บทที่ 1.5
“ข้าพาไปก็แล้วกัน” หม่าเซียวหรานเสนอตัวในฐานะทายาทคนโตของตระกูลหม่า
ดังนั้นโจวจิ้งเหล่ยจึงส่งโจวจื่อหยวนบุตรชายของตนมาด้วย
ส่วนเกาซวี่ไห่ส่งหลิ่วเฉิน ซึ่งเป็นคนสนิทของตนมาเข้าร่วม เนื่องจากบุตรชายของเขาสิ้นใจไปแล้ว
ในระหว่างนั้นพวกเขาพบกับคนของคฤหาสน์ตระกูลหม่ากำลังนำสตรีสองคนเดินเข้ามาด้านใน ทั้งสองสวมชุดสีขาวดูทะมัดทะมัดทะแมง ใบหน้าเย็นชา และท่วงท่าเย่อหยิ่งไม่สนใจผู้ใดเช่นนั้น ทำให้เดาได้ไม่ยากว่าพวกนางมาจากวังบุปผาเหนือเป็นแน่
“คุณชายแม่นางทั้งสองแจ้งว่ามาจากวังบุปผาขอรับ” คนของคฤหาสน์รีบแนะนำเมื่อเห็นหม่าเซียวหราน
ทั้งหมดเลิกคิ้วก่อนมองสตรีทั้งสองที่ยืนอยู่ตรงหน้า พวกนางแต่งกายเหมือนกันทั้งยังถือพัดผ้าไหมสีขาวทั้งคู่ ท่าทีหรือก็ไม่ได้แตกต่างกันนัก
กระนั้นหนึ่งคนยืนอยู่ด้านหน้า หนึ่งคนเดินตามอยู่ด้านหลัง หม่าเซียวหรานจึงเลือกที่จะยกมือขึ้นคารวะสตรีที่ยืนอยู่ด้านหน้า
“ข้าน้อยหม่าเซียวหรานคารวะแม่นาง”
“คุณชายหม่าเกรงใจไปแล้ว ข้าเยว่ป่ายเหอ มาที่นี่เพราะได้ยินข่าวการฆาตกรรม”
“ที่แท้เป็นรองประมุขเยว่” หม่าเซียวหรานเลิกคิ้วทั้งยังเปลี่ยนท่าทีเป็นสุภาพอ่อนน้อมยิ่งกว่าเดิม
บุรุษด้านหลังเขาต่างก็แนะนำตัว ทั้งยังยกมือขึ้นคำนับนางด้วยความประหลาดใจ เนื่องจากนี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้พบรองประมุขวังบุปผาเหนือ
ชื่อเสียงของนางมารทั้งสองแห่งวังบุปผา เขาไหนเลยจะไม่เคยได้ยิน เห็นชัดว่าข่าวลือเกี่ยวกับวรยุทธ์อันไร้เทียมทานของรองประมุขวังบุปผา หาใช่เพียงแค่ข่าวลือ
ใบหน้าหลิวหรงยังคงเรียบเฉย ดวงตาหรือก็เย็นชาจนไม่อาจคาดเดาอารมณ์ได้ นางกวาดสายตามองบุรุษทุกคนตรงหน้า ในยามที่พวกเขาแนะนำตัว
“นี่คือจื่อเยียนคนสนิทของข้า ส่วนอีกคนคือกุนซือของข้านางมีนามว่าอวี้เหลียน พวกท่านคงได้พบนางในอีกไม่ช้า”
ท่าทีเย่อหยิ่งและบรรยากาศเยือกเย็นรอบกายของหลิวหรง ทำให้ไม่มีผู้ใดสงสัยว่านางคือเยว่ป่ายเหอตัวจริงหรือไม่ อีกทั้งพวกเขาต่างก็รับรู้ได้ว่ากำลังภายในของอีกฝ่ายนั้นไม่ธรรมดา
“เช่นนั้นข้าจะพาท่านไปพบท่านพ่อและผู้อาวุโส” หม่าเซียวหรานเสนอตัว
“อย่าลำบากเลย พวกท่านมิใช่ว่าอยู่ในระหว่างทางไปยังสถานที่เกิดเหตุหรอกหรือ อย่าให้ข้าถ่วงเวลาเลย คนของข้าล่วงหน้าไปที่นั่นแล้ว พวกท่านคงพบนางที่นั่น” เอ่ยจบหลิวหรงก็เดินตามคนของคฤหาสน์ตระกูลหม่าไป
“ใช่นางหรือ” โจวจื่อหยวนกระซิบถามเมื่อหลิวหรงเดินจากไป
“ชุดขาว พัดผ้าไหม นั่นย่อมต้องเป็นเยว่ป่ายเหอ รองประมุขวังบุปผาเหนือ นางมารน้ำแข็งปิงเหอ” หม่าเซียวหรานเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ชื่นชมหลายส่วน
เขากระหายที่จะได้เห็นพัดปิงเหอใกล้ ๆ เหลือเกิน กระนั้นเขาไหนเลยจะกล้าบอกนางกางออกมา เพราะได้ยินมาว่าพัดปิดเหอกางจะกางออกก็ต่อเมื่อในยามที่ดื่มเลือดเท่านั้น!!!
