ตอนที่ 2: เงาในป่าลึก
ม่านราตรีกาลโรยตัวลงมาหลายเพลาแล้ว สายลมเย็นชื้นพัดลอดช่องหน้าต่างเข้ามาในกระท่อมไม้ซอมซ่อ ชิวเยว่สะอื้นฮักจนตัวโยนอยู่ข้างกองไฟที่ใกล้จะมอดมิดับ แสงสีส้มริบหรี่อาบไล้ดวงหน้านองน้ำตาของนาง
“คุณหนู อีกไม่ถึงเดือนแล้วนะเจ้าคะ ฮึก เราจะทำอย่างไรกันดี” เสียงของนางสั่นเครือจนแทบไม่เป็นคำ
เสิ่นลั่วอิงมิได้ตอบ นางเพียงนั่งขัดสมาธิบนตั่งเตี้ย มือข้างหนึ่งวางอยู่บนเข่า อีกข้างกำลังใช้หินฝนลับคมมีดสั้นคู่ใจอย่างเชื่องช้า เสียงโลหะเสียดสีกับหินดังสวบสาบสม่ำเสมอ เป็นเสียงเดียวที่ทำลายความเงียบในห้อง นอกเหนือจากเสียงสะอื้นของสาวใช้
ดวงตาของนางทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง จับจ้องไปยังเงาตะคุ่มของแนวป่าทึบใต้แสงจันทร์สีซีด แววตาคู่นั้นว่างเปล่า ราวกับจิตวิญญาณได้ล่องลอยไปไกลแสนไกลแล้ว
“คุณหนู บ่าวกลัวเหลือเกินเจ้าค่ะ ข่าวลือเกี่ยวกับรุ่ยชินอ๋อง แต่ละเรื่องล้วนน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก”
ปลายนิ้วของเสิ่นลั่วอิงหยุดชะงักไปชั่วครู่ นางวางมีดสั้นลงบนผ้าขี้ริ้วผืนเก่า ก่อนจะลุกขึ้นยืน ร่างระหงของนางเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบดุจภูตพราย
“ข้าจะเข้าป่า” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้ระลอกคลื่น “เนื้อแห้งใกล้จะหมดแล้ว”
“แต่... แต่นี่มันดึกมากแล้วนะเจ้าคะ” ชิวเยว่ร้องเสียงหลง รีบลุกขึ้นหมายจะห้ามปราม
ทว่าเสิ่นลั่วอิงกลับคว้าคันธนูและกระบอกใส่ลูกธนูที่พิงไว้ข้างฝาขึ้นมาสะพายหลังเรียบร้อยแล้ว นางไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง “อยู่ในนี้ก็มีแต่จะฟุ้งซ่าน”
สิ้นคำนางก็ก้าวออกจากประตูไป ทิ้งให้ชิวเยว่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่เพียงลำพังกับความหวาดหวั่นที่กัดกินหัวใจ
ป่าในยามค่ำคืนนั้นวังเวงและเปี่ยมไปด้วยภยันตราย ทว่าสำหรับเสิ่นลั่วอิง มันคือบ้าน คือสถานที่ที่นางคุ้นเคยยิ่งกว่าเรือนนอนใดๆ ในจวนกั๋วกง นางเคลื่อนไหวไปตามเงาไม้อย่างแผ่วเบาราวกับวิฬาร์ป่า ประสาทสัมผัสทุกส่วนตื่นตัวเต็มที่
เสียงลมหวีดหวิวเสียดแทรกใบไม้ คล้ายเสียงกระซิบของวิญญาณไร้ญาติ เมฆดำทะมึนก้อนใหญ่เคลื่อนตัวบดบังแสงจันทร์อย่างอ้อยอิ่ง หยาดฝนเย็นเยียบหยดแรกโปรยปรายลงมากระทบแก้มของนาง
ฝน…ภาพความทรงจำเมื่อหนึ่งปีก่อนซ้อนทับขึ้นมาอย่างฉับพลันราวกับอสนีบาตฟาดผ่านม่านฟ้าในใจ
วันนั้นพายุกระหน่ำรุนแรงยิ่งกว่านี้มากนัก
หนึ่งปีก่อน
สายฟ้าฟาดเปรี้ยงปร้างจนผืนป่าสว่างวาบเป็นสีขาวโพลน ตามด้วยเสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้องจนแผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น พายุฝนโหมกระหน่ำราวกับฟากฟ้าจะถล่มทลายลงมา เสิ่นลั่วอิงในชุดล่าสัตว์ที่เปียกปอนวิ่งฝ่าสายฝนเพื่อหาที่กำบัง นางหลงทางจากกระท่อมเพราะมัวแต่ตามรอยกวางเผือกตัวหนึ่ง
ในที่สุดนางก็พบถ้ำเล็กๆ ที่ถูกรากไม้ใหญ่บดบังอยู่ จึงรีบแทรกตัวเข้าไปด้านในทันที
ภายในถ้ำมืดสนิทและอับชื้น นางเพิ่งจะบิดชายเสื้อไล่น้ำได้ไม่กี่ครั้ง พลันหูก็แว่วได้ยินเสียงบางอย่างที่ดังแทรกเสียงพายุเข้ามา มันเป็นเสียงหอบหายใจหนักๆ ของบุรุษ
สัญชาตญาณเอาตัวรอดทำให้นางชักมีดสั้นออกมาจากปลอกที่ข้อเท้าทันที ดวงตาเพ่งมองเข้าไปในความมืดมิดอย่างระแวดระวัง
“ใครอยู่ในนั้น” นางตะโกนถาม เสียงของนางแหลมคมและเยียบเย็น
ไม่มีคำตอบ มีเพียงเสียงลมหายใจที่ฟังดูทรมานยิ่งขึ้น นางค่อยๆ ขยับเท้าเข้าไปอย่างช้าๆ อาศัยแสงฟ้าแลบที่สว่างวาบขึ้นเป็นระยะเพื่อสำรวจ
แล้วนางก็เห็น ร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้หนึ่งนอนขดตัวอยู่ลึกเข้าไปในถ้ำ เขาสวมอาภรณ์สีดำสนิทซึ่งฉีกขาดหลายแห่งและเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดและดินโคลน แม้จะมองเห็นใบหน้าได้ไม่ชัดเจนนักในความมืด แต่โครงหน้าที่คมคายกับสันกรามที่เด่นชัดนั้นบ่งบอกว่าเขาหาใช่คนธรรมดาสามัญไม่
กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งผสมกับกลิ่นประหลาดของสมุนไพรบางชนิดลอยมาเตะจมูก
ทันใดนั้น ร่างนั้นก็ขยับพรวดพราด บุรุษผู้นั้นยันกายลุกขึ้นนั่งอย่างทุลักทุเล ดวงตาคู่หนึ่งลุกวาวราวกับสัตว์ป่าในความมืดจับจ้องมาที่นางอย่างหิวกระหาย
“ผู้หญิง” เสียงของเขาแหบพร่าและสั่นเทา เต็มไปด้วยความปรารถนาที่ถูกกดข่มไว้อย่างสุดกำลัง
เสิ่นลั่วอิงก้าวถอยหลังโดยอัตโนมัติ ปลายมีดในมือจ่อไปข้างหน้าอย่างมั่นคง “อย่าเข้ามา”
ทว่าเขากลับไม่ฟัง ร่างสูงใหญ่นั้นโผเข้ามาหานางด้วยความเร็วอันน่าตื่นตระหนก พลังมหาศาลของเขาทำให้นางเสียหลักล้มลงไปกับพื้นถ้ำอันเย็นเฉียบ มีดสั้นในมือหลุดกระเด็นไป เขาทาบทับร่างของนางไว้ทั้งตัว กักขังนางไว้ด้วยเรือนกายที่ร้อนรุ่มราวกับเปลวเพลิง
“อึก ปล่อยข้า” นางดิ้นรนสุดชีวิต ทุบตีแผงอกกว้างที่แข็งแกร่งดุจกำแพงหินของเขา แต่เรี่ยวแรงของสตรีหรือจะสู้แรงบุรุษที่คลุ้มคลั่งได้
“ร้อน ข้าร้อนเหลือเกิน” เขากระซิบเสียงพร่าอยู่ข้างใบหู ลมหายใจของเขาร้อนผ่าวราวกับจะแผดเผานางให้เป็นจุณ นางได้กลิ่นสมุนไพรประหลาดจากตัวเขาชัดเจนขึ้น มันคือพิษกำหนัด
หัวใจของนางดิ่งวูบลงไปกองอยู่ที่ตาตุ่ม สวรรค์เหตุใดเคราะห์กรรมถึงได้ถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน
“เจ้าถูกพิษ” นางพยายามรวบรวมสติที่กระจัดกระจาย “ข้าช่วยเจ้าได้ แต่เจ้าต้องปล่อยข้าก่อน”
ดูเหมือนเขาจะได้ยิน แต่สติสัมปชัญญะของเขาเลือนรางเต็มที ใบหน้าหล่อเหลาที่บิดเบี้ยวด้วยความทรมานซบลงมาที่ซอกคอของนาง ริมฝีปากร้อนจัดของเขากดลงบนผิวเนื้อเย็นชื้นของนางอย่างแรงจนนางสะดุ้งโหยง
“ช่วยข้า” เขาวิงวอนด้วยเสียงที่แทบไม่เป็นเสียงมนุษย์ “ได้โปรด”
“ข้าจะช่วย แต่ต้องไม่ใช่ด้วยวิธีนี้” นางกัดฟันกรอด พยายามผลักไสเขาออกไป แต่กลับถูกเขารวบข้อมือทั้งสองข้างไว้ด้วยมือเพียงข้างเดียว ตรึงไว้เหนือศีรษะอย่างง่ายดาย
น้ำตาแห่งความอัปยศและความขุ่นแค้นเอ่อคลอขึ้นมาในดวงตาของเสิ่นลั่วอิง ชั่วชีวิตของนางไม่เคยร้องขอความเป็นธรรมจากใคร ไม่เคยคร่ำครวญต่อชะตากรรมที่ถูกบิดาแท้ๆ ทอดทิ้งราวกับสิ่งของไร้ค่า แต่วินาทีนี้ วินาทีที่อิสรภาพและเกียรติของนางกำลังจะถูกพรากไปโดยบุรุษแปลกหน้าที่ไหนก็ไม่รู้ นางก็ได้แต่กรีดร้องอยู่ในใจ
อยุติธรรม นี่มันอยุติธรรมเกินไปแล้ว
มืออีกข้างของเขาเริ่มปลดเปลื้องอาภรณ์ที่เปียกชื้นของนางออกอย่างหยาบกระด้าง ความเย็นของอากาศในถ้ำสัมผัสผิวเปลือยเปล่าของนางโดยตรง ทำให้นางสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ความสิ้นหวังเข้าเกาะกุมหัวใจราวกับกรงเล็บของพญามัจจุราช
นางรู้ดีว่าหากขัดขืนต่อไป นางอาจถูกเขาฆ่าตายด้วยน้ำมือของบุรุษที่เสียสติผู้นี้ได้ แต่การจะยอมจำนน
เสียงฉีกขาดของผ้าดังขึ้น พร้อมกับความเจ็บปวดรวดร้าวที่แล่นปราดไปทั่วร่างส่วนล่าง นางเบิกตากว้าง กัดริมฝีปากล่างของตนเองไว้แน่นจนได้รสฝาดเฝื่อนของเลือด เพื่อสะกดกลั้นเสียงกรีดร้องไม่ให้เล็ดลอดออกมา
ร่างกายของเขาร้อนราวกับเหล็กหลอม ขณะที่ร่างกายของนางเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง สองสิ่งที่แตกต่างสุดขั้วกำลังหลอมรวมกันท่ามกลางเสียงพายุคำรามอยู่ภายนอก
มันไม่ใช่การร่วมรัก แต่เป็นการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด เป็นการปลดปล่อยสัญชาตญาณดิบของบุรุษที่กำลังจะตายเพราะพิษร้าย และเป็นการจำยอมอย่างอัปยศอดสูของสตรีที่ไร้ทางเลือก
นางไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด ความเจ็บปวดเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความด้านชา นางปล่อยให้ร่างกายตกเป็นของเขา แต่วิญญาณของนางล่องลอยออกไปไกลแสนไกล จมดิ่งลงสู่ห้วงเหวแห่งความมืดมิดและหนาวเหน็บอันเป็นนิรันดร์
เมื่อทุกอย่างสิ้นสุดลง เขาก็ฟุบกายลงบนร่างของนาง หอบหายใจอย่างหนักหน่วง พิษในกายดูเหมือนจะถูกขับออกไปแล้ว สติของเขาเริ่มกลับคืนมาทีละน้อย
เขายันกายขึ้นช้าๆ ทำให้เสิ่นลั่วอิงได้เห็นใบหน้าของเขาในระยะประชิดเป็นครั้งแรก แม้จะมีรอยเลือดและดินโคลนเปรอะเปื้อน แต่ก็ไม่อาจบดบังเครื่องหน้าที่คมคายหมดจดราวกับสวรรค์สร้างสรรค์ได้ โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้น คมกริบดุจเหยี่ยวและลุ่มลึกจนน่ากลัว มันจ้องมองมาที่นางนิ่งงัน ในแววตานั้นฉายแววซับซ้อนหลากหลาย ทั้งความประหลาดใจ ความเสียใจ และ ความเป็นเจ้าของอย่างร้ายกาจ
นางจ้องตอบกลับไปอย่างท้าทาย แม้ร่างกายจะบอบช้ำและเปลือยเปล่า แต่นัยน์ตาของนางกลับไม่แสดงความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงความเย็นชาและเกลียดชังเท่านั้น
เขาโน้มใบหน้าลงมาอีกครั้ง เสิ่นลั่วอิงคิดว่าเขาจะจุมพิตนาง แต่นางคิดผิด
เขาก้มลงกัดที่หัวไหล่ขวาของนางอย่างแรง
“โอ๊ย” นางร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดอย่างสุดจะกลั้น ความคมของเขี้ยวฝังลึกลงไปในเนื้อจนนางรู้สึกได้ถึงเลือดที่ไหลซึมออกมา
เขาผละออก ริมฝีปากของเขามีคราบเลือดของนางติดอยู่ เขามองผลงานของตนเองด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะกระซิบเสียงเย็นข้างหูของนาง
“รอยนี้ คือของข้า”
สิ้นคำ เขาก็ผุดลุกขึ้น แต่งกายที่ขาดวิ่นของตนให้เข้าที่ แล้วเดินโซซัดโซเซออกไปจากถ้ำ ท่ามกลางสายฝนที่เริ่มซาเม็ดลงแล้ว ทิ้งให้นางนอนจมอยู่กับความเจ็บปวดทั้งทางกายและทางใจเพียงลำพัง
ซ่า….
เสียงฝนในปัจจุบันสาดซัดลงมาอีกครั้ง ปลุกเสิ่นลั่วอิงให้ตื่นจากภวังค์แห่งอดีต นางยกมือขึ้นลูบใบหน้าที่เปียกชื้น ไม่แน่ใจว่าเป็นน้ำฝนหรือน้ำตากันแน่
นางก้มลงมองหัวไหล่ขวาของตนเองผ่านสาบเสื้อที่เปียกลู่ แม้จะมองไม่เห็น แต่ปลายนิ้วของนางยังคงสัมผัสได้ถึงรอยแผลเป็นจางๆ ที่บุรุษปริศนาผู้นั้นทิ้งไว้ให้ รอยตราทาสที่คอยย้ำเตือนถึงค่ำคืนอันเลวร้ายที่สุดในชีวิตของนาง
นางขบกรามแน่น ความเกลียดชังระลอกใหม่แล่นพล่านขึ้นมาในอก รุ่ยชินอ๋อง บุรุษผู้มีฉายาโหดเหี้ยมอำมหิต แล้วมันจะแตกต่างอะไรกับสัตว์ป่าในคืนนั้นเล่า
สำหรับนางแล้ว บุรุษทุกคนบนโลกใบนี้ก็ไม่ต่างกัน
นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ สะบัดความทรงจำอันน่าชิงชังทิ้งไป ดวงตาที่เคยสับสนวูบไหวกลับมาสงบนิ่งและเยือกเย็นอีกครั้ง วันนี้นางต้องล่าสัตว์ให้ได้ ไม่เช่นนั้นนางกับชิวเยว่จะไม่มีอะไรกิน
นางขยับคันธนูในมือให้เข้าที่ ก่อนจะเริ่มก้าวเดินเข้าไปในป่าลึกอย่างเงียบงันอีกครั้ง เงาร่างของนางกลืนหายไปกับความมืดมิดของพงไพร ราวกับนางคือส่วนหนึ่งของมันมาตั้งแต่ต้น
เช้าวันต่อมา แสงอาทิตย์อ่อนๆ สาดส่องเข้ามาในกระท่อม ชิวเยว่ตื่นขึ้นมาด้วยดวงตาที่บวมช้ำ นางเห็นเสิ่นลั่วอิงนั่งขัดมีดอยู่มุมห้องเช่นเดิม ข้างกายนางมีร่างของกระต่ายป่าสองตัววางอยู่
“คุณหนู” ชิวเยว่พึมพำเสียงแผ่ว
เสิ่นลั่วอิงเงยหน้าขึ้นมองนาง ดวงตาคู่นั้นไร้ซึ่งความอ่อนล้าจากการอดนอนตลอดทั้งคืน “ตื่นแล้วหรือ”
“เจ้าค่ะ”
เสิ่นลั่วอิงวางมีดลง นางมองตรงไปยังสาวใช้ผู้ซื่อสัตย์ของตนด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก “ชิวเยว่”
“เจ้าคะ คุณหนู”
“เลิกร้องไห้เสียที” น้ำเสียงของนางราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจบางอย่างที่ทำให้คนฟังต้องยอมทำตาม “ไปเตรียมเก็บของ เราจะเดินทางเข้าเมืองหลวงในอีกสามวัน”
