บทย่อ
นางคือ ‘เสิ่นลั่วอิง’ บุตรีคนโตผู้มีดวงอัปมงคลแห่งจวนกั๋วกง ถูกทอดทิ้งให้ดิ้นรนเอาชีวิตรอดในชนบทแสนกันดาร จนกระทั่งถึงวัยปักปิ่น ขบวนเกี้ยวสีแดงสดก็มารับตัวนางกลับเมืองหลวง ไม่ใช่เพื่อเชิดชูเกียรติ แต่เพื่อบังคับให้นางเป็นตัวตายตัวแทน เข้าพิธีวิวาห์กับ ‘ชินอ๋อง’ ทรราชผู้เหี้ยมโหดที่แม้แต่ฮ่องเต้ยังต้องหวาดระแวง ในเมื่อจวนกั๋วกงเน่าเฟะจนถึงขั้นบีบคั้นและพรากชีวิตคนสำคัญของนางไป นางก็จะขอลบความเป็นมนุษย์ทิ้ง แล้วตอบแทนความแค้นนี้อย่างสาสม การแต่งงานกับทรราชผู้ฆ่าคนเป็นผักปลาผู้นี้ คือหนทางเดียวที่จะมอบอำนาจให้นางใช้บดขยี้จวนกั๋วกงให้แหลกลาญ ทว่าบุรุษผู้มีรอยยิ้มอาบเลือดผู้นั้น กลับเป็นชายปริศนาในอดีตที่นางเคยพบเจอ และเป็นผู้ที่พรากความบริสุทธิ์ไปจากนาง เขาคือปีศาจร้ายที่แสนอันตราย แต่กลับยินดีคุกเข่าแทบเท้านาง พร้อมแปรเปลี่ยนตนเองเป็นอาวุธสังหารที่คมกริบที่สุด เพื่อแลกกับการได้ครอบครองร่างกายและหัวใจของนางแต่เพียงผู้เดียว เมื่อ ‘นางร้าย’ ผู้มีหัวใจด้านชา จับมือกับ ‘ทรราช’ ที่คลั่งรักอย่างไร้ศีลธรรม... นรกบนดินจึงได้เริ่มต้นขึ้น!
ตอนที่ 1: ชีวิตที่ถูกทิ้งขว้าง
ลมสารทฤดูพัดกรรโชกราวกับใบมีดบาดผิว ป่าเขารอบนอกเมืองหลวงที่เคยเขียวชอุ่มบัดนี้เหลือเพียงสีเหลืองโรยราของใบไม้แห้งและกิ่งก้านอัปลักษณ์
เสิ่นลั่วอิงคุกเข่าอยู่บนพื้นดินเย็นเฉียบ นิ้วเรียวยาวแต่หยาบกร้านของนางเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว กรีดมีดสั้นคมกริบลงบนร่างกระต่ายป่าที่สิ้นใจไปแล้วอย่างแม่นยำ
เลือดสด ๆ ไหลซึมลงสู่ผืนดินแห้งแตก กลิ่นคาวคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นไอดินชื้น ๆ ชิวเยว่ที่ยืนตัวสั่นอยู่ข้าง ๆ ดึงเสื้อผ้าเนื้อหยาบที่ปะชุนนับครั้งไม่ถ้วนให้กระชับขึ้น นางมองภาพนายหญิงของตนกำลังชำแหละซากสัตว์ด้วยสายตาที่ทั้งชื่นชมและหวาดหวั่นระคนกัน
“คุณหนูเจ้าคะ ลมแรงขึ้นทุกวัน อีกไม่นานหิมะคงจะตกแล้ว” เสียงของนางแฝงความกังวล “ฟืนที่เราเก็บไว้ อาจจะไม่พอใช้ข้ามฤดูหนาวนี้”
เสิ่นลั่วอิงไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง นางยังคงมีสมาธิอยู่กับการแล่หนังกระต่ายออกจากเนื้ออย่างประณีต ทุกท่วงท่าล้วนมั่นคงและไร้ความลังเล “ถ้าไม่พอ ก็ค่อยเข้าไปในป่าลึกอีกหน่อย”
น้ำเสียงของนางราบเรียบราวกับผืนน้ำในบ่อน้ำไร้ลม ไม่มีความยินดียินร้ายใด ๆ ในนั้น
“แต่ในป่าลึกมีสัตว์ดุร้ายนะเจ้าคะ”