“แต่พวกนางล้วนสวมชุดขาวและถือพัดผ้าไหม” หลิ่วเฉินไม่ใคร่จะเห็นด้วย
“บุคลิกของเยว่ป่ายเหอหาใช่จะเลียนแบบได้ง่าย ๆ พวกท่านไม่รู้สึกถึงบรรยากาศกดดันยามที่นางมาถึงหรอกหรือ หรือท่านคิดว่าอย่างไรคุณชายหลี่” โจวจื่อหยวนคล้อยตามหม่าเซียวหราน
“เมื่อครู่ประมุขเยว่มิใช่บอกว่าคนของนางล่วงหน้าไปยังที่เกิดเหตุแล้วหรอกหรือเราสมควรเร่งฝีเท้าได้แล้ว” หลี่เทียนเสียงเอ่ยด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
ชายหนุ่มจากสี่ตระกูลผู้รับหน้าที่สอบสวนเพื่อหาคนร้ายได้ยินเช่นนั้นก็เร่งฝีเท้าจนมาถึงที่เกิดเหตุทันที พวกเขาทั้งหมดมีอันต้องชะงัก เนื่องจากบัดนี้บนกำแพงสูงปรากฏแผ่นหลังของคนผู้หนึ่งกำลังนั่งนิ่งอยู่
ร่างอรชรที่บ่งบอกชัดว่าเป็นสตรีในชุดบุรุษ ทำให้ทุกคนเลิกคิ้วมองด้วยความสงสัย แถบผ้าสีขาวซึ่งมัดรวบเส้นผมพลิ้วไหวตามสายลม ในยามที่คนผู้นั้นค่อย ๆ ยืนขึ้น เพราะรับรู้การมาถึงของพวกเขา
ใบหน้าเฉยชาค่อย ๆ หันมามองผู้เข้ามาใหม่ ดวงตาเรียบเฉยคมกริบกวาดมองไปยังชายหนุ่มแต่ละคนอย่างพิจารณา
“ชุดขาวทั้งยังถือพัดอีกคนแล้ว” หลิ่วเฉินกระซิบกับโจวจื่อหยวน กระนั้นเขาพลันรับรู้ถึงแรงกดดันจากร่างที่อยู่บนกำแพง แม้นางเพียงปรายตามองมาด้วยดวงตาเรียบเฉย
“แม่นางท่านนี้คงจะเป็นแม่นางอวี้เหลียนจากวังบุปผากระมัง” หม่าเซียวหรานเอ่ยทักขึ้น
ในใจของเขาอดที่จะประหลาดใจไม่ได้ เหตุใดเขาจึงให้รู้สึกว่าคนของวังบุปผาทุกคนนั้น ช่างเก่งกาจในเรื่องทำให้บรรยากาศรอบกดดันยิ่งนัก
“ท่านรองประมุขได้รับข่าวว่าพวกท่านส่งตัวแทนจากแต่ละตระกูลเข้าร่วม ทั้งนี้ก็เพื่อหาตัวฆาตกรตัวจริง ข้าคือตัวแทนของวังบุปผาเหนือ”