บทที่ 1.4
“ข้าจะทดสอบเจ้าสองคนด้วยว่าหนึ่งพิศุทธิ์เหนือธารของพวกเจ้าก้าวหน้าไปถึงไหนแล้ว”
ถึงจะได้คำตอบมาแบบนั้นแต่ไหนเลยทั้งสองจะเชื่อ
พวกนางได้แต่มองจือหลานที่อมยิ้มอย่างเห็นขัน เหตุผลนี้ของประมุขช่างไม่มีความจริงใจเอาเสียเลย เห็นชัดว่านางกำลังกลั่นแกล้งจื่อเยียนกับหลิวหรง อีกทั้งคงมีเหตุผลที่ซ่อนอยู่มากกว่านั้นเป็นแน่
กระบวนท่าหนึ่งพิศุทธิ์เหนือธาร ซึ่งเป็นการร่ายรำพัดด้วยกำลังภายใน ไหนเลยจะมีคนของวังบุปผาสามารถฝึกจนก้าวหน้าได้โดยง่าย
จือหลานพลันรู้สึกโชคดีที่นางไม่ได้ติดตามไปยังกวงหมิงซานครานี้ แม้จะไม่เห็นด้วยที่รองประมุขจะเดินเข้าไปสู่กับดักของฝ่ายธรรมะ กระนั้นรองประมุขของพวกนางก็ไม่เคยทำอะไรที่ไม่มีเหตุผล ดังนั้นพวกนางจึงได้แต่คล้อยตาม
“ข้าน้อยทราบแล้ว” จือหลาน จื่อเยียน และหลิวหรงค้อมกายรับคำสั่ง
“อีกไม่กี่วันคงมีข่าวจากศิษย์พี่ ภายในเวลาไม่กี่วัน พวกเขาจะกล้าลงมือกับข้าเชียวหรือ ถึงแม้ตอนนี้จะมีผู้อาวุโสของฝ่ายธรรมะทั้งสี่ตระกูลอยู่ ก็ไม่ง่ายนักหากพวกเขาต้องการจะสังหารข้า”
น้ำเสียงรื่นเริงของเยว่ป่ายเหอช่างสวนทางกับดวงตาเย็นชา ซึ่งนั่นยิ่งทำให้จือหลานไม่อาจทัดทาน นางจำต้องกลับวังบุปผาเหนือไปก่อน เพราะยังมีงานของวังบุปผาอีกมากที่นางต้องรับผิดชอบ
หลี่เทียนเสียงก้าวเดินเข้าไปยังห้องโถงคฤหาสน์ตระกูลหม่าด้วยท่าทีเงียบขรึม ผู้คนที่จ้องมองรอบด้านไม่ได้ทำให้เขารู้สึกอึดอัด ข่าวลือมากมายเกี่ยวกับตัวเขา ทำให้หลายคนสงสัยใคร่รู้
ยิ่งเรื่องเส้นผมของเขาที่มีสีขาวแซมกว่าครึ่งทั้งที่อายุยังน้อย ยิ่งทำให้ผู้คนกระหายที่จะได้เห็นกับตา
นานมาแล้วเขาเคยหวาดหวั่นกับสายตาผู้คน กระทั่งเคยขังตัวเองเอาไว้ในห้อง เพราะไม่ต้องการเป็นตัวประหลาดในสายตาของผู้ใดแม้แต่กับคนตระกูลหลี่เอง
แต่วันนี้กลับรู้สึกเฉยชากับเรื่องทั้งหมด สิ่งเดียวที่เขามุ่งมั่นทุ่มเทให้ ก็คือครอบครัวที่อุ้มชูและอยู่เคียงข้างเขา ในยามที่เขาต้องการ
แม้หลายปีมานี้สุขภาพของเขาอ่อนแอลงเรื่อย ๆ กระนั้นเขาก็ยังอยากจะทำประโยชน์ให้ตระกูลมากที่สุด ดังนั้นรากฐานของกิจการทั้งหมดของตระกูลหลี่ เขาได้วางคนที่เหมาะสมให้ช่วยดูแล ต่อไปหากว่าเขาจากไปจะได้จากไปอย่างหมดห่วง
...นี่จึงจะเป็นสิ่งที่เขาให้ความสำคัญ
ย่างก้าวอันแผ่วเบา ท่วงท่าอันนุ่มนวลสง่างาม ใบหน้าเรียบเฉยทว่าดวงตากลับทอประกายอ่อนโยนลง ในยามที่หลี่เทียนเหวินก้าวเข้ามาหาเขา
หลี่เทียนเสียงแย้มยิ้ม ก่อนจะมองไปยังด้านหลังผู้เป็นพี่ชาย เมื่อรับรู้ถึงสายตาคมกริบของคนจากหุบเขาพยัคฆ์เพลิง
หลินเจ๋ออี้ผู้นี้เขาเคยพบมาก่อน และดูเหมือนจะเป็นการพบกันในแบบที่ไม่น่าประทับใจเท่าไร เนื่องจากอีกฝ่ายพ่ายแพ้ให้เขาในวันที่ทั้งสองใช้การเดินหมาก เพื่อตัดสินว่าใครจะได้สินค้าซึ่งมาจากต่างเมือง
จากในตอนแรกที่มั่นใจว่าตนคือผู้ที่ได้สัมปทานสินค้า กระทั่งพ่ายแพ้หมดรูปให้คุณชายที่อ่อนแอขี้โรค ผู้เพิ่งจะเริ่มเข้ามาดูแลกิจการ ทำให้หลินเจ๋ออี้ไม่พอใจมาจนถึงทุกวันนี้
“รู้เรื่องที่เกิดขึ้นคร่าว ๆ แล้วกระมัง”
“ขอรับ” เขาเอ่ยก่อนเดินตามหลี่เทียนเหวินเข้าไปคารวะเหล่าผู้อาวุโสที่นั่งรออยู่ในห้องโถง
“มาถึงแล้วหรือ” หลี่เซวียนเอ่ยเป็นคนแรก ก่อนมองบุตรชายคนรองคารวะเหล่าผู้อาวุโสตระกูลต่าง ๆ ซึ่งในยามนี้เคร่งเครียดกับเรื่องที่เกิดขึ้น
“เดินทางราบรื่นดีหรือไม่”
“ขอรับ”
“ลำบากคุณชายรองแล้ว แต่หากไม่ใช่ท่านข้าก็มองไม่เห็นผู้ใดที่จะสืบหาคนร้าย ข้าได้ให้คนกันพื้นที่เอาไว้แล้ว เรื่องนี้ไม่อาจให้ทางการเข้ามายุ่งเกี่ยวเพราะเป็นเรื่องของพวกเราชาวยุทธ์ ดังนั้นจึงได้แต่รบกวนแล้ว”
หม่าชิงเหลยกล่าวขึ้นอย่างเกรงอกเกรงใจ
“ผู้อาวุโสหม่าเกรงใจไปแล้ว เรื่องนี้ข้าน้อยจะทำสุดความสามารถ ขอทุกท่านอย่าได้กังวล”
“จะว่าไปข้าต้องการให้คนของข้าเข้าร่วมการสืบหาคนร้ายด้วย” เกาซวี่ไห่เอ่ยด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
“คนของตระกูลข้าด้วย” โจวจิ้งเหล่ยเสริม “ฮูหยินของข้าต้องมาตายไปเช่นนี้ ข้าไม่มีทางปล่อยคนร้ายไปโดยง่ายแน่นอน!”
“เช่นนั้นข้าน้อยเห็นว่าควรส่งคนของสี่ตระกูลมาเข้าร่วมการสืบสวน ยังมีคนของวังบุปผา และคนของหุบเขาพยัคฆ์เข้าร่วมอีกทาง เพื่อความโปร่งใส”
หลี่เทียนเสียงเสนอขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ทุกฝ่ายต่างก็เห็นด้วย เพราะเรื่องนี้ค่อนข้างอ่อนไหวต่อทุกฝ่าย ดังนั้นพวกเขาจำต้องดำเนินเรื่องให้โปร่งใสที่สุด
“ในระหว่างที่ตกลงกันว่าจะส่งผู้ใดมาเข้าร่วมการสอบสวน อย่างไรข้าน้อยขอไปดูที่เกิดเหตุได้หรือไม่ขอรับ”