บทที่ 1.6
ในยามที่เอื้อนเอ่ยเยว่ป่ายเหอฉวยโอกาสกวาดสายตามองบุรุษทุกคนที่ยืนอยู่ด้านล่าง ในที่สุดนางก็หยุดสายตาลงที่ใบหน้าซีดขาวของหลี่เทียนเสียง และก็พบว่าสายตาของเขาเองก็มองมายังนางอย่างพิจารณาเช่นกัน
หญิงสาวเพียงละสายตาจากเขา ก่อนจะหันกลับมาสนใจสถานที่เกิดเหตุเช่นเดิม
“แม่นางพบร่องรอยใดบ้างหรือไม่”
น้ำเสียงเป็นมิตรของหลี่เทียนเสียง ทำให้นางสนใจใคร่รู้ในตัวของอีกฝ่ายขึ้นมาเล็กน้อย หญิงสาวกวาดสายตามองไปโดยรอบ ก่อนหันมามองยังหลี่เทียนเสียง
“คนร้ายน่าจะยังอยู่ในคฤหาสน์” นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยราวไม่ใส่ใจ กระนั้นทุกคนในที่นั้นกลับเลิกคิ้วมองนางด้วยความประหลาดใจ
“เหตุใดแม่นางจึงคิดเช่นนั้น” หลี่เทียนเสียงเอ่ยถามนางทั้งยังก้าวเข้าไปยังลานกว้าง ซึ่งตอนนี้มีสัญลักษณ์เขียนบอกชัดว่าเคยมีศพสองศพนอนแน่นิ่งอยู่ กระนั้นศพของคนทั้งสองได้ถูกเคลื่อนย้ายไปแล้ว
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาว หางตาหรือก็แอบเหลือบไปมองพัดในมือของนาง
“แม่นางแม้เจ้าจะมีวรยุทธ์ กระนั้นอีกฝั่งเป็นหน้าผาสูงชัน ข้าว่าเจ้าลงมาก่อนดีหรือไม่ ข้ายังไม่อยากให้เกิดโศกนาฏกรรมใด ๆ ที่นี่อีก”
หม่าเซียวหรานมองไปยังกำแพง ซึ่งหญิงสาวยืนอยู่ด้วยความกังวล ร่างโปร่งบางอรชรอ้อนแอ้นแม้จะยืนนิ่งมั่นคงไม่ไหวเอน แต่อีกฝั่งนั้นเป็นหน้าผาสูงชัน หากพลาดพลั้งก็มีแต่จะเอาไปทิ้งโดยใช่เหตุ
“ข้าเดาไว้ไม่ผิด เจ้ามากับรองประมุขเยว่จริง ๆ ด้วย”
น้ำเสียงยียวนของหลินเจ๋ออี้ที่เพิ่งจะก้าวเข้ามาทำให้เยว่ป่ายเหอขมวดคิ้ว นี่เป็นครั้งแรกที่นางแสดงอารมณ์ออกมาทางสีหน้า
“เจ้าก็อยู่ที่นี่หรือ”
ทันทีที่ได้ยินว่าเยว่ป่ายเหอส่งกุนซือผู้หนึ่งเข้าร่วมการสอบสวนครั้งนี้ หลินเจ๋ออี้ก็มั่นใจว่าเป็นนางไม่ผิดแน่ เขาเคยพ่ายแพ้ให้นางมาก่อนหน้านี้ ในยามที่ไต้ซือซย่าอิงประกาศหาผู้ที่เหมาะสมเพื่อครอบครองคัมภีร์สงบใจ เขาและนางเข้าร่วมการแก้ปริศนาสามข้อ และเป็นนางที่เอาชนะเขาได้
แม้จะพยายามสืบหาตัวตนของอีกฝ่ายเพียงใด สิ่งที่เขาได้รู้มีเพียงนางเป็นกุนซือของเยว่ป่ายเหอ ซึ่งเรื่องนี้ไต้ซือซย่าอิงบอกเขาด้วยตัวเอง
เงาร่างในชุดสีขาวเหินกายลงมาช้า ๆ ปลายเท้าของนางค่อย ๆ วางลงบนพื้นไม่ไกลจากหลี่เทียนเสียง
