บทที่ 1.3
ในขณะเดียวกันที่ขบวนรถม้าตระกูลหลี่กำลังมุ่งหน้าไปยังคฤหาสน์ตระกูลหม่า ร่างอรชรในชุดบุรุษสีขาวลุกขึ้นจากโต๊ะชั้นสองของโรงเตี๊ยม
จากจุดที่ยืนอยู่สามารถมองผู้เห็นคนที่เดินทางขึ้นเขาไปยังคฤหาสน์ตระกูลหม่าได้อย่างชัดเจน
ร่างโปร่งที่แม้จะสวมเสื้อผ้าสีขาวของบุรุษ และรวบผมยาวดำขลับขึ้นสูง ก่อนมัดเอาไว้ด้วยแถบผ้าสีเดียวกับชุด กระนั้นท่วงท่าทุกกระเบียดนิ้วที่แสดงออก กลับหาได้พยายามปิดบังว่าตัวนางเองเป็นอิสตรี มองดูราวกับนางเพียงต้องการความคล่องแคล่วในยามเดินทางเท่านั้น
เมื่อมองเห็นรถม้าหรูหราของตระกูลหลี่วิ่งลับตาไป หญิงสาวก็หมุนตัวกลับมา ใบหน้าที่ยังคงอ่อนเยาว์เรียบเฉยในขณะที่มือสะบัดพัดกางออก
พัดผ้าไหมที่มีก้านพัดทำจากเงินบริสุทธิ์ส่งกลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกป่ายเหอ ออกมา
“รายงานท่านรองประมุข”
เงาร่างในชุดสีม่วงปราดเข้ามา ก่อนคุกเข่าลงด้านหลังสตรีชุดขาว
“ว่าไป”
สตรีเจ้าของพัดสีขาวเอ่ยเสียงเรียบ สายตาของนางยังคงจับจ้องไปยังทางขึ้นเขานิ่ง เมื่อครู่นางมองเห็นใบหน้าของชายหนุ่มผู้ที่อยู่บนรถม้าอย่างชัดเจน และหากเดาไม่ผิด เขาก็คือคุณชายรองตระกูลหลี่
ส่วนผู้ที่ขี่ม้าอยู่หน้าขบวนนั้น นางรู้จักอีกฝ่ายดี เนื่องจากชื่อเสียงความเจ้าสำราญของคุณชายสามตระกูลหลี่นั้น ไม่มีผู้ใดในหวงยี่ซานไม่รู้จัก
“ผู้คุมกฎส่งพิราบสื่อสารมาเจ้าค่ะ”
“ส่งมา” มือเรียวยื่นออกไปรับจดหมายพร้อมกับเปิดอ่านเงียบ ๆ “นางให้คนส่งพิราบสื่อสารไปยังวังบุปผาใต้แล้วกระมัง”
“เจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นศิษย์พี่คงอยู่ระหว่างการเดินทางแล้ว” เอ่ยแล้วเว้นวรรคไปครู่หนึ่งอย่างใช้ความคิด “ข้าจะไปคฤหาสน์ตระกูลหม่ากับหลิวหรง และจื่อเยียน จือหลานเจ้ากลับวังบุปผาเหนือไปเสีย”
“รองประมุข!” จือหลานขมวดคิ้วด้วยความกังวล นางนับเป็นคนสนิทที่อยู่กับเยว่ป่ายเหอแทบไม่เคยแยกจากกัน นางเคยเป็นดังเงาของอีกฝ่ายตลอด
แต่คราวนี้เหตุใดรองประมุขจึงไม่ต้องการนาง...
“เจ้ากังวลอะไรเล่า ป๋ายฉานเองก็อยู่ที่นั่น”
“แต่...”
“หรือเจ้าคิดว่าข้าไม่อาจดูแลตัวเองได้ หลายปีมานี้ข้าปลอมตัวปะปนอยู่กับชาวยุทธ์ฝ่ายธรรมะ ไม่เห็นมีใครล่วงรู้ว่าข้าอยู่ในหวงยี่ซาน”
น้ำเสียงเย็นเยียบของอีกฝ่าย ทำให้จือหลานขนลุกซู่ นางรู้จักเยว่ป่ายเหอดีจนรู้ว่ายิ่งน้ำเสียงของอีกฝ่ายเย็นเยียบเท่าไร นั่นยิ่งหมายถึงนางต้องระมัดระวังคำพูดมากเท่านั้น
แม้ว่านางจะอายุมากกว่าอีกฝ่ายถึงสามปี แต่การที่เยว่ป่ายเหอผู้ซึ่งอายุเพียงสิบเจ็ดปี ได้รับความไว้วางใจจากประมุขวังบุปผา หาใช่เพียงเหตุผลในด้านวรยุทธ์ที่ลำเลิศของอีกฝ่ายเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงความคิดลึกล้ำ และความเฉลียวฉลาด ซึ่งน้อยคนในวังบุปผาจะมี
“ข้าน้อยเพียงกำลังกังวลว่าเรื่องนี้อาจเป็นฝ่ายธรรมะเองที่วางแผนเล่นงานท่าน” จือหลานเอ่ยสิ่งที่ตนสงสัยออกมา
“เจ้าวางใจเถิด ข้าจะเข้าไปในฐานะอื่น ข้าจึงให้เจ้ากลับไปยังวังบุปผาเหนืออย่างไรเล่า”
“ข้าน้อยไม่เข้าใจ”
“ข้าจะไปในนามของกุนซือคนสนิทของเยว่ป่ายเหอเท่านั้น หลิวหรง...”
“เจ้าคะ”
“เจ้าฝีมือดีที่สุดในบรรดาศิษย์ของวังบุปผาเหนือ พวกเขาไม่มีใครเคยพบข้า ไหนเลยจะรู้ว่าคนใดคือตัวจริงหรือว่าคนใดปลอมตัวมา เจ้าก็แล้วกัน” เยว่ป่ายเหอแย้มยิ้มที่มุมปาก
“เจ้าค่ะ”
“จำไว้ว่าข้าคือผู้ติดตามไม่ใช่เยว่ป่ายเหอรองประมุขของพวกเจ้า จากนี้ข้าคือ...”
หญิงสาวคลี่พัดในมือของตัวเองออก มองดูดอกบัวบริสุทธิ์ที่ปักอยู่บนผ้าไหมนางก็ยิ้มออกมา
“จากนี้ข้าคือ อวี้เหลียน เป็นเพียงหนึ่งในผู้ติดตามจากวังบุปผาเหนือเท่านั้น อย่างไรก็คิดเสียว่าเรามายังกวงหมิงซานเพื่อเล่นสนุกก็แล้วกัน อีกอย่างหลิวหรงกับจื่อเยียนนับจากวันนี้เป็นต้นไป เจ้าสองคนจงถือพัดคู่กายเอาไว้ตลอดเวลา หากมีเหตุต้องใช้วรยุทธ์จงใช้กระบวนท่าหนึ่งพิศุทธิ์เหนือธารก่อน จากนั้นค่อยใช้วรยุทธ์ที่พวกเจ้าถนัด”
“ทำไมหรือเจ้าคะ อย่างไรเสียพวกเขาไม่มีทางแยกแยะพัดปิงเหอของท่านกับพัดอื่น ๆ อยู่แล้ว” หลิวหรงให้สงสัยนัก