บทที่ 5 แผนการในเงามืด
ศาลาร้างกลางป่าลึกทิศเหนือของเมืองหลวงถูกปกคลุมด้วยความมืดมิด มีเพียงแสงจันทร์เสี้ยวที่สาดส่องผ่านรอยแตกของหลังคากระเบื้องลงมา ลมหนาวพัดกรรโชกจนกิ่งไม้เสียดสีกันเกิดเสียงหวีดหวิวชวนขนลุก หานตงและขบวนผู้ติดตามเร่งควบม้ามาถึงจุดนัดพบตามเวลาที่กำหนด บรรยากาศรอบกายเงียบสงัดจนผิดปกติ
เบื้องหน้าของพวกเขาคือชายวัยกลางคนในชุดผ้าฝ้ายซอมซ่อ ร่างกายสั่นเทาด้วยความหนาวเหน็บและความหวาดกลัว เขากอดห่อผ้าฝ้ายไว้แนบอกแน่นราวกับมันเป็นสิ่งเดียวที่ต่อลมหายใจ นี่คือสมุห์บัญชีเมืองเจียงหนาน พยานปากสำคัญที่กุมชะตาของเหล่าขุนนางกังฉินเอาไว้
“ท่านคือสมุห์บัญชีจางใช่หรือไม่” หานตงกระโดดลงจากหลังม้า ก้าวเข้าไปหาพร้อมกับแสดงป้ายคำสั่งลับของกองบัญชาการองครักษ์
ชายผู้นั้นเบิกตากว้าง รีบพยักหน้ารัวก่อนจะคุกเข่าลง “ใช่ขอรับ เป็นข้าน้อยเอง ใต้เท้าโปรดรีบพาข้าน้อยหนีไปเถิด พวกมัน... พวกมันกำลังตามล่าข้า”
“ลุกขึ้นเถิด ไม่ต้องกลัว เมื่ออยู่ในการคุ้มครองของข้า จะไม่มีผู้ใดทำอันตรายท่านได้” หานตงเอื้อมมือไปประคองพยานให้ลุกขึ้น ทว่าในจังหวะนั้นเอง สัญชาตญาณขององครักษ์ผู้ผ่านการฝึกฝนอย่างหนักก็ร้องเตือนถึงอันตราย
ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ!
เสียงลูกธนูแหวกอากาศพุ่งทะยานแหวกความมืดมิดลงมาจากยอดไม้ หานตงตวัดกระบี่ในมือปัดป้องลูกธนูอาบยาพิษที่พุ่งเข้าใส่พยานอย่างฉิวเฉียด ประกายไฟแลบแปลบปลาบเมื่อเหล็กกระทบกัน
“ระวังตัว มีการซุ่มโจมตี” หานตงตะโกนก้อง
ทหารองครักษ์ทั้งสิบนายชักดาบออกจากฝักพร้อมกัน ชั่วพริบตาเดียว เงาร่างในชุดดำนับยี่สิบคนก็กระโจนลงมาจากต้นไม้รอบทิศทาง ปิดล้อมศาลาร้างไว้อย่างแน่นหนา กลิ่นอายสังหารรุนแรงแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ การปะทะกันเกิดขึ้นอย่างดุเดือด เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นป่า คาวเลือดเริ่มคละคลุ้งในอากาศ
เฉินรุ่ยตวัดดาบฟันนักฆ่าชุดดำร่วงลงไปสองคน เขารีบขยับมายืนหันหลังชนกับหานตงเพื่อระวังหลังให้กัน “ตงตง พวกมันมีจำนวนมากกว่าแถมยังเป็นยอดฝีมือทั้งสิ้น ข้าเกรงว่าพวกเราจะต้านไว้ได้ไม่นาน”
“เจ้าพาพยานฝ่าวงล้อมออกไปก่อน ข้าจะรับหน้าพวกมันไว้เอง” หานตงกัดฟันแน่น เพลงกระบี่ของเขารวดเร็วดุดันราวกับพยัคฆ์ร้าย ทุกครั้งที่ตวัดกระบี่จะต้องมีร่างของศัตรูล้มลง