“ท่านรู้จักกับแม่นางอวี้เหลียนมาก่อนหรือ” หม่าเซียวหรานเอ่ยถามยิ้ม ๆ เขาได้ยินมาว่าวังบุปผามีกฎห้ามติดต่อกับคนนอก เหตุใดหลินเจ๋ออี้จึงรู้จักกับกุนซือวังบุปผา เรื่องนี้นับว่าน่าแปลกใจไม่น้อย
“อวี้เหลียนหรือ” หลินเจ๋ออี้มีท่าทีประหลาดใจ เขามองมายังเยว่ป่ายเหอก่อนมองไปยังหม่าเซียวหราน “ที่แท้เจ้าก็มีนามว่าอวี้เหลียน” เขาพึมพำราวกับได้รับความอยุติธรรมที่ตนรู้ชื่อของนางเป็นคนสุดท้ายในที่นี้
“ข้าพยายามตามหาเจ้า...” ไม่เอ่ยเปล่าหลินเจ๋ออี้ก้าวมาข้างหน้า
“พวกท่านอย่าเพิ่งก้าวเข้ามา” หลี่เทียนเสียงเอ่ยเมื่อมองเห็นคนทั้งหมดกำลังจะก้าวเข้ามายังลานกว้าง
เขาหรี่ดวงตาก่อนมองไปโดยรอบ “รอยเท้าพวกนี้สับสนจนเกินไป ไม่อาจมองแยกแยะแล้ว” หลี่เทียนเสียงมองไปโดยรอบเพื่อมองหาสิ่งผิดปกติ
“ไม่จำเป็นแล้ว คนร้ายมีเพียงคนเดียว อีกทั้งน่าจะรู้จักกับผู้ตายทั้งสองเป็นอย่างดี” เยว่ป่ายเหอก้าวเดินตรงไปยังหลินเจ๋ออี้ “ข้าต้องการพบสาวใช้ผู้นั้น ผู้ที่เห็นเหตุการณ์เป็นคนแรก” นางเอ่ยเสียงเรียบก่อนชะงักเมื่อหลี่เทียนเหวินก้าวเข้ามาขวาง
“แม่นาง...”
“เรียกข้าว่าอวี้เหลียน ข้าไม่มีแซ่” นางเดาออกถึงท่าทีลำบากใจของเขา
โจวจื่อหยวนพยักหน้า “ข้าเองก็เหมือนจะเคยได้ยินมาบ้างว่านอกจากรองประมุขทั้งสองที่ใช้แซ่เยว่แล้ว คนของวังบุปผาจะมีชื่อที่เป็นสัญลักษณ์ของตัวเองไปจนตาย เห็นทีจะไม่ใช่เรื่องเหลวไหล”
หม่าเซียวหรานยิ้มในหน้า “แม่นางอวี้เหลียน เมื่อครู่ท่านบอกว่าคนร้ายมีเพียงคนเดียว อีกทั้งน่าจะรู้จักสนิทสนมกับผู้ตายเป็นอย่างดี อาศัยหลักฐานใดหรือ”
“ถามเขาสิ เขาน่าจะรู้แล้ว” เยว่ป่ายเหอมองหลี่เทียนเสียง แต่อีกฝ่ายกลับเงยหน้ามองไปบนกำแพงสูง ซึ่งอีกด้านเป็นหน้าผาสูงชันเพียงใดทุกคนล้วนตระหนักดี
“แม่นาง...ลงไปดูด้านล่างแล้วกระมัง”
“ลงแล้วอย่างไร ไม่ลงแล้วอย่างไร” นางเพียงตอบเขาสั้น ๆ
ทุกคนที่ยืนอยู่กลับมีท่าทีตื่นตระหนก หุบเหวด้านหลังสูงชันจนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นหุบเหวแห่งความตาย แต่สตรีตรงหน้ากลับลงไปโดยที่เสื้อผ้าของนางยังคงสะอาดไร้ร่องรอยขีดข่วน หรือคราบสกปรก จะให้พวกเขาเชื่อว่าอย่างไรเล่า
“แต่หุบเขานั่น...”
เยว่ป่ายเหอยิ้มที่มุมปาก “ท่านไม่ต้องลงไปที่ก้นเหวหรอก ข้าหาได้เก่งกาจปานนั้น ขึ้นไปดูก็จะรู้ มองจากบนกำแพงจุดที่ข้ายืนเมื่อครู่จะมองเห็นหุ่นฟางสวมเสื้อผ้าครบชุดตัวหนึ่งติดอยู่ตรงกิ่งไม้”