บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 4: เถ้ากระดูกและรอยแค้น

ณ ชายป่าด้านหลังกระท่อมที่ถูกทิ้งร้าง

เปลวเพลิงสีส้มแดงลุกโชนขึ้นสู่ท้องฟ้า ควันสีเทาพวยพุ่งม้วนตัวเป็นเกลียวราวกับวิญญาณที่กำลังร่ำลา เสิ่นลั่วอิงในอาภรณ์ผ้าป่านสีขาวเรียบง่ายนั่งคุกเข่าอยู่หน้ากองฟืนที่ลุกไหม้ บนกองฟืนนั้นคือร่างที่ถูกห่อด้วยผ้าผืนสุดท้ายของชิวเยว่

นางมิได้หลั่งน้ำตาสักหยด ความโศกเศร้าได้ถูกแปรเปลี่ยนเป็นความแค้นที่สลักลึกลงในจิตวิญญาณ นางใช้เวลาสองวันเต็มในการขุดหลุมฝังศพพวกนักฆ่าด้วยมือเปล่าจนเล็บฉีกขาด ก่อนจะใช้เวลาอีกสามวันจัดเตรียมพิธีศพที่เรียบง่ายที่สุดทว่าเปี่ยมด้วยความเคารพให้กับสาวใช้ผู้ภักดี

กระท่อมซอมซ่อถูกนางจุดไฟเผาจนวอดวาย ทุกสิ่งทุกอย่างที่เชื่อมโยงกับชีวิตสิบปีที่ผ่านมาถูกกลืนกินไปในกองเพลิง เหลือเพียงความทรงจำที่นางจะไม่มีวันลืม

เสียงเปลวไฟที่ลุกปะทุเป็นเพื่อนเพียงหนึ่งเดียวของนางในยามนี้ นางจ้องมองมันนิ่งนาน จนกระทั่งฟืนมอดไหม้กลายเป็นถ่าน แสงสุดท้ายริบหรี่ลงพร้อมกับดวงอาทิตย์ที่ลับขอบฟ้า

เสิ่นลั่วอิงรอจนเถ้าถ่านเย็นสนิท จึงค่อยๆ ใช้สองมือบรรจงเก็บอัฐิของชิวเยว่ใส่ลงในโถดินเผาใบเล็กที่นางปั้นขึ้นเอง ความอุ่นจางๆ ที่ปลายนิ้วสัมผัสคือสิ่งสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ของคนที่เคยอยู่เคียงข้างนางมาตลอดสิบปี

“ข้าจะพาเจ้ากลับเมืองหลวงด้วยกัน” นางกระซิบกับโถดินเผา น้ำเสียงแหบพร่าแต่หนักแน่น “ไปดูจุดจบของพวกมัน”

ก่อนจะจากไป นางเดินลึกเข้าไปในป่าอีกครั้ง ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ซึ่งมีรากชอนไชไปทั่วพื้นดิน นางขุดเอารากของพืชมีพิษชนิดหนึ่งซึ่งนางรู้จักดี มันคือ ‘เถาวัลย์สลายใจ’ พิษของมันไม่ร้ายแรงถึงตายในทันที แต่จะค่อยๆ กัดกินอวัยวะภายใน ทำให้ผู้ได้รับพิษเจ็บปวดทุรนทุรายราวกับถูกหนอนนับพันตัวชอนไชร่างกายจากภายในเป็นเวลาหลายวันก่อนจะสิ้นใจ

นางหั่นรากไม้เป็นชิ้นเล็กๆ ตากแดดจนแห้งสนิท แล้วบดเป็นผงละเอียดราวกับฝุ่น บรรจุลงในถุงผ้าเล็กๆ เหน็บไว้ข้างเอวอย่างมิดชิด

อีกสองวันถัดมา รถม้าคันหรูหราของจวนกั๋วกงก็เดินทางมาถึง ที่หมายไม่ใช่การต้อนรับคุณหนูใหญ่กลับบ้านอย่างสมเกียรติ แต่เป็นการคุมตัวนางไปเข้าพิธีอภิเษกสมรส

ผู้ที่ลงจากรถม้าคือแม่นมเฝิง หญิงชราหน้าตาเหี่ยวย่นแต่แววตาแฝงความร้ายกาจ นางเป็นคนสนิทของหลินซื่อ ตามมาด้วยบ่าวรับใช้ชายหญิงอีกเกือบสิบคน แต่ละคนล้วนมีท่าทีหยิ่งผยอง

