บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 7: เกี้ยวสังเวย

เสียงประทัดที่ควรจะดังสนั่นหวั่นไหวกลับเงียบเชียบ เสียงดนตรีมงคลที่ควรจะบรรเลงก้องกังวานกลับไร้สุรเสียงใด ๆ ขบวนเจ้าสาวของเสิ่นลั่วอิงเคลื่อนไปตามถนนสายหลักของเมืองหลวงในความเงียบงันที่น่าประหลาด เกี้ยววิวาห์สีแดงสดโดดเด่นเสียดยินอยู่ท่ามกลางบรรยากาศที่คล้ายคลึงกับขบวนแห่ศพมากกว่างานมงคลสมรส

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เรือนเมฆาคล้อยถูกปิดตายโดยสมบูรณ์ ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้ ชะตากรรมของชุนเถาและบ่าวรับใช้อีกสองคนกลายเป็นเรื่องเล่าขานด้วยความหวาดหวั่นในหมู่บ่าวไพร่ของจวนกั๋วกง ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้น รู้เพียงแต่ว่าในเช้าวันต่อมา ร่างที่แข็งทื่อราวกับถูกสูบวิญญาณของพวกนางถูกหามออกไปทางประตูหลังอย่างเงียบกริบ หลินซื่อสูญเสียคนสนิทไปถึงสามคนในคราวเดียว แต่กลับไม่กล้าปริปากกล่าวโทษอันใดอีก

บัดนี้ เสิ่นลั่วอิงนั่งนิ่งสงบอยู่ภายในเกี้ยวที่โคลงเคลงไปมาอย่างเชื่องช้า บนตักของนางมีเพียงโถดินเผาใบเล็กที่บรรจุเถ้ากระดูกของชิวเยว่ไว้ แพรคลุมหน้าเจ้าสาวสีแดงสดปักลายหงส์คู่มังกรบดบังใบหน้าของนางจนมิดชิด ทว่าไอเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากร่างกลับทำให้พื้นที่แคบ ๆ ในเกี้ยวหนาวเหน็บราวกับถ้ำน้ำแข็ง

นางได้ยินเสียงซุบซิบของชาวบ้านที่ออกันอยู่ริมถนนลอดผ่านม่านเกี้ยวเข้ามา

“น่าสงสารคุณหนูใหญ่สกุลเสิ่นแท้ ๆ ถูกส่งมาเป็นเครื่องสังเวยให้รุ่ยชินอ๋องอีกคนแล้ว”

“ได้ยินว่าพระชายาคนก่อน ๆ ล้วนมีจุดจบที่ไม่น่าดูชมสักคน… นางจะอยู่ได้ถึงสามวันหรือไม่ก็ยังไม่แน่”

“ดูขบวนสินางสิ ไร้ซึ่งความเอิกเกริกโดยสิ้นเชิง จวนกั๋วกงช่างใจดำอำมหิตนัก ส่งลูกสาวแท้ ๆ ไปตายทั้งที ยังไม่คิดจะรักษาหน้าให้นางเลย”

เสียงวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้นไม่ได้กระทบกระเทือนจิตใจของเสิ่นลั่วอิงแม้แต่น้อย นางยกมือขึ้นลูบไล้ผิวเย็นเฉียบของโถกระดูกเบา ๆ ราวกับกำลังปลอบประโลมดวงวิญญาณที่หลับใหลอยู่ภายใน

“ชิวเยว่ เจ้าเห็นหรือไม่ นี่คือเมืองหลวงที่เจ้าเคยอยากมาเห็นนักหนา” นางกระซิบเสียงแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน “รออีกไม่นาน ข้าจะให้คนที่ทำร้ายเจ้าได้ชดใช้ ไม่ว่ามันจะเป็นใครก็ตาม”