“สัตว์ร้ายยังน่ากลัวน้อยกว่าใจคน” นางตอบสั้น ๆ ก่อนจะโยนหนังกระต่ายที่ไร้ตำหนิให้ชิวเยว่ “เอาไปฟอกให้ดี ผืนนี้คงจะขายได้ราคา”
ชิวเยว่รับหนังกระต่ายมาถือไว้พลางถอนหายใจยาว นางมองกระท่อมซอมซ่อที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลแล้วอดรู้สึกสิ้นหวังไม่ได้ นี่หรือคือชีวิตของคุณหนูใหญ่แห่งจวนกั๋วกง ถูกทอดทิ้งให้อยู่ในเรือนเล็ก ๆ ท้ายจวนตั้งแต่เกิด พออายุได้เจ็ดขวบก็ถูกส่งมายังเรือนพักในชนบทแห่งนี้พร้อมกับสาวใช้เช่นนางเพียงคนเดียว ด้วยเหตุผลที่ว่าดวงชะตาของนางเป็นภัยต่อตระกูล
สิบปีแล้วที่พวกนางต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดเยี่ยงขอทาน คุณหนูผู้สูงศักดิ์ของนางต้องเรียนรู้วิธีวางกับดักสัตว์ ขุดสมุนไพรป่า แม้กระทั่งการชำแหละเนื้อที่น่าสยดสยองเหล่านี้เพื่อประทังชีวิต ความเป็นคุณหนูในห้องหอเลือนหายไปนานแล้ว เหลือเพียงสตรีที่จิตใจด้านชาและสายตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็งพันปี
เมื่อกลับถึงกระท่อมที่แทบจะกันลมไม่ได้ เสิ่นลั่วอิงจัดการล้างเนื้อกระต่ายส่วนหนึ่งเตรียมทำเป็นอาหารเย็น ส่วนที่เหลือก็หมักเกลือแขวนไว้รมควันเพื่อเก็บไว้เป็นเสบียง ขณะที่ชิวเยว่กำลังก่อไฟในเตาดินเก่า ๆ พลันมีเสียงฝีเท้าม้าและล้อรถบดเบียดมาตามทางดินขรุขระจากที่ไกล ๆ
เสียงนั้นดังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ชัดเจนขึ้นทุกขณะจนน่าตกใจ ที่นี่เป็นที่รกร้างห่างไกลผู้คน ปกติแล้วแม้แต่ชาวบ้านธรรมดาก็แทบไม่ย่างกรายเข้ามา
ชิวเยว่หน้าซีดเผือด นางรีบวิ่งไปแอบดูที่รอยแตกของประตูไม้ผุพัง “คุณหนู มะ... มีคนมาเจ้าค่ะ เป็นขบวนรถม้า ดูหรูหรามาก มีทหารคุ้มกันด้วย”
เสิ่นลั่วอิงเพียงแค่ชะงักมือที่กำลังสับกระดูกกระต่ายไปชั่วครู่ แววตาของนางวูบไหวเล็กน้อยก่อนจะกลับมาสงบนิ่งดังเดิม นางวางมีดลง เช็ดมือกับผ้าขี้ริ้วข้างตัว แล้วเดินไปยืนอยู่กลางห้องอย่างสงบ รอคอยการมาเยือนของแขกที่ไม่ได้รับเชิญ
ไม่นานนัก เสียงอึกทึกก็มาหยุดลงที่หน้ากระท่อม ร่างของพ่อบ้านวัยกลางคนจากจวนกั๋วกงก้าวลงจากรถม้า เขากวาดสายตามองกระท่อมผุพังด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์อย่างไม่ปิดบัง ตามหลังเขามาคือทหารองครักษ์อีกสี่นาย
ประตูที่แทบจะหลุดจากบานพับถูกผลักเปิดออกโดยไม่ได้รับอนุญาต
“คุณหนูใหญ่” พ่อบ้านจากจวนเสิ่นประสานมือคารวะอย่างขอไปที น้ำเสียงไร้ซึ่งความเคารพ “นายท่านมีคำสั่งให้มารับท่านกลับเมืองหลวงโดยด่วน”