“คุณหนูใหญ่” แม่นมเฝิงเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงกระด้าง ปรายตามองสภาพของเสิ่นลั่วอิงตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยความดูแคลน “ฮูหยินส่งบ่าวมาเชิญท่านกลับจวน รีบเก็บข้าวของแล้วขึ้นรถม้าได้แล้ว อย่าทำให้พวกเราเสียเวลา”

เสิ่นลั่วอิงเหลือบมองนางอย่างเฉยเมย ในมือนางกอดโถดินเผาใบเล็กไว้แนบอก “ของของข้ามีเพียงเท่านี้”

แม่นมเฝิงเลิกคิ้ว มองโถดินเผาด้วยความรังเกียจ “นั่นมันอะไรกัน สกปรกสิ้นดี ทิ้งมันไปซะ”

“นี่คือเถ้ากระดูกของชิวเยว่”

คำตอบของนางทำให้ทุกคนชะงักไปครู่หนึ่ง แม่นมเฝิงแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ “แค่สาวใช้คนหนึ่ง จะเก็บกระดูกมันไว้ทำไมให้เป็นเสนียด รีบโยนทิ้งไปแล้วขึ้นรถได้แล้ว”

เสิ่นลั่วอิงเพียงยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่เย็นยะเยือกจนคนมองรู้สึกเสียวสันหลังวาบ “นางเป็นคนของข้า ข้าจะพานางกลับไปด้วย” นางกล่าวอย่างราบเรียบ ก่อนจะเดินผ่านร่างของแม่นมเฝิงขึ้นไปบนรถม้าอย่างไม่แยแส ท่าทีนั้นราวกับแม่นมเฝิงเป็นเพียงอากาศธาตุ

ความโอหังของนางทำให้แม่นมเฝิงหน้าชาด้วยความโกรธ ‘นังสารเลว ยังกล้าทำหยิ่งผยองต่อหน้าข้ารึ’ นางคิดในใจอย่างเดือดดาล ‘คอยดูเถอะ พอกลับถึงจวน ฮูหยินจะต้องสั่งสอนมันให้รู้สำนึก’

การเดินทางกลับเมืองหลวงใช้เวลาหลายวัน บนรถม้าที่โคลงเคลงไปมา เสิ่นลั่วอิงแทบไม่พูดไม่จา นางเพียงนั่งกอดโถอัฐิเอาไว้ จ้องมองทิวทัศน์นอกหน้าต่างด้วยสายตาที่ลึกล้ำเกินหยั่งถึง

พวกบ่าวรับใช้ที่ติดตามมาต่างซุบซิบนินทาถึงท่าทีแปลกประหลาดของคุณหนูใหญ่ผู้ถูกทอดทิ้ง บ้างก็ว่านางคงเสียสติไปแล้ว บ้างก็ว่านางกำลังหยิ่งทะนงเพราะคิดว่ากำลังจะได้เป็นถึงพระชายา

แม่นมเฝิงคอยจับตานางอยู่ไม่ห่าง ทุกครั้งที่หยุดพักเพื่อรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำ นางจะสั่งให้คนตรวจดูอาหารของเสิ่นลั่วอิงอย่างละเอียด แต่กลับปล่อยปละละเลยความปลอดภัยของคนอื่นๆ

นั่นคือความผิดพลาดมหันต์

ในคืนวันที่สามของการเดินทาง บ่าวชายคนหนึ่งก็เริ่มมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง เขาลงไปนอนดิ้นทุรนทุรายอยู่ข้างกองไฟ ใบหน้าซีดเผือดเหงื่อกาฬแตกพลั่ก ไม่นานอีกสองสามคนก็เริ่มมีอาการเดียวกัน พวกเขาอาเจียนไม่หยุด ถ่ายท้องอย่างหนักจนแทบสิ้นเรี่ยวแรง

“เกิดอะไรขึ้น” แม่นมเฝิงตวาดถามอย่างร้อนรน

“ไม่... ไม่ทราบขอรับแม่นม จู่ๆ ก็ปวดท้องราวกับไส้จะขาด”

