บทที่ 1.1 นางมารวังบุปผา
หวงยี่ซาน ดินแดนแห่งขุนเขา และเหล่ายอดฝีมือ ซึ่งมียอดเขาสูงชันตั้งตระหง่านรอบทิศ
แต่ละยอดเขายังเป็นที่ตั้งของคฤหาสน์ป้อมปราการสี่ตระกูลใหญ่อันได้แก่ ตระกูลหลี่แห่งเหลียนหัวซาน ตระกูลหม่าแห่งกวงหมิงซาน ตระกูลเกาแห่งเทียนตู่ซาน และท้ายที่สุดตระกูลโจวแห่งจื่อเซ่อซาน
นอกจากสี่ตระกูลใหญ่แห่งหวงยี่ซานแล้ว นอกด่านยังมีฝ่ายมารอันรุ่งเรืองอย่างหุบเขาพยัคฆ์เพลิงทางทิศตะวันตก วังบุปผาเหนือและใต้ รวมไปถึงทะเลตะวันออกที่ไร้ซึ่งที่สิ้นสุด
เยว่หวงหลานแห่งวังบุปผามีศิษย์เอกสองนาง เป็นผู้ดูแลและร่วมกันปกครอง ชาวยุทธ์ทั้งหลายแห่งหวงยี่ซานเรียกพวกนางว่านางมารอัคคี และนางมารน้ำแข็ง
เหล่าชาวยุทธ์หวงยี่ซานร่ำลือกันว่าวรยุทธ์ของพวกนางนั้น
...ไร้เทียมทาน
ด้วยชื่อเสียงของฝ่ายมารที่นับวันยิ่งกล้าแข็ง สี่ตระกูลใหญ่แห่งหวงยี่ซานซึ่งเรียกตัวเองว่าฝ่ายธรรมะ ตัดสินใจส่งเทียบเชิญไปยังวังบุปผาและหุบเขาพยัคฆ์เพลิง จุดประสงค์ก็เพื่อเข้าร่วมการประลองยุทธ์
รางวัลของผู้ชนะในการประลองยุทธ์ครั้งนี้ก็คือ
...ตำแหน่งจ้าวยุทธภพ
หลี่เซวียน จ้าวยุทธภพคนปัจจุบัน ทั้งยังเป็นหนึ่งในผู้อาวุโส ผู้ซึ่งเป็นกำลังสำคัญจากตระกูลหลี่ ประกาศจะล้างมือในอ่างทองคำ เพื่อจะใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบสุขในเหลียนหัวซาน
เมื่อไตร่ตรองแล้วอย่างถ้วนถี่ ฝ่ายธรรมะซึ่งยังคงมั่นใจในฝีมือของฝ่ายตนว่าเหนือกว่าฝ่ายมาร อีกทั้งคนรุ่นใหม่ของสี่ตระกูลที่มีฝีมือโดดเด่นอย่างหลี่เทียนเหวิน และเกาจื่อซู ก็นับว่าเป็นความหวังที่จะเอาชนะสองนางมารวังบุปผาได้ ดังนั้นทั้งหมดจึงมีความเห็นให้จัดงานประลอง เพื่อชิงตำแหน่งจ้าวยุทธภพแห่งหวงยี่ซานขึ้น
ณ ทางขึ้นกวงหมิงซานยามนี้ ขบวนรถม้าและม้าลักษณะดีกลุ่มหนึ่ง กำลังวิ่งตรงไปยังประตูคฤหาสน์ตระกูลหม่า ด้านหน้าสุดของขบวนมีชายหนุ่มซึ่งดูแล้วอายุอานามน่าจะไม่เกินยี่สิบควบม้าสีดำดูโดดเด่นนำหน้า
ใบหน้าหล่อเหลาดุจหยกสลัก เต็มไปด้วยสง่าราศี ชุดสีดำปักลายพยัคฆ์ดวงตาดุดันที่เขาสวมใส่ มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นคนของตระกูลหลี่จากเหลียนหัวซาน
“นั่นขบวนรถม้าตระกูลหลี่ใช่หรือไม่”
ชาวยุทธ์ซึ่งยังคงปักหลักยังโรงเตี๊ยมเล็ก ๆ ยังเชิงเขากวงหมิงซานเอ่ยถามขึ้นเมื่อมองเห็นขบวนรถม้า โรงเตี๊ยมแห่งนี้เป็นหนึ่งในกิจการของคนตระกูลหม่า ชาวยุทธ์หรือคนผ่านทาง นิยมมาเข้าพักก่อนจะเดินทางต่อไปยังเมืองต่าง ๆ
“หากเดาไม่ผิดน่าจะมาเพราะเรื่องการชุมนุมเพื่อประลองยุทธ์กระมัง”
“ผู้ที่ควบม้านำหน้าขบวนคือคุณชายสามหลี่เทียนลู่ ส่วนคนที่อยู่ในรถม้าคงจะเป็นคุณชายรองหลี่เทียนเสียงกระมัง”
“ข้าเคยได้ยินว่าคุณชายรองตระกูลหลี่สุขภาพอ่อนแอไม่อาจออกมานอกป้อมปราการไม่ใช่หรือ”
“มีเรื่องสำคัญอันใดทำให้คุณชายรองหลี่ถึงกับลงเขามาด้วยตัวเองเช่นนี้นะ”
“ได้ยินข่าวลือเรื่องคุณชายรองผู้นี้ อายุเพียงยี่สิบสองก็เอ่อ...เส้นผมเขาขาวทั้งศีรษะจริงหรือไม่”
“เจ้าไปได้ยินมาจากที่ใดกัน เพียงจอนผมเท่านั้น หาใช่ทั้งศีรษะไม่ เฮ้อ พูดไปแล้วคุณชายรองผู้นี้น่าเห็นใจนัก ตั้งแต่เล็กก็ถูกพิษจนร่างกายไม่อาจทานทนต่อการฝึกวรยุทธ์ ทั้งที่เกิดในตระกูลจ้าวยุทธภพสามชั่วคนแท้ ๆ”
“เช่นนั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่ที่เขาถูกพี่ชายของเขาผู้นั้นวางยาพิษ”
“เหลวไหล!!! เจ้าไปได้ยินข่าวลือนั่นมาจากไหนกัน คุณชายทั้งสามรักใคร่ปรองดอง ฮูหยินใหญ่และฮูหยินรองหรือก็อยู่ร่วมกันอย่างสันติ ไม่มีทางที่จะเกิดเรื่องเช่นที่เจ้าว่าเด็ดขาด”
“แล้วเรื่องจริงเป็นเช่นใดเล่า”
“เรื่องนี้...ข้าเองก็ไม่รู้ จะว่าไปไม่มีผู้ใดรู้นอกจากคนตระกูลหลี่ที่ไม่ยอมเปิดปาก แต่ข้ามั่นใจว่าหาใช่ฝีมือคนในตระกูลหลี่ไม่”
ขณะที่เสียงซุบซิบดังมาจากสองข้างทาง ภายในรถม้าบุนวมชายหนุ่มหน้าตาซีดเซียวนั่งพลิกสมุดบัญชีช้า ๆ ใบหน้าและดวงตาเคร่งขรึมจริงจังจดจ้องไปยังตัวเลขบนสมุด นิ้วเรียวยาวดุจหยกเนื้อดีแตะขอบกระดาษแผ่วเบา ก่อนจะค่อย ๆ ละมือ แล้วยื่นออกมาเลิกม่านรถม้าด้านข้าง