ชิวเยว่เบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนกปนเปกับความหวังริบหรี่ หรือว่าในที่สุดสวรรค์ก็มีตา ท่านกั๋วกงนึกถึงคุณหนูแล้ว
เสิ่นลั่วอิงยืนนิ่งไม่ไหวติง ใบหน้าเรียบเฉยไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ “กลับเมืองหลวง สิบปีมานี้จวนกั๋วกงลืมเลือนไปแล้วมิใช่หรือว่ามีข้าอยู่บนโลกใบนี้ เหตุใดจู่ ๆ จึงมารับตัวข้ากลับไป”
พ่อบ้านแค่นเสียงในลำคอ เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย “นับเป็นวาสนาของคุณหนูใหญ่แล้ว จวนกั๋วกงได้รับเทียบเชิญมงคล นายท่านและฮูหยินตัดสินใจให้ท่านเป็นตัวแทนของตระกูลเสิ่น... ในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า ท่านจะต้องเข้าพิธีอภิเษกสมรส แต่งเข้าจวนเป็นพระชายาเอกของรุ่ยชินอ๋องจ้าวอู๋จี้”
สิ้นเสียงประกาศิต โลกทั้งใบของชิวเยว่ราวกับพังทลายลงมา นางอ้าปากค้าง ตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาปเป็นหิน รุ่ยชินอ๋อง จ้าวอู๋จี้ อ๋องทรราชผู้นั้นน่ะหรือ
ข่าวลือเกี่ยวกับความโหดเหี้ยมอำมหิตของเขากระฉ่อนไปทั่วทั้งแผ่นดิน ว่ากันว่าเขาฆ่าคนเป็นผักปลา สังหารขุนนางที่ไม่พอใจกลางท้องพระโรง ทรมานศัตรูด้วยวิธีการที่วิปริตผิดมนุษย์ที่สุด ชายาองค์ก่อน ๆ ของเขาก็ล้วนมีจุดจบที่น่าสยดสยอง บ้างก็เสียสติ บ้างก็ตายอย่างปริศนาภายในคืนเข้าหอ
นี่ไม่ใช่การแต่งงานประทานพร แต่เป็นการส่งไปตายชัด ๆ
น้ำตาของชิวเยว่ไหลพรากอาบสองแก้ม “ไม่... ไม่จริง คุณหนู” นางคลานเข้าไปหาเสิ่นลั่วอิง เขย่าแขนนายสาวของตนอย่างบ้าคลั่ง “ไม่ได้นะเจ้าคะ ท่านอ๋องผู้นั้นคือปีศาจ จวนกั๋วกงกำลังจะผลักท่านลงไปในกองไฟนะเจ้าคะ”
พ่อบ้านตวัดสายตาเย็นชามายังชิวเยว่ “บังอาจ ทาสชั้นต่ำเช่นเจ้ากล้าวิจารณ์การตัดสินใจของนายท่านรึ อยากถูกโบยจนตายหรืออย่างไร”
ชิวเยว่สะดุ้งสุดตัวและก้มหน้าลงสะอื้นไห้จนตัวโยน ทำได้เพียงพึมพำว่า “คุณหนูของข้าช่างน่าสงสาร”
ท่ามกลางความโกลาหลและความสิ้นหวังนั้น มีเพียงเสิ่นลั่วอิงที่ยังคงนิ่งสงบ นางไม่ได้ร่ำไห้ฟูมฟาย ไม่ได้กรีดร้องอย่างเสียสติ นางค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น สายตาอันว่างเปล่าของนางกวาดผ่านใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งของพ่อบ้าน ไปจนถึงความเฉยเมยของเหล่าทหาร
นางรับรู้ได้ทันที... ทุกอย่างกระจ่างแจ้งในบัดดล
เสิ่นรั่วซี น้องสาวต่างมารดาของนาง คือหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง เป็นไข่มุกในอุ้งมือของท่านพ่อและฮูหยินใหญ่ เป็นที่หมายปองของเหล่าคุณชายสูงศักดิ์ทั่วแผ่นดิน นางผู้มีอนาคตสดใสราวกับดวงตะวัน จะแต่งให้กับอ๋องทรราชที่มีชื่อเสียงเน่าเหม็นเช่นนั้นได้อย่างไร
การแต่งงานครั้งนี้ จวนกั๋วกงย่อมไม่มีทางส่งไข่มุกเม็ดงามของพวกเขาไปตาย จึงต้องรีบนึกถึงบุตรีอัปมงคลเช่นนาง เพื่อดึงกลับไปเป็นแพะรับบาป
เฮอะ... ส่งข้าไปตายแทนน้องสาวผู้เป็นดั่งแก้วตาดวงใจของพวกเจ้างั้นรึ ช่างเป็นแผนการที่ยอดเยี่ยมเสียจริง
ทันใดนั้น เสียงหัวเราะแผ่วเบาก็หลุดออกมาจากริมฝีปากของเสิ่นลั่วอิง
มันเป็นเสียงหัวเราะที่แหบพร่าและเย็นเยียบจนน่าขนลุก ไม่มีความขบขันแม้แต่น้อย มีแต่ความเย้ยหยันและสมเพชเวทนาในความหน้าไม่อายของจวนกั๋วกง
พ่อบ้านขมวดคิ้วแน่น “คุณหนูใหญ่ ท่านหัวเราะอะไร นี่เป็นคำสั่งเด็ดขาดของนายท่าน ท่านไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ”
เสิ่นลั่วอิงไม่ตอบ นางยังคงหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ยืดแผ่นหลังขึ้น กิริยาของนางสง่างามอย่างน่าประหลาด ไม่เหมือนหญิงชาวบ้านที่คลุกฝุ่นดินมาตลอดสิบปี แต่เหมือนคุณหนูสูงศักดิ์ที่ถูกเก็บซ่อนไว้ในเงามืด
นางแค่นยิ้มที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไร้ความอบอุ่นใด ๆ “กลับไปเรียนท่านพ่อด้วยเถิด... ว่าบุตรีอกตัญญูผู้นี้ซาบซึ้งในความรักของท่านยิ่งนัก ได้รับเกียรติให้ไปตายแทนน้องสาว นับเป็นวาสนาของข้าโดยแท้ แต่ข้ายังมีเรื่องต้องจัดการหลายอย่าง อีกหนึ่งเดือนข้างหน้าข้าจะกลับไปเอง”
คำพูดนั้นราวกับมีดที่กรีดแทงเปิดโปงความจริงออกมา พ่อบ้านสะดุ้งโหยง เงยหน้าขึ้นมองนางด้วยความตกใจสุดขีด ไม่คิดว่าคุณหนูใหญ่ที่ถูกทอดทิ้งจนแทบจะถูกลืมเลือนไปแล้วผู้นี้ จะมองทะลุแผนการทุกอย่างได้ในทันที เขารีบหลบสายตาวูบ ไม่กล้าสู้หน้ากับนางอีก
เสิ่นลั่วอิงไม่สนใจคนเหล่านั้นอีกต่อไป นางหันกลับมาประคองชิวเยว่ที่ยังคงตัวสั่นเทาอยู่บนพื้นให้ลุกขึ้นยืน “ชิวเยว่ ปิดประตู”
“คะ... คุณหนู”
ชีวิตที่ถูกทอดทิ้ง ณ ที่แห่งนี้ได้จบสิ้นลงแล้ว แต่เบื้องหน้านั้นคือขุมนรกแห่งใหม่ที่กำลังอ้าแขนรอนางอยู่ จวนกั๋วกงส่งนางไปตาย แต่หารู้ไม่ว่าพวกเขากำลังปลดปล่อยปีศาจร้ายที่ถูกจองจำมานานนับสิบปีให้กลับคืนสู่เมืองหลวงต่างหาก
เสิ่นลั่วอิงเดินกลับเข้าไปในส่วนที่ใช้เป็นห้องนอนของกระท่อม แววตาฉายประกายอำมหิตที่ไม่มีผู้ใดเคยเห็นมาก่อน อีกหนึ่งเดือนนางจะกลับไปทวงคืนทุกอย่าง...