ทว่าเหล่านักฆ่าราวกับได้รับการฝึกมาเพื่อรับมือกับเขาโดยเฉพาะ พวกมันไม่เน้นเข้าปะทะตรงๆ แต่ใช้วิธีผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามารุมล้อมเพื่อทอนกำลัง ในจังหวะที่หานตงกำลังรับมือกับหัวหน้านักฆ่าที่ใช้ดาบโค้ง ลูกธนูลับดอกหนึ่งก็พุ่งทะลวงความมืดเข้าปักกลางหลังของสมุห์บัญชีจางอย่างแม่นยำ
ร่างของพยานสำคัญกระตุกเกร็งก่อนจะล้มฟุบลงจมกองเลือด ห่อผ้าที่กอดไว้กลิ้งตกลงบนพื้นดิน
“ท่านจาง” เฉินรุ่ยร้องเสียงหลง พยายามจะเข้าไปพยุง แต่ก็ถูกนักฆ่าสามคนรุมสกัดไว้
หานตงเบิกตากว้าง ความโกรธเกรี้ยวตีตื้นขึ้นมาในอก ภารกิจที่เขาหมายมั่นปั้นมือว่าจะใช้เป็นบันไดก้าวไปสู่อนาคตพังทลายลงต่อหน้าต่อตา ชายหนุ่มคำรามในลำคอ รวบรวมลมปราณทั้งหมดตวัดกระบี่ฟาดฟันหัวหน้านักฆ่าจนกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าว
แต่แล้วกลุ่มควันสีม่วงคล้ำก็ถูกซัดออกมาจากมือของศัตรู มันระเบิดออกและลอยฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ หานตงเผลอสูดดมเข้าไปเพียงเฮือกเดียว ร่างกายก็พลันหนักอึ้งราวกับถูกหินก้อนใหญ่ถ่วงไว้ แขนขาชาหนึบจนแทบจะประคองกระบี่ในมือไม่อยู่
‘ยาสลายปราณ’
ชายหนุ่มตระหนักได้ในทันที ทว่ามันสายเกินไปแล้ว ร่างกายของเขาทรุดลงคุกเข่ากับพื้นดินเย็นเยียบ ภาพตรงหน้าเริ่มพร่ามัว เขาเห็นเฉินรุ่ยและทหารองครักษ์คนอื่นค่อยๆ ล้มลงทีละคนจากการสูดดมควันพิษเช่นเดียวกัน
หัวหน้านักฆ่าเดินเช็ดคราบเลือดบนดาบเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าหานตง มันไม่ได้ลงมือสังหารเขาเหมือนที่ทำกับสมุห์บัญชีจาง กลับก้มลงเก็บห่อผ้าหลักฐานขึ้นมา แล้วใช้ปลายดาบเชยคางองครักษ์หนุ่มขึ้น
“ฝีมือเพลงกระบี่ของเจ้านับว่ายอดเยี่ยมนัก สมคำร่ำลือ ทว่าในเรื่องการเมืองอันโหดร้าย เพียงแค่มีฝีมืออย่างเดียวย่อมไม่อาจเอาชีวิตรอดได้” น้ำเสียงของหัวหน้านักฆ่าแหบพร่าและเย้ยหยัน
“พวกเจ้า... เป็นคนของใคร” หานตงฝืนเค้นเสียงถามอย่างยากลำบาก
“เรื่องนั้นเจ้าย่อมรู้อยู่แก่ใจ” หัวหน้านักฆ่าหัวเราะในลำคอ มันล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ ก่อนจะโยนของสิ่งหนึ่งลงบนพื้นตรงหน้าชายหนุ่ม “เจ้านายของข้าฝากสิ่งนี้มาให้เจ้าดู เพื่อเป็นการยืนยันว่าเราไม่ได้มาเพื่อเอาชีวิตเจ้า แต่มาเพื่อยื่นข้อเสนอ”
ดวงตาของหานตงเบิกกว้างเมื่อเพ่งมองสิ่งของที่ตกอยู่บนพื้น มันคือปิ่นปักผมไม้แกะสลักลายดอกเหมยเรียบๆ ปิ่นเล่มนี้เขาเป็นคนนั่งเหลาด้วยมือของตนเองและมอบให้ลี่อินเป็นของขวัญเมื่อวันเกิดปีที่แล้ว นางมักจะปักมันไว้บนมวยผมเสมอไม่เคยห่างกาย
“พวกเจ้า... ได้มันมาได้อย่างไร” หัวใจของชายหนุ่มหล่นวูบ ความหวาดกลัวที่รุนแรงกว่าความตายพุ่งเข้าเกาะกุมจิตใจ หากพวกมันมีปิ่นเล่มนี้ ย่อมหมายความว่าพวกมันสามารถเข้าถึงตัวลี่อินในวังหลวงได้
“เจ้านายของข้าชื่นชมในความสามารถของเจ้า อยากได้เจ้ามาเป็นกรงเล็บข้างกาย หากเจ้ายอมจำนนและสวามิภักดิ์รับใช้ สตรีเจ้าของปิ่นเล่มนี้ย่อมปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน” หัวหน้านักฆ่าย่อตัวลงกระซิบข้างหู “ทว่าหากเจ้าปฏิเสธ... หึหึ พรุ่งนี้เช้า ศพของนางกำนัลห้องผ้าผู้นั้นคงถูกพบอยู่ในบ่อน้ำท้ายวังอย่างอนาถ”
หานตงที่ได้ฟังคำขู่ก็กำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ เลือดสีสดไหลซึมออกมาแต่เขาไม่รู้สึกเจ็บปวดเลยแม้แต่น้อย ความแค้นและความอัปยศอดสูสุมทับอยู่ในอก ภารกิจล้มเหลว พยานถูกฆ่าตาย ซ้ำร้ายสตรีที่เขารักทูนหัวยังตกเป็นเป้าหมายของการข่มขู่ เขาไม่เหลือทางเลือกใดเลย
ในขณะที่หานตงกำลังดิ้นรนอยู่ในขุมนรกแห่งความสิ้นหวัง ณ วังหลวงที่ห่างไกลออกไป ลี่อินกำลังนอนหลับสนิทอยู่บนเตียงแคบๆ ฤทธิ์ยาแก้ไข้ทำให้นางเข้าสู่ห้วงนิทราลึกโดยไม่รับรู้ถึงภัยอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้
ซูเจียวลุกขึ้นจากเตียงฝั่งของตนอย่างเงียบเชียบ นางสวมเสื้อคลุมทับชุดนอน รวบผมอย่างลวกๆ แล้วเดินไปหยุดยืนอยู่ข้างเตียงของเพื่อนสนิท สายตาของนางทอดมองใบหน้าซีดเซียวของลี่อินด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเป ทั้งสมเพชและริษยา
นางเอื้อมมือไปเปิดกล่องไม้เล็กๆ ที่หัวเตียงของลี่อินอย่างเบามือ ภายในนั้นมีปิ่นไม้แกะสลักที่หานตงเคยมอบให้ ซูเจียวหยิบมันขึ้นมาซ่อนไว้ในแขนเสื้อ ก่อนจะค่อยๆ แง้มประตูห้องพักแล้วเดินออกไปท่ามกลางความมืดมิดของยามวิกาล
นางกำนัลสาวเดินเลาะไปตามกำแพงสูง หลบเลี่ยงสายตาของเวรยามอย่างชำนาญ จนกระทั่งมาถึงซอกหลืบมุมหนึ่งใกล้กับประตูวังชั้นใน บริเวณนั้นมีเงาร่างของขันทีผู้หนึ่งยืนรออยู่ก่อนแล้ว ขันทีผู้นี้คือคนสนิทขององค์ชายแปดที่แฝงตัวดูแลความเรียบร้อยในเขตพระราชฐาน
“ของที่ตกลงกันไว้เล่า” ขันทีผู้นั้นเอ่ยถามเสียงต่ำเมื่อซูเจียวเดินเข้าไปใกล้
ซูเจียวล้วงปิ่นไม้ออกจากแขนเสื้อส่งให้อีกฝ่าย “นี่คือของแทนตัวนาง ข้าทำตามข้อตกลงแล้ว หวังว่าองค์ชายแปดจะไม่ลืมคำมั่นที่ให้ไว้กับข้า”
ขันทีรับปิ่นไม้ไปพลิกดู ก่อนที่รอยยิ้มพอใจจะปรากฏขึ้นบนใบหน้า “องค์ชายแปดตรัสคำใดย่อมเป็นคำนั้น เมื่อหานตงยอมจำนน พระองค์จะทรงจัดฉากให้เจ้ากับเขาได้ลงเอยกันอย่างถูกต้องตามกฎมณเฑียรบาล ถึงเวลานั้น เจ้าจะได้แต่งเข้าจวนองครักษ์ในฐานะฮูหยินเอกสมใจปรารถนา”
“แล้วลี่อินเล่า พวกท่านจะทำเช่นไรกับนาง” ซูเจียวถามหยั่งเชิง แม้จะเกลียดชังแต่ลึกๆ นางก็ยังอยากรู้ชะตากรรมของเพื่อนสนิท
“หน้าที่ของเจ้าคือทำตามแผนการให้ลุล่วง เรื่องอื่นไม่จำเป็นต้องสอดรู้สอดเห็น” ขันทีตวัดสายตามองอย่างเย็นชา “เตรียมตัวให้พร้อม พรุ่งนี้เมื่อหานตงกลับมาถึงเมืองหลวง แผนขั้นต่อไปจะเริ่มต้นขึ้นทันที เจ้าจงทำตัวเป็นสหายที่แสนดีต่อไป อย่าให้ผู้ใดจับพิรุธได้เป็นอันขาด”
เมื่อพูดจบ ขันทีชราก็สะบัดชายเสื้อแล้วเดินกลืนหายไปในความมืด ทิ้งให้ซูเจียวยืนอยู่เพียงลำพัง นางกำนัลสาวสูดลมหายใจลึกรวบรวมสติ รอยยิ้มเยือกเย็นผุดขึ้นบนมุมปาก ทุกอย่างกำลังดำเนินไปตามที่นางคาดหวัง ขอเพียงนางได้ครอบครองหานตง ต่อให้ต้องเหยียบย่ำหัวใจของเพื่อนรักจนแหลกสลาย นางก็ไม่สน
ซูเจียวเดินกลับมาที่ห้องพัก ลี่อินยังคงหลับสนิท ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ นางกำนัลสาวทรุดตัวลงนั่งบนเตียงของตนเอง นึกจินตนาการไปถึงวันที่จะได้สวมชุดเจ้าสาวสีแดงสด เคียงข้างบุรุษที่นางหมายปอง ในยามนี้ความทะเยอทะยานได้บดบังมโนธรรมในใจของซูเจียวจนหมดสิ้นแล้ว
ตัดกลับมาที่ป่าชานเมือง ลมพายุสงบลงแล้ว เหลือเพียงกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้ง หานตงพยายามรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่หยัดกายขึ้นยืน แต่ร่างกายกลับไม่ตอบสนอง เขาต้องทนมองลูกน้องและสหายรักอย่างเฉินรุ่ยถูกจับมัดไพล่หลังด้วยเชือกหนังเส้นหนา
“เจ้ามีเวลาตัดสินใจไม่มากนัก หานตง” หัวหน้านักฆ่ายกดาบขึ้นพาดบ่าขณะรอคำตอบ “หากเจ้ายอมรับข้อเสนอ จงนำหลักฐานชิ้นนี้กลับไปรายงานต่อฮ่องเต้ว่าขบวนคุ้มกันถูกโจรป่าซุ่มโจมตี สมุห์บัญชีถูกฆ่าชิงทรัพย์ หลักฐานทั้งหมดถูกเผาทำลาย และจากนี้ไป ชีวิตของเจ้าคือหมากตัวหนึ่งขององค์ชายแปด”
หานตงหลับตาลงอย่างรวดร้าว ภาพรอยยิ้มอ่อนหวานของลี่อินและคำสัญญาที่เคยให้ไว้ใต้แสงจันทร์ลอยเข้ามาในหัว เขาเคยบอกว่าจะปกป้องนางด้วยชีวิต จะพานนางไปสร้างครอบครัวที่อบอุ่น ทว่าเวลานี้ เพียงแค่รักษาชีวิตของนางไว้ เขากลับต้องแลกด้วยเกียรติยศและศักดิ์ศรีทั้งหมดที่มี
การยอมก้มหัวให้องค์ชายแปด หมายถึงการทรยศต่อราชสำนัก ทรยศต่อองค์ชายห้าที่เขาเคยสาบานว่าจะรับใช้ด้วยความภักดี แต่หากไม่ทำ ลี่อินก็ต้องตาย
ชายหนุ่มลืมตาขึ้นอีกครั้ง นัยน์ตาสีเข้มที่เคยเด็ดเดี่ยวบัดนี้เต็มไปด้วยความรวดร้าวและพ่ายแพ้ เขาประสานสายตากับเฉินรุ่ยที่เพิ่งสลบไสลไม่ได้สติ ก่อนจะเปล่งเสียงที่แหบพร่าและหนักอึ้งออกมาจากลำคอ
“ข้า... ตกลง”
รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหัวหน้านักฆ่า มันโยนยาถอนพิษขวดเล็กๆ ลงบนพื้น แล้วกล่าวต่ออย่างผู้ชนะ “นี่คือยาถอนพิษสลายปราณ แบ่งให้คนของเจ้ากินซะ แล้วรีบไสหัวกลับเมืองหลวงไป องค์ชายแปดรอฟังข่าวดีจากเจ้าอยู่”
หลังจากนั้น เงาร่างในชุดดำก็เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและกลืนหายไปในความมืดมิด ทิ้งขบวนองครักษ์ที่บอบช้ำและร่างไร้วิญญาณของพยานไว้เบื้องหลัง หานตงคลานไปหยิบยาถอนพิษด้วยมือที่สั่นเทา เขาจัดการกรอกยาใส่ปากเฉินรุ่ยและลูกน้องทีละคน
เมื่อเรี่ยวแรงเริ่มกลับคืนมา ชายหนุ่มก็เดินไปเก็บปิ่นไม้แกะสลักที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาเช็ดคราบฝุ่นดินอย่างทะนุถนอม เขากำมันไว้แน่นจนปิ่นไม้แทบจะหักคามือ หยาดน้ำตาลูกผู้ชายร่วงหล่นลงมากระทบพื้นดิน
อนาคตที่เคยวาดฝันไว้พังทลายลงไม่มีชิ้นดี หานตงรู้ดีว่านับตั้งแต่วินาทีที่เขาตอบตกลง เส้นทางระหว่างเขากับลี่อินก็ถูกตัดขาดลงอย่างถาวร แผนการในเงามืดขององค์ชายแปดได้ทอดแหคลุมชีวิตของเขาไว้อย่างสมบูรณ์ และสิ่งเดียวที่เขาพอจะทำได้ในตอนนี้ คือการเดินเข้าสู่กรงเล็บของศัตรู เพื่อรักษาลมหายใจของสตรีที่รักเอาไว้ แม้ว่านั่นจะหมายถึงการต้องผลักนางให้ตกลงสู่ห้วงแห่งความเจ็บปวดอย่างไม่มีวันหวนกลับก็ตาม