สถานการณ์เลวร้ายลงเรื่อยๆ จนถึงรุ่งเช้า บ่าวรับใช้เกินครึ่งต่างล้มป่วยระเนระนาด บางคนถึงกับถ่ายออกมาเป็นเลือด ส่งเสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดอย่างน่าเวทนา

บรรยากาศแห่งความหวาดกลัวเข้าปกคลุมคณะเดินทางทันที

เสิ่นลั่วอิงยังคงสงบนิ่ง นางนั่งจิบชาสมุนไพรที่ตนเตรียมมาเองอย่างสบายอารมณ์ มองดูความโกลาหลตรงหน้าด้วยแววตาเรียบเฉย ในใจกลับเย้ยหยัน ‘สมน้ำหน้าพวกสุนัขรับใช้ แค่พิษอ่อนๆ ยังทนไม่ได้ หากเจอของจริงเข้าไปคงได้แหลกสลายเป็นผุยผง’

ผงเถาวัลย์สลายใจปริมาณเล็กน้อยที่นางแอบโปรยลงในถังน้ำสำรองสำหรับบ่าวไพร่เมื่อคืนก่อน กำลังสำแดงฤทธิ์เดชของมันอย่างช้าๆ

แม่นมเฝิงหน้าซีดเผือด นางไม่ใช่คนโง่ เหตุการณ์นี้ผิดปกติเกินไป นางเหลือบมองไปยังเสิ่นลั่วอิงที่นั่งอยู่อย่างสงบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ในใจพลันรู้สึกเยียบเย็นขึ้นมาอย่างประหลาด

นางเดินตรงเข้าไปหาเสิ่นลั่วอิง จ้องเขม็งเข้าไปในดวงตาของเด็กสาว “นี่เป็นฝีมือของเจ้าใช่หรือไม่”

เสิ่นลั่วอิงเงยหน้าขึ้นสบตานางช้าๆ มุมปากยังคงประดับด้วยรอยยิ้มบางเบา “แม่นมพูดเรื่องอะไร ข้าไม่เข้าใจ”

“อย่ามาทำไขสือ ถ้าไม่ใช่เจ้า แล้วจะเป็นใครไปได้”

“โลกนี้มีเรื่องแปลกประหลาดเกิดขึ้นได้เสมอ บางทีอาจเป็นเพราะพวกท่านทำกรรมหนักเอาไว้ เจ้ากรรมนายเวรเลยมาทวงคืนกระมัง” น้ำเสียงของนางราบเรียบ แต่ทุกถ้อยคำเสียดแทงราวกับเข็มนับพันเล่ม “โดยเฉพาะคนที่ชอบรังแกคนไม่มีทางสู้ บาปกรรมมักจะตามสนองเร็วกว่าที่คิด”

แววตาของนางที่จ้องมองมานั้นดำมืดและลึกล้ำ ราวกับสามารถมองทะลุเข้าไปถึงจิตใจอันชั่วร้ายของแม่นมเฝิงได้ ทำให้นางถึงกับผงะถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ขนทั่วกายลุกชันขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ

“เจ้า.. เจ้า..” แม่นมเฝิงตัวสั่นเทาด้วยความโกรธและความกลัวที่เริ่มก่อตัวขึ้น นางอยากจะตบหน้าเด็กสาวอวดดีตรงหน้า แต่เมื่อสบเข้ากับแววตาคู่นั้น ความกล้าทั้งหมดก็หดหายไปสิ้น

เสิ่นลั่วอิงหันกลับไปสนใจถ้วยชาในมือต่อ “หากแม่นมยังอยากกลับไปรายงานฮูหยินที่เมืองหลวงอย่างปลอดภัย ก็จงดูแลคนของท่านให้ดีเถิด” นางกล่าวทิ้งท้ายเสียงเบา “และอย่ามารบกวนข้าอีก”

มันคือคำเตือนที่ชัดเจน

หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้หรือหาเรื่องเสิ่นลั่วอิงอีกเลย พวกบ่าวที่เหลือรอดต่างมองนางด้วยสายตาหวาดระแวงปนยำเกรง แม่นมเฝิงเองก็เงียบปากไปสนิท ทำเพียงเร่งให้คนขับรถม้าเดินทางให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

ในที่สุด ประตูเมืองหลวงอันโอ่อ่าก็ปรากฏแก่สายตา

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel