บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 3: เลือดล้างด้วยเลือด

อีกสองวันพวกเราก็จะออกเดินทางแล้ว กลิ่นอายของความตายและความสิ้นหวังที่ชิวเยว่โปรยปรายไว้ทั่วกระท่อมค่อยๆ จางลง ถูกแทนที่ด้วยกิจวัตรประจำวันที่ดำเนินไปอย่างเชื่องช้า

ภายในเรือนไม้ซอมซ่อ แสงตะเกียงน้ำมันริบหรี่ขับไล่ความมืดมิดได้เพียงน้อยนิด เสิ่นลั่วอิงกำลังใช้หินลับมีดฝนคมมีดแล่เนื้ออย่างตั้งอกตั้งใจ เสียงโลหะเสียดสีกับหินดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ก้องสะท้อนอยู่ในความเงียบ มันเป็นเสียงเดียวที่ทำลายความสงัดของยามราตรี

“คุณหนู พอเถิดเจ้าค่ะ ดึกมากแล้ว” ชิวเยว่กล่าวเสียงแผ่ว นางนั่งขดตัวอยู่มุมห้อง กอดเข่าจ้องมองเงาของคุณหนูที่ทอดทาบอยู่บนฝาผนัง ดวงตาของนางยังคงบวมช้ำจากการร้องไห้มาหลายวันติดต่อกัน “มีดนั่นคมพอจะตัดกระดูกได้แล้วนะเจ้าคะ”

เสิ่นลั่วอิงหยุดมือ แต่ไม่ได้หันไปมอง “ยิ่งคมยิ่งดี” นางตอบเสียงเรียบ “หากล่าสัตว์แล้วมีดทื่อ อาจหมายถึงการ อดตาย”

“แต่เรามีอาหารพอประทังไปได้อีกหลายวันนะเจ้าคะ” ชิวเยว่แย้งอย่างอ่อนแรง “ท่านไม่จำเป็นต้อง”

“เตรียมตัวไว้เสมอไม่เสียหาย” เสิ่นลั่วอิงวางมีดลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ แสงตะเกียงจับจ้องบนคมมีดที่วาววับสะท้อนเปลวไฟ นางลูบสันมีดเบาๆ ด้วยปลายนิ้ว “ในโลกนี้ ไม่มีอะไรน่ากลัวไปกว่าการไม่เตรียมพร้อมรับมือ”

ชิวเยว่ถอนหายใจยาว ความหวาดกลัวต่อการอภิเษกกับอ๋องทรราชยังคงวนเวียนอยู่ในความคิดของนางไม่จางหาย “ข้ากลัวเหลือเกินเจ้าค่ะคุณหนู ข้าได้ยินมาว่าชายาองค์ก่อนๆ ของรุ่ยชินอ๋อง”

“ชิวเยว่” เสิ่นลั่วอิงขัดขึ้น น้ำเสียงของนางยังคงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยความเด็ดขาดที่ทำให้สาวใช้ต้องเงียบเสียงลง “เรื่องที่ยังมาไม่ถึง อย่าเพิ่งนำมาเป็นทุกข์ ตอนนี้สิ่งที่เราต้องทำคือใช้ชีวิตของวันนี้ให้รอด”

ทันใดนั้นเอง

โครม

ประตูไม้ที่ผุพังถูกถีบกระเด็นเข้ามาอย่างแรงจนบานพับหลุดกระเด็น เศษไม้ปลิวกระจาย ร่างในชุดดำทะมึนหลายร่างพุ่งทะยานเข้ามาในกระท่อมราวกับฝูงหมาป่าที่หิวกระหาย กลิ่นอายคาวเลือดและความตายแผ่ซ่านไปทั่วในทันที พวกมันมีทั้งหมดสี่คน แต่ละคนถือดาบยาวที่สะท้อนแสงตะเกียงเป็นประกายเย็นเยียบ ดวงตาใต้ผ้าคลุมหน้าจับจ้องมาที่เสิ่นลั่วอิงราวกับเห็นเหยื่อ

ชิวเยว่กรีดร้องสุดเสียง ร่างกายของนางสั่นเทิ้มจนควบคุมไม่ได้ “พะ พวกเจ้าเป็นใคร”

หัวหน้ากลุ่มนักฆ่าก้าวออกมาข้างหน้า มันหัวเราะในลำคอเสียงแหบแห้ง “คนที่จะส่งคุณหนูใหญ่เสิ่นไปลงนรกอย่างไรเล่า ฮูหยินสั่งมาว่าให้จัดการอย่างเงียบเชียบที่สุด”

คำว่า ‘ฮูหยิน’ แทงลึกลงในใจของเสิ่นลั่วอิงราวกับเข็มน้ำแข็ง ไม่ต้องคาดเดาก็รู้ว่าเป็นใคร หลินซื่อ หญิงแพศยาผู้นั้นคงทนรอให้นางไปตายในวังอ๋องไม่ไหว จึงได้ส่งคนมาจัดการให้สิ้นเรื่องสิ้นราวถึงที่นี่

เสิ่นลั่วอิงไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย สายตาของนางยังคงสงบนิ่งดุจผิวน้ำในฤดูหนาว มือของนางค่อยๆ เอื้อมไปหยิบมีดแล่เนื้อที่วางอยู่บนโต๊ะอย่างเชื่องช้า ทว่าหนักแน่น

นักฆ่าคนหนึ่งเห็นดังนั้นก็แค่นเสียงหยามหยัน “คิดจะสู้ด้วยมีดทำครัวรึ ช่างไม่เจียมตัว” มันตวัดดาบหมายจะฟันเข้าที่แขนของนางเพื่อสั่งสอน

แต่ก่อนที่คมดาบจะถึงตัว

“อย่านะ”

ชิวเยว่ผู้ซึ่งตัวสั่นงันงกด้วยความกลัวมาตลอดกลับรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี พุ่งร่างเข้าขวางหน้าเสิ่นลั่วอิงไว้

ฉึก

เสียงคมดาบเสียบทะลุเนื้อหนังดังขึ้นอย่างน่าสยดสยอง เวลาคล้ายจะหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ดาบยาวเล่มนั้นฝังลึกเข้าไปในแผ่นหลังของชิวเยว่ ปลายดาบที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดโผล่ทะลุออกมาทางหน้าอกของนาง

ดวงตาของชิวเยว่เบิกกว้างด้วยความเจ็บปวดและตกตะลึง เลือดสดๆ ทะลักออกจากปากของนางเป็นสาย นางหันกลับมามองเสิ่นลั่วอิงเป็นครั้งสุดท้าย ในแววตานั้นไม่มีความกลัวอีกต่อไป มีเพียงความห่วงใยและอาลัยอาวรณ์

“คุณ หนู” นางพึมพำได้เพียงเท่านั้น ก่อนที่เรี่ยวแรงทั้งหมดจะหมดสิ้นไป ร่างของนางทรุดลงไปกองกับพื้น เลือดไหลนองเจิ่งไปทั่วแผ่นไม้เก่าๆ

ภาพนั้นเผาไหม้ดวงตาของเสิ่นลั่วอิงจนเป็นเถ้าถ่าน โลกทั้งใบเงียบสงัดลงในบัดดล เสียงหัวใจของนางหยุดเต้น ความรู้สึกทุกอย่างถูกแช่แข็งอยู่ในส่วนลึกของดวงวิญญาณ เหลือเพียงความว่างเปล่าอันเย็นยะเยือก

“โง่เง่านักที่เอาตัวมารับดาบแทน” นักฆ่าชักดาบออกจากร่างของชิวเยว่อย่างไร้เยื่อใย มันสะบัดเลือดที่ติดอยู่บนคมดาบแล้วย่างสามขุมเข้ามาหาเสิ่นลั่วอิง “ทีนี้ก็ถึงตาเจ้าแล้ว”

วินาทีนั้นเอง ความว่างเปล่าในดวงตาของเสิ่นลั่วอิงก็แปรเปลี่ยนไป มันลุ่มลึกราวหุบเหวไร้ก้นบึ้งที่พร้อมจะสูบกลืนทุกสรรพสิ่ง นางไม่ได้กรีดร้อง ไม่ได้ร่ำไห้ มีเพียงไอสังหารอันเย็นเฉียบที่แผ่ออกมาจากร่างของนางจนทำให้นักฆ่าที่เจนจบในเรื่องฆ่าฟันยังต้องรู้สึกขนลุกชัน

นางขยับแล้ว

ร่างของเสิ่นลั่วอิงพุ่งเข้าหานักฆ่าคนนั้นราวกับลูกศรที่หลุดจากแหล่ง มีดแล่เนื้อในมือของนางไม่ได้ตวัดฟันอย่างคนไร้ฝีมือ แต่มันกรีดเฉือนไปตามจุดตายที่นางคุ้นเคยจากการชำแหละสัตว์ป่ามานับครั้งไม่ถ้วน

เคร้ง

นักฆ่าอีกคนตวัดดาบเข้ามาสกัด แต่เสิ่นลั่วอิงกลับบิดตัวหลบอย่างรวดเร็วจนน่าเหลือเชื่อ นางใช้ร่างของนักฆ่าคนแรกเป็นโล่กำบัง พร้อมกับแทงมีดในมือสวนกลับไปอย่างแม่นยำ

มีดสั้นเล่มนั้นไม่ได้ปะทะกับดาบยาวโดยตรง แต่มันกลับเล็งไปที่ข้อมือของนักฆ่าที่ถือดาบ

กร๊อบ

เสียงกระดูกข้อมือแตกละเอียดดังขึ้นพร้อมกับเสียงร้องโหยหวน ดาบยาวหลุดจากมือของมันร่วงลงกระทบพื้น เสิ่นลั่วอิงไม่รอช้า นางหมุนตัวแล้วใช้สันเท้าเตะเข้าที่ข้อพับของมันอย่างแรงจนร่างนั้นทรุดลงไปคุกเข่า ก่อนที่จะใช้มีดเล่มเดิมปาดเข้าที่ลำคอของมันอย่างไม่ลังเล

เลือดสาดกระเซ็นไปทั่วใบหน้าของนาง แต่ดวงตาของนางยังคงไม่กะพริบ

นักฆ่าอีกสองคนที่เหลือเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก พวกมันไม่เคยคาดคิดว่าคุณหนูใหญ่ที่ดูบอบบางราวกับจะปลิวไปตามลมผู้นี้ จะกลายเป็นพญามัจจุราชในชั่วพริบตา ท่วงท่าการสังหารของนางโหดเหี้ยม เด็ดขาด และไร้ซึ่งความปรานีใดๆ

“ฆ่ามัน ฆ่านางเร็วเข้า”

พวกมันคำรามลั่นแล้วพุ่งเข้าใส่พร้อมกันจากสองทิศทาง

เสิ่นลั่วอิงย่อตัวลงต่ำ นางกลิ้งตัวหลบดาบที่ฟันลงมาพร้อมกัน ก่อนจะใช้มือยันพื้นแล้วดีดตัวขึ้นแทงมีดเข้าที่ช่องท้องของนักฆ่าคนหนึ่งอย่างจัง มันร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด แต่ก่อนที่มันจะทันได้ทำอะไร นางก็บิดมีดในมืออย่างแรง คว้านเอาอวัยวะภายในของมันออกมา

ภาพอันน่าสยดสยองนั้นทำให้นักฆ่าคนสุดท้ายถึงกับชะงักงันด้วยความขวัญผวา มันคือความผิดพลาดที่ไม่อาจให้อภัยได้ในสนามรบ

เสิ่นลั่วอิงอาศัยจังหวะนั้นดึงมีดออกจากร่างที่กำลังจะล้มลง แล้วขว้างมันสุดแรง

มีดแล่เนื้อพุ่งแหวกอากาศเป็นเส้นตรงปักเข้าที่กลางแสกหน้าของนักฆ่าคนสุดท้ายอย่างแม่นยำ ร่างของมันแข็งทื่อ ดวงตาเบิกโพลง ก่อนจะล้มหงายหลังลงไปสิ้นใจในทันที

ภายในกระท่อมบัดนี้เงียบสงัด มีเพียงเสียงหอบหายใจของเสิ่นลั่วอิงและกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งจนแทบสำลัก นางยืนอยู่ท่ามกลางซากศพของนักฆ่าทั้งสี่ ร่างกายเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดของพวกมันและของชิวเยว่

นางค่อยๆ เดินโซซัดโซเซไปที่ร่างไร้วิญญาณของสาวใช้คนสนิท แล้วทรุดตัวลงนั่งข้างๆ

นางเอื้อมมือที่สั่นเทาไปสัมผัสใบหน้าที่เริ่มซีดเย็นของชิวเยว่ น้ำตาที่ไม่เคยไหลรินมานานนับสิบปี บัดนี้กลับเหือดแห้งไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความเจ็บปวดที่แผดเผาอยู่ในอกจนแทบจะกลายเป็นเถ้าธุลี

“ชิวเยว่” นางกระซิบเรียกชื่อนั้นเสียงแผ่วเบา “ข้าขอโทษ ข้าปกป้องเจ้าไม่ได้”

เด็กสาวที่เติบโตมาพร้อมกัน ที่คอยดูแลนางในยามเจ็บไข้ ที่คอยปลอบโยนนางในยามเดียวดาย บัดนี้ได้จากไปแล้ว จากไปเพราะความอ่อนแอของนางเอง

ความรู้สึกผิดและความแค้นลุกโชนขึ้นในใจของเสิ่นลั่วอิงราวกับไฟนรก มันเผาผลาญความเป็นมนุษย์ที่หลงเหลืออยู่น้อยนิดของนางจนมอดไหม้ไปหมดสิ้น

นางก้มลงหยิบมีดแล่เนื้อที่เปื้อนเลือดขึ้นมาอีกครั้ง จากนั้นก็ใช้ปลายมีดอันแหลมคมกรีดลงบนฝ่ามือของตนเอง เลือดสีแดงสดไหลซึมออกมาผสมกับเลือดของชิวเยว่และเลือดของศัตรูที่ติดอยู่บนนั้น

เสิ่นลั่วอิงยกมือที่ชุ่มเลือดขึ้น จ้องมองมันด้วยสายตาที่ว่างเปล่าและเย็นชา ก่อนจะกล่าวคำสาบานต่อดวงวิญญาณของชิวเยว่และต่อสวรรค์เบื้องบนด้วยน้ำเสียงที่เด็ดเดี่ยวราวกับเหล็กกล้า

“ข้า เสิ่นลั่วอิง ขอสาบานด้วยเลือดหยดนี้”

“เลือดของเจ้า จะต้องล้างด้วยเลือด”

“หลินซื่อ เสิ่นรั่วซี เสิ่นกั๋วกง ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการตายของเจ้า ข้าจะทำให้พวกมันได้ลิ้มรสความทุกข์ทรมานที่มากกว่าความตายเป็นร้อยเท่าพันเท่า”

“จากนี้ไป โลกนี้ไม่มีเสิ่นลั่วอิงคนเดิมอีกแล้ว”

นางก้มลง ปิดเปลือกตาที่เบิกค้างของชิวเยว่ลงอย่างแผ่วเบา จากนั้นจึงค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างมั่นคง ร่างที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดของนางยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางกองศพในกระท่อมที่พังพินาศ แววตาของนางมืดมนจนมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด มีเพียงเปลวไฟแห่งการล้างแค้นที่ลุกโชนอยู่ภายใน

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel