บทที่ 1.7
“อะไรนะ” ทุกคนอุทาน
“หากไม่ใช่วันที่วิสัยทัศน์ปลอดโปร่ง แน่นอนว่าคงโดนเมฆหมอกบัง วันนี้แดดจ้ามองทะลุลงไปเห็นอย่างชัดเจน” นางเอ่ยเสียงเรียบ
“แล้วที่บอกว่าผู้ตายน่าจะรู้จักสนิทสนมกับผู้ตายเป็นอย่างดีเล่า” หลี่เทียนเสียงไม่ได้มีท่าทีตื่นตระหนกเช่นทุกคน ใบหน้าของเขาเรียบเฉยในยามที่เอ่ยถามหญิงสาว
“สตรีนางนั้นน่าจะนัดแนะกับใครสักคน นางยืนอยู่ตรงนั้นใกล้กำแพง ทั้งยังยืนอยู่กับคนร้าย จากนั้นมีใครอีกคนเดินเข้ามาเห็นเห็นการณ์ คนร้ายซัดอาวุธเข้าใส่ลำคอของผู้มาใหม่ สตรีนางนั้นเข้ามาขัดขวางเขาจึงจำต้องปลิดชีพนาง ก่อนเหวี่ยงร่างคนทั้งคู่ไปยังจุดนั้น”
นิ้วเรียวชี้ไปยังจุดที่พบศพของเซียวฟู่หรงและเกาชิงหลิว
“ช่างคาดเดาได้เป็นฉาก ๆ เจ้าอยู่ในเหตุการณ์หรือไร” หลิ่วเฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงดูแคลน
“เป็นอย่างที่นางพูดจริง ๆ” หลี่เทียนเสียงชี้ไปยังพื้นใกล้ทางเดินซึ่งมีคราบเลือดจุดเล็ก ๆ อยู่ “หยดเลือดตรงนี้คงกระเด็นออกมาในยามที่อาวุธถูกซัดออกมาในระยะไกล จากจุดนั้นมาถึงจุดนี้ หากคนร้ายมีวรยุทธ์สูงและอาวุธที่ใช้ปักเข้าไปยังลำคอของผู้ตาย เลือดที่ออกมาจากบาดแผลก็จะยังไม่มาก แต่หากเขาล้มลงแล้วคว่ำด้านที่มีบาดแผลลงบนพื้น หยดเลือดก็จะคงมีให้เห็น หากไม่สังเกตข้าเองก็แทบจะมองไม่เห็นเช่นกัน เลือดที่ออกมาจากจุดที่ศพอยู่ น่าจะเกิดจากการที่คนร้ายดึงอาวุธสังหารออกจากบาดแผล”
“ข้าต้องการพบสาวใช้นางนั้น” เยว่ป่ายเหอแจ้งความประสงค์อีกครั้ง
“เช่นนั้นคงต้องรบกวนคุณชายหม่านำทางเพราะผู้อาวุโสห้ามมิให้ผู้ใดพบนาง” หลี่เทียนเสียงหันมามองหม่าเซียวหราน
“เช่นนั้นก็ได้ ข้าให้คนเฝ้านางเอาไว้แล้ว เชิญทางนี้” หม่าเซียวหรานผายมือ ก่อนเดินนำคนทั้งหมดออกไปยังจุดเกิดเหตุ
แต่ถึงอย่างนั้นยังไม่ทันที่พวกเขาจะก้าวพ้นประตู เสียงของความวุ่นวายที่อยู่ห่างออกไปกลับทำให้เยว่ป่ายเหอถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง
หลี่เทียนเสียงเองก็ขมวดคิ้วแล้วเหลือบไปมองหญิงสาว สองคนสบตากันครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมาแล้วพบว่าเหล่าคุณชายตัวแทนจากตระกูลใหญ่และหลินเจ๋ออี้หายตัวไปแล้ว นัยว่าพวกเขาคงรุดไปดูเหตุการณ์อย่างแน่นอน
“โดนปิดปากไปแล้วกระมัง” เยว่ป่ายเหอพึมพำ
“แม่นางหมายถึงสาวใช้นางนั้นหรือ”
“พวกท่านคนกลุ่มใหญ่ยกโขยงกันมาเพื่อดูสถานที่เกิดเหตุ บุรุษมากมายเดินไปเดินมา อีกทั้งข่าวที่ท่านเดินทางมายังกวงหมิงซานก็ลือกันทั้งหวงยี่ซาน คนร้ายไม่ลงมือกลบเกลื่อนสิ่งที่อาจเปิดโปงเขาได้ ย่อมโง่งมเต็มทน”
เยว่ป่ายเหอเอ่ยจบก็ก้าวเดินไปช้า ๆ ข้าง ๆ นางยังมีหลี่เทียนเสียงที่รักษาระยะห่างอย่างเหมาะสม
“แม่นางคิดเช่นไรกับสถานที่เกิดเหตุ” ชายหนุ่มถามขึ้น
ทั้งสองยังคงครุ่นคิดอย่างใจเย็น ในยามที่ก้าวเดินไปยังต้นเสียง ราวกับเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นหาได้อยู่ในความสนใจของทั้งเขาและนาง
“หุบเขาแห่งนี้สูงรองลงมาจากเหลียนหัวซานของตระกูลหลี่ กระนั้นคนที่สามารถเหินกายออกไปจากจุดเกิดเหตุมีเพียงสี่คน และพวกเขาแต่ละคนก็อยู่ที่คฤหาสน์ตระกูลหม่าในยามที่เกิดเรื่อง สาวใช้นางนั้นให้การณ์ว่าคนร้ายหนีไปโดยใช้เส้นทางหลังกำแพง แน่นอนว่าเรื่องนี้สี่ตระกูลย่อมถูกพุ่งเป้า แต่กลับจงใจทิ้งหุ่นฟางเอาไว้ให้เห็น ทั้งที่สามารถโยนลงไปในหุบเขาลึกได้”
เยว่ป่ายเหอกางพัดออกสะบัดเบา ๆ ท่าทีของนางราวกับทำไปเพราะความเคยชิน หากแต่พอนึกขึ้นได้ก็รีบตวัดพัดปิดอย่างแรง จึงไม่ทันสังเกตเห็นความประหลาดใจที่วูบไหวในดวงตาของหลี่เทียนเสียง
ชายหนุ่มเดินเข้าไปใกล้นางอย่างลืมตัว เมื่อได้กลิ่นหอมเย็นโชยออกมาจากตัวพัด ใบหน้ายังคงเรียบเฉยในยามที่เดินตามหญิงสาวไปเงียบ ๆ
“ผู้ตายสองคนเป็นคนของตระกูลโจวและตระกูลเกา พวกเขาย่อมพ้นจากการถูกสงสัย ดังนั้นคงเหลือเจ้าบ้าน และบิดาของท่าน” หญิงสาวยังคงกล่าวต่อไป พร้อมกับก้าวนำชายหนุ่มไปก้าวหนึ่ง
“แม่นางมายังที่เกิดเหตุก็เห็นหุ่นฟางนั้นเป็นคนแรก ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่มีผู้ใดเห็น” หลี่เทียนเสียงกล่าวด้วยใบหน้าเกลื่อนด้วยรอยยิ้ม
“สงสัยข้าหรือ” เยว่ป่ายเหอเอ่ยถามเขาน้ำเสียงรื่นรมย์ นางหยุดเดินแล้วหมุนตัวมาเผชิญหน้ากับชายหนุ่ม
เขาหรุบดวงตาลงต่ำ ราวเมื่อครู่ไม่ได้แอบมองพัดในมือของนาง “แม่นางเองก็มิใช่เพิ่งจะสงสัยคนตระกูลหลี่ของข้าหรอกหรือ”
ทั้งสองต่างคนต่างก็ยืนเผชิญหน้ากันเงียบ ๆ หลังจากจบประโยคของของหลี่เทียนเสียง
เยว่ป่ายเหอมองเขา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบยากจะคาดเดา “ผู้คนจากหวงยี่ซานลือกันว่าคุณชายรองตระกูลหลี่ปราดเปรื่องยิ่งกว่าผู้ใด สงสัยจะมิใช่เพียงแค่ข่าวลือ”
“พวกเขาอาจจะพูดเกินจริงไปบ้าง ข้าเพียงคาดเดาไปตามสิ่งที่เห็นเท่านั้น” หลี่เทียนเสียงเองก็ใช้น้ำเสียงในระดับเดียวกัน ผิดก็แต่ใบหน้าของเขายังคงประดับรอยยิ้มเป็นมิตรอยู่เสมอ