรรค์นี้จะนำเข้าจวนได้อย่างไรกัน ช่างไม่เป็นมงคลเสียเลย” นางหันไปพยักพเยิดกับแม่นมชราคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างกาย “ชุ่ยมามา ไปช่วยคุณหนูใหญ่ถือของสิ”
แม่นมชรานามว่าชุ่ยมามา ซึ่งเป็นคนสนิทอีกคนของหลินซื่อก้าวออกมาข้างหน้า นางมีใบหน้าเหี่ยวย่นและแววตาที่ฉายแววดูถูกอย่างไม่ปิดบัง
“คุณหนูใหญ่เจ้าคะ ของไร้ค่าเช่นนี้ให้บ่าวแก่ๆ อย่างข้าจัดการเถิดเจ้าค่ะ มือของท่านมีไว้สำหรับจับพู่กันหรือดีดพิณ ไม่ใช่มาอุ้มของสกปรกเช่นนี้” นางพูดพลางยื่นมือที่หยาบกร้านออกมาหมายจะคว้าโถดินเผาไป
เสิ่นลั่วอิงเบี่ยงตัวหลบเล็กน้อย นัยน์ตาที่เคยสงบนิ่งพลันปรากฏประกายอันตรายวูบหนึ่ง “ของของข้า”
ชุ่ยมามาหน้าเสียไปเล็กน้อยที่ถูกปฏิเสธต่อหน้าคนมากมาย แต่นางเหลือบมองหลินซื่อแล้วเห็นผู้เป็นนายพยักหน้าให้เป็นเชิงสนับสนุน นางจึงยืดอกกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ดังขึ้น “แต่ฮูหยินมีคำสั่งนะเจ้าคะ คุณหนูใหญ่เพิ่งกลับมา อย่าได้ขัดใจท่านฮูหยินเลยเจ้าค่ะ ส่งมันมาให้ข้าเถอะ”
พูดจบนางก็สาวเท้าเข้ามาอีกครั้ง หมายจะใช้กำลังแย่งชิงโถใบนั้นไปจากอ้อมแขนของเสิ่นลั่วอิง
วินาทีนั้นเอง ทุกอย่างก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
เพียะ!!
เสียงฝ่ามือกระทบเนื้อดังก้องไปทั่วบริเวณหน้าจวนจนทุกคนตกตะลึงเงียบกริบ ร่างของชุ่ยมามาเซถลาไปด้านข้าง ก่อนจะล้มลงไปกองกับพื้นอย่างแรง นางยกมือกุมใบหน้าข้างที่ถูกตบด้วยความมึนงงและความเจ็บปวดที่แล่นปราด โลหิตสีแดงสดไหลซึมออกมาจากมุมปาก ปนเปกับเศษฟันสีขาวที่หลุดร่วงออกมาหนึ่งซี่
เสิ่นลั่วอิงยังคงยืนอยู่ที่เดิม ฝ่ามือข้างที่ใช้ตบยังคงค้างอยู่กลางอากาศ นางค่อยๆ ลดมือลงช้าๆ พลางสะบัดเบาๆ ราวกับเพิ่งไปสัมผัสของโสโครกมา
“เจ้าเป็นแค่บ่าว” น้ำเสียงของนางเยียบเย็นราวกับน้ำค้างแข็งยามเหมันต์ “ใครอนุญาตให้เจ้ามาแตะต้องของของข้า”
ความเงียบเข้าปกคลุม บรรดาบ่าวไพร่ต่างก้มหน้าลงต่ำยิ่งกว่าเดิม ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจแรง หลินซื่อหน้าซีดเผือด สลับกับแดงก่ำด้วยความโกรธ นางไม่เคยคาดคิดว่าเด็กสาวที่นางเนรเทศออกไปเมื่อสิบปีก่อนจะกล้ากลับมาหักหน้านางถึงประตูจวนเช่นนี้
“เสิ่นลั่วอิง เจ้า...เจ้ากล้าตบคนของข้าได้อย่างไร” หลินซื่อตวาดลั่น หน้ากากแห่งความเมตตาหลุดลอกออกจนหมดสิ้น เหลือเพียงใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยโทสะ
เสิ่นลั่วอิงหันไปเผชิญหน้ากับมารดาเลี้ยงอย่างไม่เกรงกลัว “คนของท่านแม่ แต่บ่าวผู้นี้กำลังจะแตะต้องของของข้า ข้าเป็นคุณหนูใหญ่แห่งจวนกั๋วกง เป็นว่าที่พระชายาของรุ่ยชินอ๋อง บ่าวไพร่ชั้นต่ำผู้หนึ่งกลับกล้าล่วงเกินข้าต่อหน้าธารกำนัล นี่มิใช่เป็นการเหยียบย่ำเกียรติของจวนกั๋วกงและราชวงศ์หรอกหรือเพคะ”
นางกล่าวเน้นย้ำทุกถ้อยคำอย่างชัดเจน “หรือว่าในจวนแห่งนี้ บ่าวรับใช้มีอำนาจเหนือกว่าผู้เป็นนาย”
“เจ้า” หลินซื่อถึงกับพูดไม่ออก นางกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือ
“บังอาจ”
เสียงคำรามดุจราชสีห์ดังขึ้นจากเสิ่นกั๋วกงที่ยืนเงียบอยู่นาน ใบหน้าของเขาถมึงทึง ดวงตาคมกริบจ้องมองมาที่บุตรสาวราวกับจะแผดเผาให้เป็นจุณ “เจ้าลูกอกตัญญู เพิ่งจะเหยียบเข้าประตูจวนก็สร้างเรื่องเสียแล้ว เจ้าไม่เห็นข้ากับแม่ของเจ้าอยู่ในสายตาเลยใช่หรือไม่ คุกเข่าลงเดี๋ยวนี้”
ไออำนาจของผู้เป็นประมุขของจวนแผ่กระจายออกมากดดันจนบ่าวไพร่รอบข้างตัวสั่นงันงก แต่เสิ่นลั่วอิงกลับยืนนิ่งไม่ไหวติง นางเพียงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มองตอบสายตาเกรี้ยวกราดของบิดาอย่างท้าทาย
“คุกเข่า ข้อหาอะไรหรือเจ้าคะท่านพ่อ ข้อหาที่ข้าสั่งสอนบ่าวที่กำเริบเสิบสาน หรือข้อหาที่ข้ารักษาสมบัติชิ้นสุดท้ายของสหายที่ตายไป”
“ยังจะกล้าต่อปากต่อคำอีก” เสิ่นเจี้ยนโกรธจนตัวสั่น เขาก้าวฉับๆ เข้ามาหาบุตรสาว ง่ามือขึ้นสูง เตรียมจะฟาดลงบนใบหน้างามที่เย็นชาไร้ความรู้สึกนั้น
บรรยากาศพลันตึงเครียดถึงขีดสุด หลินซื่อยกมุมปากขึ้นอย่างสะใจ นางรอคอยที่จะได้เห็นภาพนี้มานานแสนนาน
ทว่าฝ่ามือของเสิ่นกั๋วกงกลับต้องชะงักค้างอยู่กลางอากาศ
เสิ่นลั่วอิงไม่ได้หลบ นางเพียงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาสีนิลของนางจับจ้องเข้าไปในดวงตาของบิดาอย่างไม่หวั่นไหว ริมฝีปากบางคลี่ออกเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่ดูเย้ยหยันมากกว่างดงาม
“ท่านพ่อจะตบข้าหรือเจ้าคะ”
น้ำเสียงของนางแผ่วเบา แต่กลับทรงพลังราวกับค้อนยักษ์ที่ทุบลงกลางใจของผู้ฟังทุกคน
“เชิญเลยเจ้าค่ะ ตบลงมาให้แรงที่สุด ให้ใบหน้าของข้าปรากฏรอยนิ้วมือทั้งห้าของท่านพ่ออย่างชัดเจน” นางเอียงคอน้อยๆ ราวกับเชื้อเชิญ “อีกไม่กี่วัน ข้าก็ต้องเข้าวังเพื่อถวายพระพรไทเฮาในฐานะว่าที่รุ่ยชินหวางเฟย หากบนใบหน้างามๆ ของข้ามีรอยฝ่ามือประทับอยู่ท่านพ่อจะทรงทูลอธิบายต่อเบื้องสูงและรุ่ยชินอ๋องว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ”
คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางวง เสิ่นเจี้ยนพลันชะงักงัน รังสีอำมหิตบนใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นความตกตะลึงระคนเหลือเชื่อ
ใช่แล้วนางไม่ใช่บุตรสาวไร้ค่าที่ถูกทอดทิ้งอีกต่อไปแล้ว บัดนี้นางมีราชโองการค้ำคออยู่ นางคือคนที่ฮ่องเต้ประทานสมรสให้แก่อ๋องปีศาจผู้นั้น ไม่ว่าเขาจะรังเกียจนางเพียงใด แต่ในนามแล้ว นางคือหน้าตาของจวนกั๋วกงและเป็นคนของรุ่ยชินอ๋อง หากนางมีบาดแผลใดๆ บนร่างกายก่อนวันอภิเษก คนที่จะต้องรับผิดชอบก็คือเขาเสิ่นกั๋วกง
อ๋องผู้นั้นขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยมและเอาแน่เอานอนไม่ได้ การล่วงเกินคนของเขาก็ไม่ต่างจากการหยอกเล่นกับพยัคฆ์ร้าย
เสิ่นเจี้ยนรู้สึกราวกับถูกตบหน้าอย่างแรงทั้งที่ฝ่ามือของตนยังไม่ได้สัมผัสผิวของบุตรสาวด้วยซ้ำ ความโกรธแค้นอัดแน่นอยู่ในอกแต่ไม่สามารถระบายออกมาได้ มือที่ง้างค้างอยู่สั่นระริก ก่อนจะค่อยๆ ลดลงอย่างอับจนปัญญา
“ดี...ดีเหลือเกิน” เขาเค้นเสียงลอดไรฟัน จ้องมองเสิ่นลั่วอิงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง “ไปจากบ้านสิบปี ปีกกล้าขาแข็งขึ้นมากสินะ”
เสิ่นลั่วอิงไม่ตอบโต้คำพูดนั้น นางเพียงยืดตัวตรง กอดโถอัฐิไว้ในอ้อมแขนดังเดิม แล้วเดินผ่านร่างของบิดาและมารดาเลี้ยงที่ยืนแข็งทื่อเป็นรูปสลักเข้าไปในประตูจวนอย่างสง่าผ่าเผย โดยไม่แม้แต่จะชายตามองชุ่ยมามาที่ยังคงนอนร้องครวญครางอยู่บนพื้น
นางเหยียบย่างข้ามธรณีประตูสูงใหญ่ เสียงย่ำเท้าของนางก้องกังวานอยู่ในใจของทุกคนที่ได้เห็นเหตุการณ์ในวันนี้
นี่ไม่ใช่การกลับมาของบุตรสาวผู้ถูกทอดทิ้ง แต่เป็นการคืนสู่เหย้าของพญามารในร่างหญิงสาวต่างหากเล่า
เมื่อเดินพ้นจากสายตาของทุกคนแล้ว เสิ่นลั่วอิงก็ผ่อนลมหายใจที่กลั้นไว้เบาๆ นางเดินตรงไปยังทิศทางของเรือนพักที่คุ้นเคยในความทรงจำ แม้จะรกร้างและห่างไกลจากเรือนหลัก แต่นั่นคือที่เดียวที่นางปรารถนาจะไป
นางเดินไปตามทางเดินที่ปูด้วยหินอ่อน ขนาบข้างด้วยสวนสวยที่ได้รับการดูแลอย่างดี แต่ในสายตาของนาง มันกลับเทียบไม่ได้เลยกับป่าเขาลำเนาไพรที่นางจากมา ที่นี่ทุกย่างก้าวล้วนเต็มไปด้วยการเสแสร้งและอันตรายที่ซ่อนเร้น
เสิ่นลั่วอิงหยุดยืนอยู่หน้าเรือนเล็กๆ หลังหนึ่งที่อยู่ท้ายจวนที่สุด มันมีชื่อว่า ‘เรือนเมฆาคล้อย’ ชื่อที่ไพเราะแต่ตำแหน่งที่ตั้งกลับบ่งบอกถึงสถานะของผู้ที่เคยอาศัยอยู่อย่างชัดเจน
นางผลักประตูที่ฝืดเฝือเข้าไป ฝุ่นหนาเตอะลอยคลุ้งขึ้นมาในอากาศ ทว่านางไม่ได้สนใจ นางวางโถอัฐิของชิวเยว่ ลงบนโต๊ะตัวเตี้ยอย่างแผ่วเบาที่สุด
“ชิวเยว่” นางกระซิบ “ข้ากลับมาแล้วนะ”
ตอนที่ 6: ชุดวิวาห์ซ่อนเข็ม
หลายวันผ่านไปนับจากการเผชิญหน้าอันดุเดือดที่หน้าประตูจวน ความขัดแย้งในวันนั้นจบลงด้วยการที่เสิ่นลั่วอิงถูกกักบริเวณอยู่ใน ‘เรือนเมฆาคล้อย’ อันเป็นเรือนพักที่เงียบเชียบและห่างไกลที่สุดในอาณาเขตของจวนกั๋วกง คำสั่งของเสิ่นเจี้ยนที่ดังกึกก้องในวันนั้นถูกความเงียบของนางกลืนกิน ไม่มีผู้ใดยอมเอ่ยถึงว่าสุดท้ายแล้วคุณหนูใหญ่ผู้นี้ได้คุกเข่าลงหรือไม่ เรื่องราวกลับเงียบหายไปราวกับคลื่นลมที่สงบลงอย่างประหลาด
ภายในเรือนที่แทบไม่มีบ่าวรับใช้แวะเวียนมา เสิ่นลั่วอิงกำลังขัดฝักมีดล่าสัตว์ของนางอย่างใจเย็น ผ้าเนื้อหยาบในมือเคลื่อนไหวเป็นจังหวะสม่ำเสมอ แสงแดดยามบ่ายส่องลอดผ่านช่องหน้าต่างที่ผุพังลงมาเป็นลำ จับฝุ่นละอองที่ลอยอยู่ในอากาศให้เห็นเป็นประกาย โถดินเผาใบเล็กที่บรรจุเถ้ากระดูกของชิวเยว่ตั้งอยู่บนโต๊ะข้างกายนางอย่างเงียบงัน
ความสงบถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าหลายคู่ที่ตรงมายังเรือน ประตูถูกผลักเปิดออกโดยไม่ได้รับอนุญาต บ่าวรับใช้หญิงสองคนในอาภรณ์สีเขียวสดใสประคองหีบไม้สลักลายวิจิตรใบใหญ่เข้ามา โดยมีแม่นมอาวุโสผู้หนึ่งเดินตามมาด้วยท่าทีหยิ่งผยอง
“คุณหนูใหญ่เจ้าคะ” แม่นมผู้นั้นกล่าว น้ำเสียงแหลมสูงเสียดแทงแก้วหู “นี่คือชุดวิวาห์พระราชทานที่ฮูหยินใหญ่มีเมตตาสั่งให้คนนำมาให้ท่าน วันมงคลใกล้เข้ามาแล้ว ท่านควรจะลองสวมดูเสียหน่อย”
นางคือแม่นมจาง บ่าวคนสนิทอีกคนของหลินซื่อ ดวงตาของนางกวาดมองสภาพอันซอมซ่อภายในเรือนด้วยความดูแคลน ก่อนจะหยุดลงที่เสิ่นลั่วอิง ซึ่งยังคงนั่งขัดฝักมีดต่อไปราวกับพวกนางเป็นเพียงอากาศธาตุ
“วางไว้ตรงนั้น” เสิ่นลั่วอิงเอ่ยขึ้นในที่สุด เสียงของนางเรียบสนิทไร้ความรู้สึก ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง
แม่นมจางขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ แต่เมื่อนึกถึงคำสั่งของนายหญิง ก็ทำได้เพียงส่งสัญญาณให้บ่าวรับใช้วางหีบลงแล้วเปิดออกอย่างระมัดระวัง
แพรพรรณสีแดงสดราวกับโลหิตที่เพิ่งหลั่งไหลออกจากร่างแผ่ประกายเจิดจ้าออกมาจากหีบ มันคือชุดวิวาห์ที่ปักดิ้นทองเป็นลายหงส์เหินอย่างประณีตงดงาม ทุกฝีเข็มดูไร้ที่ติ บนเนื้อผ้าอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของเครื่องหอมชั้นดี เป็นชุดที่สตรีใดได้เห็นก็ย่อมต้องใจเต้นระรัวด้วยความปรารถนา
“ช่างงดงามเหลือเกินเจ้าค่ะ” บ่าวรับใช้ที่ชื่อชุนเถาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงชื่นชมจอมปลอม “ฮูหยินใหญ่ทรงใส่ใจในตัวคุณหนูใหญ่ยิ่งนัก ถึงกับทรงเลือกสรรผ้าไหมที่ดีที่สุดและช่างปักฝีมือเยี่ยมที่สุดในเมืองหลวงเพื่อการนี้โดยเฉพาะ”
เสิ่นลั่วอิงวางมีดลงในที่สุด นางลุกขึ้นยืนแล้วเดินตรงเข้าไปหาชุดวิวาห์นั้นอย่างเชื่องช้า ดวงตาจับจ้องลวดลายหงส์ที่สยายปีกบนผืนผ้าสีแดงสด แววตาของนางลึกล้ำจนยากจะหยั่งถึง
นางยื่นปลายนิ้วที่ขาวซีดราวกับหยกออกไป สัมผัสเนื้อผ้าอย่างแผ่วเบา มันนุ่มลื่นอย่างที่ควรจะเป็น แต่กลับมีความกระด้างเล็กน้อยซ่อนอยู่ตามแนวตะเข็บด้านในของปกคอเสื้อและปลายแขน กลิ่นหอมที่ฟุ้งกระจายก็แปลกประหลาด มันหอมหวานจนเกินไป ราวกับมีกลิ่นจางๆ ของสมุนไพรบางชนิดที่ถูกกลบเกลื่อนเอาไว้
“ฝีมือปักช่างน่าทึ่ง” เสิ่นลั่วอิงพึมพำขณะไล้นิ้วไปตามลายปักดิ้นทอง “ข้าไม่เคยเห็นงานที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้มาก่อนเลย ชุนเถา เจ้าเข้ามาใกล้ๆ ให้ข้าดูฝีมือการปักของเจ้าหน่อยสิ”
ชุนเถาชะงักไปครู่หนึ่ง แต่เมื่อเห็นว่าคุณหนูใหญ่ดูเหมือนจะหลงใหลในความงามของชุด ก็ยิ้มอย่างประจบแล้วก้าวเข้าไปหา “บ่าวไหนเลยจะมีฝีมือเช่นนี้เจ้าคะ นี่เป็นผลงานของ”
ฉับพลันนั้น ปลายนิ้วของเสิ่นลั่วอิงที่ไล้อยู่บนปกเสื้อก็ชะงักกึก สีหน้าของนางยังคงเรียบเฉย แต่นัยน์ตากลับฉายแววเยียบเย็นขึ้นมาวูบหนึ่ง นางพลิกปกคอเสื้อขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นปลายแหลมของเข็มเล่มจิ๋วที่ซ่อนอยู่ในตะเข็บอย่างแนบเนียน มันเล็กและบางเสียจนแทบมองไม่เห็นหากไม่สังเกตอย่างละเอียด
และไม่ได้มีเพียงเล่มเดียว ตลอดแนวปกเสื้อและปลายแขนทั้งสองข้าง ถูกซ่อนไว้ด้วยเข็มอาบยาพิษนับสิบเล่ม
“ในชุดมงคล กลับมีของอัปมงคลซ่อนอยู่รึ” น้ำเสียงของนางเปลี่ยนไปทันที มันเยือกเย็นลงจนบ่าวรับใช้ทั้งสามคนรู้สึกเสียวสันหลังวาบ
“คุณหนูใหญ่พูดเรื่องอันใดกันเจ้าคะ” แม่นมจางรีบปฏิเสธเสียงแข็ง “ชุดวิวาห์พระราชทาน จะมีของเช่นนั้นได้อย่างไร”
“โอ้” เสิ่นลั่วอิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก แต่เป็นรอยยิ้มที่น่าขนลุก “ข้าคงตาฝาดไปเองกระมัง”
นางหันไปมองชุนเถาที่หน้าซีดเผือดลงเล็กน้อย “ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนที่ข้าจะสวมใส่จริงในวันงาน เจ้าก็ลองสวมชุดนี้ให้ข้าชมเป็นขวัญตาก่อนเถิด”
คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางวง ชุนเถาตัวแข็งทื่อทันที เหงื่อเม็ดเล็กผุดขึ้นเต็มหน้าผาก “บะ บ่าวเป็นเพียงคนชั้นต่ำ จะอาจเอื้อมสวมชุดวิวาห์ของคุณหนูได้อย่างไรเจ้าคะ ไม่ได้เด็ดขาดเจ้าค่ะ”
“ข้าสั่ง” เสิ่นลั่วอิงเอ่ยเพียงสองคำสั้นๆ แต่น้ำหนักของมันกดทับลงบนบ่าของทุกคนในห้องจนแทบหายใจไม่ออก นางหันไปหยิบมีดล่าสัตว์ที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาถือไว้ในมืออย่างสบายๆ กรีดปลายนิ้วลงบนคมมีดเบาๆ ราวกับกำลังเล่นของเล่นชิ้นโปรด
“หรือว่า” นางลากเสียงยาว ดวงตาจับจ้องไปที่ชุนเถาอย่างไม่วางตา “ในชุดนี้มีสิ่งใดที่เจ้าก็รู้ดีว่าไม่ควรกระนั้นรึ”
“มะ ไม่มีนะเจ้าคะ ไม่มีจริงๆ” ชุนเถาคุกเข่าลงกับพื้นทันที ตัวสั่นเทาอย่างรุนแรง “บ่าวไม่กล้า บ่าวไม่กล้าจริงๆ เจ้าค่ะ”
แม่นมจางเห็นท่าไม่ดีจึงรีบออกตัว “คุณหนูใหญ่ ท่านอย่าได้ทำให้เป็นเรื่องใหญ่เลยเจ้าค่ะ ชุนเถาเป็นบ่าวต่ำต้อย หากสวมชุดมงคลนี้แล้วจะเป็นเสนียดเอาได้นะเจ้าคะ”
“เสนียดรึ” เสิ่นลั่วอิงหัวเราะในลำคอเสียงเบา “คนของหลินซื่อที่นำของมาให้ข้า มีสิ่งใดที่ไม่เป็นเสนียดบ้าง”
นางก้าวเข้าไปหาชุนเถาที่คุกเข่าอยู่ ย่อตัวลงจนใบหน้าของทั้งสองอยู่ในระดับเดียวกัน “ข้าจะให้โอกาสเจ้าอีกครั้ง สวมมันซะ หรือจะให้ข้าเป็นคนสวมให้เจ้าเอง”
ไอสังหารที่มองไม่เห็นแผ่ออกมาจากร่างของเสิ่นลั่วอิง มันหนักอึ้งและเย็นยะเยือกจนทำให้แม่นมจางและบ่าวอีกคนถึงกับก้าวถอยหลังไปโดยไม่รู้ตัว ชุนเถาเงยหน้าขึ้นมองเข้าไปในดวงตาของเสิ่นลั่วอิง แล้วสิ่งที่นางเห็นก็คือความว่างเปล่าอันน่าสะพรึงกลัว ราวกับกำลังจ้องมองลงไปในบ่อน้ำลึกที่ไร้ก้น
“ข้า ข้า” ชุนเถาสิ้นหวัง นางรู้ดีว่าหากปฏิเสธจุดจบก็คงไม่ต่างกัน
เสิ่นลั่วอิงไม่รอคำตอบอีกต่อไป นางส่งสัญญาณไปยังบ่าวหญิงอีกคนที่ยืนตัวแข็งอยู่ “จับนางขึ้นมา แล้วสวมชุดนี้ให้นาง”
บ่าวคนนั้นลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่เมื่อสบเข้ากับสายตาคมปลาบของเสิ่นลั่วอิง นางก็รีบพยักหน้ารับแล้วเข้าไปลากตัวชุนเถาให้ลุกขึ้นยืน แม่นมจางพยายามจะเข้ามาขวาง แต่เสิ่นลั่วอิงเพียงแค่ยกมีดในมือขึ้นชี้ไปที่คอนางเท่านั้น แม่นมจางก็ถึงกับหยุดชะงักหน้าซีดเป็นไก่ต้ม ไม่กล้าขยับเขยื้อนอีกต่อไป