เกี้ยวเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง ตัดผ่านย่านการค้าที่เคยคึกคักแต่บัดนี้กลับเงียบเสียงลงอย่างน่าประหลาด บรรดาพ่อค้าและชาวบ้านต่างหลบชิดเข้าข้างทางด้วยสีหน้าหวาดกลัว สายตาของพวกเขามองมายังเกี้ยวสีแดงด้วยความเวทนาสงสารระคนโล่งใจที่ไม่ใช่ตนเองที่ต้องเผชิญชะตากรรมเช่นนี้

เส้นทางยิ่งมายิ่งเปลี่ยวร้าง อาคารบ้านเรือนเริ่มบางตาลง จนกระทั่งเกี้ยวเลี้ยวเข้าสู่ถนนที่ปูด้วยหินสีดำสนิททอดตัวยาวเหยียด สองข้างทางปราศจากร่มไม้ มีเพียงกำแพงสูงตระหง่านของจวนอ๋องที่ทอดยาวไปสุดสายตา

ในที่สุด เกี้ยวก็หยุดลง

ความเงียบที่หนักอึ้งและเย็นเยียบกว่าเดิมเข้าปกคลุมทุกอณูอากาศ ไม่มีเสียงเปิดประตู ไม่มีเสียงฝีเท้าของแม่สื่อ ไม่มีเสียงต้อนรับขับสู้ใด ๆ ทั้งสิ้น ราวกับว่าเบื้องหน้าของนางไม่ใช่จวนอ๋องผู้สูงศักดิ์ แต่เป็นสุสานโบราณที่ถูกทอดทิ้งมานานนับพันปี

เสิ่นลั่วอิงยังคงนั่งนิ่งอยู่ในเกี้ยว สองมือกอดโถอัฐิไว้แนบอก สัมผัสทั้งห้าของนางตื่นตัวจนถึงขีดสุด นางรับรู้ได้ถึงจิตสังหารที่แฝงตัวอยู่รายรอบ มันบางเบาจนแทบจับต้องไม่ได้ แต่สำหรับคนที่เคยคลุกคลีอยู่กับความเป็นความตายในป่าลึกมาตลอดสิบปี จิตสังหารเช่นนี้ชัดเจนราวกับคมมีดที่จ่ออยู่ตรงลำคอ

น่าสนใจ นางคิดในใจ นี่คือการต้อนรับพระชายาคนใหม่ของรุ่ยชินอ๋องหรือ

เวลาผ่านไปช้า ๆ ราวกับจะหยุดนิ่ง แรงกดดันที่มองไม่เห็นทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ บีบคั้นจนคนธรรมดาอาจจะสติแตกไปแล้ว แต่เสิ่นลั่วอิงกลับยังคงสงบนิ่งดุจน้ำในบ่อลึกที่ไร้แรงลม

ทันใดนั้น ม่านเกี้ยวก็ถูกเลิกขึ้นอย่างแช่มช้า

แสงสว่างจากภายนอกสาดเข้ามาแยงตาเล็กน้อย สิ่งแรกที่นางเห็นไม่ใช่ใบหน้าของสาวใช้หรือแม่สื่อ แต่เป็นเงาร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้หนึ่งที่ยืนตระหง่านขวางทางเข้าออกทั้งหมด เงาของเขาทาบทับลงมาจนพื้นที่ในเกี้ยวพลันมืดสนิท ลมหายใจของเสิ่นลั่วอิงสะดุดไปชั่วขณะ ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะกลิ่นอายครอบงำที่แผ่ออกมาจากบุรุษผู้นี้ มันเป็นกลิ่นอายของผู้ล่าที่อยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหาร เป็นอำนาจที่เกิดจากการเหยียบย่ำเหนือซากศพของศัตรูนับไม่ถ้วน

เขาคือจ้าวอู๋จี้ รุ่ยชินอ๋อง

แม้จะมีผ้าคลุมหน้าบดบังอยู่ แต่นางก็รู้สึกได้ถึงสายตาคมปลาบที่กำลังสำรวจนางอย่างละเอียดลออ สายตานั้นเย็นชาไร้ความรู้สึก ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความกระหายใคร่รู้ที่พยายามจะทะลวงผ่านทุกสิ่งกีดขวางเพื่อมองให้เห็นตัวตนที่แท้จริงของนาง