บ่าวหญิงผู้นั้นกับเสิ่นลั่วอิงช่วยกันถอดเสื้อผ้าชั้นนอกของชุนเถาออก แล้วจึงสวมชุดวิวาห์สีแดงสดทับลงไป ชุนเถาดิ้นรนขัดขืนอย่างสุดชีวิต น้ำตาไหลพรากปนเปไปกับเสียงร้องสะอื้นที่ถูกกดให้แผ่วเบา
“อย่าเจ้าค่ะ คุณหนูใหญ่ ได้โปรดไว้ชีวิตบ่าวด้วย”
แต่เสิ่นลั่วอิงกลับไม่สนใจเสียงอ้อนวอนนั้น นางจับแขนเสื้อข้างหนึ่งแล้วกระตุกขึ้นอย่างแรง
เคร้ง
เสียงโลหะกระทบกันแผ่วเบาดังขึ้นพร้อมกับเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของชุนเถา ปลายเข็มที่ซ่อนอยู่ในตะเข็บทิ่มแทงเข้าไปในผิวเนื้อของนางทันที
“อ๊ะ” ชุนเถาสะดุ้งสุดตัว นางรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกชาที่แล่นริ้วไปทั่วแขน
“ดูสิ ในที่สุดก็เจอแล้ว” เสิ่นลั่วอิงกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ของอัปมงคลที่เจ้าว่าไม่มี”
นางลงมืออย่างรวดเร็วและเด็ดขาด จับแขนอีกข้างและปกคอเสื้อกระชากเข้าหาตัวชุนเถาอย่างแรง เข็มทุกเล่มที่ซ่อนไว้พร้อมใจกันทิ่มลึกลงไปในผิวเนื้อของบ่าวผู้โชคร้าย โลหิตสีแดงเข้มซึมออกมาเป็นจุดๆ บนอาภรณ์สีแดงสด กลืนหายไปกับสีของผ้าอย่างแนบเนียน
“อ๊ากกก” ชุนเถากรีดร้องออกมาอย่างสุดเสียง แต่แล้วเสียงของนางก็เริ่มขาดห้วง ลิ้นแข็งขึ้นจนพูดไม่เป็นคำ
นางเริ่มรู้สึกชาไปทั้งตัว ความรู้สึกเหมือนถูกมดนับพันตัวไต่ยั้วเยี้ยไปทั่วร่างก่อนที่ความรู้สึกทั้งหมดจะค่อยๆ หายไป แขนนางหนักอึ้งราวกับหิน ขาทั้งสองข้างไร้เรี่ยวแรงจนทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น ดวงตาของนางเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด นางพยายามจะพูด แต่มีเพียงเสียงอู้อี้ออกมาจากลำคอ
เสิ่นลั่วอิงเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะตามเดิม ยกถ้วยชาที่เย็นชืดขึ้นจิบอย่างสงบ นางมองภาพตรงหน้าราวกับกำลังชมละครฉากหนึ่ง
“ยาชาที่ผสมกับพิษบุปผาอสรพิษ” นางเอ่ยขึ้นลอยๆ “ออกฤทธิ์ได้รวดเร็วนัก เริ่มจากทำให้ร่างกายชาและเป็นอัมพาต จากนั้นพิษจะค่อยๆ แล่นเข้าสู่หัวใจ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจหยุดทำงานในที่สุด เป็นการตายที่ทรมานทว่าเงียบเชียบ เพราะเหยื่อจะกรีดร้องไม่ได้แม้แต่คำเดียว”
แม่นมจางและบ่าวอีกคนยืนตัวสั่นงันงกอยู่ที่มุมห้อง ใบหน้าขาวซีดไร้สีเลือด พวกนางมองชุนเถาที่นอนชักกระตุกอยู่บนพื้นด้วยความสยดสยอง ร่างของนางบิดเกร็ง ดวงตาเหลือกขึ้นจนเห็นแต่ตาขาว ฟองน้ำลายไหลฟูมปาก ก่อนที่ทุกอย่างจะหยุดนิ่ง ลมหายใจของนางสิ้นสุดลงแล้ว แต่ดวงตาคู่นั้นยังคงเบิกโพลง จ้องมองเพดานอย่างว่างเปล่า
ความเงียบอันน่าอึดอัดเข้าปกคลุมเรือนทั้งหลัง มีเพียงเสียงลมหายใจที่สั่นระรัวของบ่าวรับใช้สองคนที่ยังเหลือรอด
เสิ่นลั่วอิงวางถ้วยชาลงเบาๆ “พวกเจ้าสองคน จัดการเก็บกวาดให้เรียบร้อย แล้วกลับไปบอกนายของพวกเจ้าด้วยว่า ของขวัญชิ้นนี้ ข้ารับไว้ด้วยความซาบซึ้งใจยิ่งนัก”
นางมองไปยังศพของชุนเถาที่นอนแน่นิ่งในชุดวิวาห์สีเลือด “ส่วนชุดนี้ ก็ยกให้นางไปใส่ในปรโลกเถิด ถือเป็นน้ำใจจากข้า”
เช้าวันอภิเษกสมรสมาถึง ท้องฟ้าปลอดโปร่งไร้เมฆหมอก บรรยากาศในจวนกั๋วกงกลับเต็มไปด้วยความตึงเครียดและอึมครึม ขบวนเกี้ยวเจ้าสาวแปดคนหามสีแดงสดพร้อมด้วยวงดนตรีมงคลจอดรออยู่ที่หน้าประตูใหญ่แล้ว แต่เงาของเจ้าสาวก็ยังไม่ปรากฏ
หลินซื่อยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มคน มองไปยังทิศทางของเรือนเมฆาคล้อยด้วยสายตาเคร่งเครียด คืนที่ผ่านมาหลังจากแม่นมจางกลับมารายงานเรื่องที่เกิดขึ้น นางก็แทบจะล้มทั้งยืนด้วยความโกรธและความกลัว นางไม่คาดคิดว่าเด็กสาวที่ถูกทิ้งขว้างไปสิบปีจะกลายเป็นอสรพิษร้ายกาจถึงเพียงนี้
ขณะที่ทุกคนเริ่มกระซิบกระซาบกันด้วยความสงสัย ประตูของเรือนเหมันต์โรยก็เปิดออกช้าๆ
ร่างระหงในอาภรณ์สีแดงเพลิงก้าวออกมาอย่างมั่นคง ผมดำขลับถูกรวบขึ้นเป็นมวยสูง ประดับด้วยปิ่นทองรูปหงส์สยายปีกอย่างเรียบง่าย ทว่ากลับขับให้ลำคอระหงของนางดูโดดเด่น ใบหน้าถูกแต่งแต้มอย่างบางเบา ริมฝีปากแดงระเรื่อขับให้ผิวของนางดูขาวผ่องราวกับหิมะแรก
เสิ่นลั่วอิงในชุดวิวาห์ที่นางเตรียมไว้เอง งดงามสง่าจนทุกคนที่ได้เห็นต่างหยุดหายใจไปชั่วขณะ ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือในอ้อมแขนของนาง คือโถดินเผาใบนั้น
นางเดินผ่านทุกคนไปอย่างไม่แยแส ไม่แม้แต่จะชายตามองบิดาหรือแม่เลี้ยงที่ยืนหน้าถอดสีอยู่ นางก้าวขึ้นไปบนเกี้ยวเจ้าสาวด้วยท่วงท่าที่สง่างามราวกับพญาหงส์
ม่านเกี้ยวถูกปล่อยลง ปิดบังร่างของนางจากสายตาทุกคู่
“ออกเดินทาง” เสียงของผู้ดูแลขบวนแห่ดังขึ้น เป็นสัญญาณให้การเดินทางสู่ตำหนักรุ่ยอ๋องได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