“มาถึงแล้วรึ”

น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและแหบพร่าเล็กน้อย ราวกับโลหะที่เสียดสีกัน มันไม่ได้แฝงความยินดีหรือความเป็นมิตรแม้แต่น้อย มีเพียงความเรียบเฉยที่น่าขนลุก

เสิ่นลั่วอิงไม่ตอบ นางยังคงนั่งนิ่งอยู่ในท่าเดิม การกระทำของเขาผิดธรรมเนียมอย่างร้ายแรง การที่เจ้าบ่าวจะมาเปิดม่านเกี้ยวด้วยตนเองนั้นไม่เคยปรากฏมาก่อน มันคือการประกาศให้ทุกคนรู้ว่า เขาไม่แยแสต่อจารีตประเพณีใด ๆ ทั้งสิ้น และนางผู้เป็นพระชายาก็อยู่ในอำนาจของเขาโดยสมบูรณ์

บรรยากาศรอบกายพลันตึงเครียดขึ้นอีกหลายส่วน จิตสังหารที่ซ่อนอยู่ดูเหมือนจะเข้มข้นขึ้นตามอารมณ์ของผู้เป็นนาย

แล้วเขาก็ยื่นมือเข้ามาในเกี้ยว

เป็นมือข้างหนึ่งที่ใหญ่และแข็งแรง ผิวเนื้อหยาบกร้านเห็นข้อกระดูกปูดโปนชัดเจน เส้นเอ็นบนหลังมือถักทอเป็นร่างแหแห่งพละกำลัง มันไม่ใช่พระหัตถ์ของเชื้อพระวงศ์ที่คุ้นเคยกับพู่กันและตำรา แต่เป็นมือของนักรบที่กุมดาบและบังเหียนมาทั้งชีวิต

“ลงมา” เขาออกคำสั่งสั้น ๆ

เสิ่นลั่วอิงเหลือบมองมือนั้นนิ่ง ๆ นางไม่มีทางเลือกอื่น ในเมื่อนางเหยียบเข้ามาในถ้ำเสือแล้ว ก็ต้องเผชิญหน้ากับเจ้าของถ้ำ นางค่อย ๆ วางโถอัฐิลงข้างตัวอย่างแผ่วเบา ก่อนจะยื่นมือขวาของตนออกไปวางบนฝ่ามือของเขา

วินาทีที่ปลายนิ้วของนางสัมผัสกับผิวเนื้อของเขา

ความรู้สึกหนึ่งพลันแล่นปราดจากปลายนิ้วขึ้นมาตามท่อนแขน ตรงเข้าสู่ส่วนลึกที่สุดของความทรงจำ

สาก หยาบกร้าน และร้อนผ่าว

มันเป็นสัมผัสที่คุ้นเคยอย่างน่าประหลาด ความด้านแข็งของหนังบนฝ่ามือและนิ้วมือที่เสียดสีกับผิวอ่อนนุ่มของนาง ความรู้สึกนี้ มันเหมือนกับ

ภาพในคืนพายุฝนเมื่อหนึ่งปีก่อนฉายวาบขึ้นมาในหัวอย่างรวดเร็ว ถ้ำที่มืดมิด เสียงฟ้าร้องคำราม ร่างของบุรุษแปลกหน้าที่กดทับนางไว้ ลมหายใจร้อนระอุ และฝ่ามือคู่หนึ่งที่ลูบไล้และบีบเคล้นไปทั่วเรือนร่างของนางด้วยความบ้าคลั่งไร้สติ ฝ่ามือคู่นั้นก็ให้ความรู้สึกเช่นนี้

เสิ่นลั่วอิงชะงักงันไปชั่วอึดใจหนึ่ง ร่างกายแข็งทื่อ หัวใจที่เคยสงบนิ่งมาตลอดพลันเต้นรัวอย่างควบคุมไม่ได้ เป็นไปได้อย่างไร บุรุษในถ้ำคืนนั้นกับอ๋องทรราชผู้นี้ จะเป็นคนคนเดียวกันได้หรือ

ความคิดนั้นน่าขันเกินไป แต่สัมผัสบนฝ่ามือกลับชัดเจนเกินกว่าจะปฏิเสธได้

จ้าวอู๋จี้รับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลงเพียงชั่ววูบของนาง ประกายตาคมกริบภายใต้เงาที่พาดผ่านใบหน้าพลันหรี่ลงเล็กน้อย เขาไม่ได้เอ่ยถามสิ่งใด เพียงแต่ออกแรงรวบนิ้วมือทั้งห้า กุมมือนางไว้แน่นแล้วดึงรั้งให้นางก้าวออกจากเกี้ยว

ร่างของเสิ่นลั่วอิงเซถลาออกมาปะทะกับแผงอกที่แข็งแกร่งราวกับกำแพงเหล็กของเขา กลิ่นกำยานเย็น ๆ ผสมกับกลิ่นอายบุรุษเพศที่เข้มข้นลอยเข้าจมูก ทำให้นางยิ่งรู้สึกมึนงงสับสน

นางรีบถอยห่างออกมาหนึ่งก้าวเพื่อรักษาระยะห่าง ก้มหน้าลงต่ำเพื่อซ่อนความปั่นป่วนในแววตาเอาไว้ภายใต้ผ้าคลุมหน้า

ทว่าเขากลับไม่ยอมปล่อยมือนาง

นิ้วมือของเขายังคงกอบกุมมือนางไว้อย่างเหนียวแน่น ราวกับคีมเหล็กที่ไม่อาจสลัดให้หลุดได้ แรงบีบนั้นไม่ได้รุนแรงจนเจ็บปวด แต่กลับแฝงไว้ด้วยอำนาจบังคับบัญชาที่ไม่อนุญาตให้ปฏิเสธ

เสิ่นลั่วอิงพยายามข่มความตื่นตระหนกในใจอย่างสุดความสามารถ นางสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ บังคับให้ตนเองกลับมาเยือกเย็นดังเดิม ไม่ว่าเขาจะเป็นใครก็ตาม ตอนนี้นางคือพระชายาของเขา การแสดงความอ่อนแอหรือหวาดกลัวออกมามีแต่จะทำให้นางตกเป็นเบี้ยล่าง

นางเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย แม้จะมองไม่เห็นใบหน้าของเขาชัดเจนผ่านม่านแพร แต่นางก็จ้องตรงไปยังตำแหน่งที่ควรจะเป็นดวงตาของเขาอย่างไม่เกรงกลัว

“ท่านอ๋อง” นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้ราบเรียบที่สุด “โปรดปล่อยหม่อมฉันด้วยเพคะ”

จ้าวอู๋จี้ไม่ตอบในทันที เขายังคงยืนนิ่ง จ้องมองนางผ่านผ้าคลุมหน้าสีแดงสด ราวกับจะใช้สายตาเผาไหม้ทุกสิ่งกีดขวางให้เป็นเถ้าถ่าน บรรยากาศรอบกายเงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน

“ในจวนอ๋องแห่งนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นของเปิ่นหวาง” เขากล่าวในที่สุด น้ำเสียงของเขายังคงทุ้มต่ำและเยียบเย็น “รวมถึงเจ้าด้วย”

สิ้นคำพูดนั้น เขาก็ออกแรงดึงร่างของนางให้เดินตามเขาตรงไปยังประตูใหญ่สีดำทะมึนของจวนชินอ๋องที่เปิดอ้ารออยู่ ราวกับปากของอสูรร้ายที่กำลังจะกลืนกินเหยื่อเข้าไป

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel