บท
ตั้งค่า

บทที่ 6 หลุมพรางที่ไร้ทางออก

รุ่งอรุณแห่งวันใหม่มาเยือนพร้อมกับสายหมอกที่ลงจัดจนแทบมองไม่เห็นทิศทาง ขบวนองครักษ์ที่เหลือรอดชีวิตเดินทางกลับเข้าสู่ประตูเมืองหลวงด้วยสภาพสะบักสะบอม บาดแผลตามร่างกายและคราบเลือดที่เกรอะกรังบนชุดเกราะ บ่งบอกถึงความโหดร้ายของสมรภูมิที่พวกเขาเพิ่งเผชิญมา

หานตงนั่งอยู่บนหลังม้าด้วยท่าทีเลื่อนลอย นัยน์ตาสีเข้มที่เคยทอประกายมุ่งมั่นบัดนี้หม่นแสงลงราวกับคนไร้วิญญาณ ตลอดเส้นทางกลับเมืองหลวง รสชาติของคำโกหกขมปร่าอยู่ในลำคอ เขาต้องปั้นเรื่องรายงานต่อผู้บัญชาการว่าขบวนคุ้มกันถูกกองโจรภูเขาซุ่มโจมตี สมุห์บัญชีจางถูกสังหารและหลักฐานทั้งหมดถูกเผาทำลาย

เฉินรุ่ยที่ขี่ม้าตีคู่มาด้านข้างลอบสังเกตสหายรักด้วยแววตาเคลือบแคลง แม้จะรอดชีวิตมาได้ แต่สัญชาตญาณของเขาบอกว่าเรื่องราวเมื่อคืนมีบางอย่างผิดปกติ กลุ่มคนชุดดำเหล่านั้นมีวรยุทธ์สูงส่งเกินกว่าจะเป็นเพียงโจรภูเขาธรรมดา อีกทั้งยาสลายปราณที่พวกมันใช้ก็เป็นของหายาก แต่เมื่อหานตงเลือกที่จะปิดปากเงียบ เฉินรุ่ยก็ไม่อาจคาดคั้นสิ่งใดได้

เมื่อรายงานภารกิจที่ล้มเหลวเสร็จสิ้น หานตงถูกสั่งให้กลับไปพักผ่อน ชายหนุ่มจึงลากเท้าอันหนักอึ้งกลับมายังเรือนพักองครักษ์ ทันทีที่ไปถึงเขาก็ทรุดตัวลงนั่งบนเตียงไม้ ล้วงปิ่นแกะสลักลายดอกเหมยออกมาจากอกเสื้อ นิ้วหัวแม่มือลูบไล้รอยสลักนั้นอย่างแผ่วเบา ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาจุกที่ลำคอทันที

‘อินเอ๋อร์ ข้าควรทำเช่นไรดี’

เสียงความคิดในใจดังก้องกังวานแต่ไร้ซึ่งคำตอบ หานตงรู้ดีว่าบัดนี้ชีวิตของเขาถูกแขวนอยู่บนเส้นด้ายที่องค์ชายแปดเป็นผู้กุมปลายเอาไว้เรียบร้อยแล้ว หากเขาขัดขืน ปิ่นเล่มนี้ย่อมกลายเป็นหลักฐานมัดตัวลี่อินให้ตกสู่ความตาย

ตกเย็นวันนั้น ในขณะที่ความมืดเริ่มโรยตัวลงปกคลุมวังหลวง ขันทีแปลกหน้าผู้หนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าเรือนพักของหานตง ขันทีผู้นั้นยื่นม้วนกระดาษแผ่นเล็กให้เขาโดยไม่เอ่ยคำใด ก่อนจะเร้นกายจากไปอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มคลี่กระดาษออกดู ลายมือตวัดพลิ้วไหวเขียนเพียงสั้นๆ ว่า ‘ศาลาริมสระบัวท้ายวังตะวันตก ยามซวี’

หานตงขยำกระดาษในมือจนแน่น เขารู้ได้ทันทีว่านี่คือการนัดหมายจากคนขององค์ชายแปด ชายหนุ่มสูดลมหายใจลึก ก่อนจะสวมเสื้อคลุมสีเข้มทับชุดลำลองและเดินออกไปตามจุดนัดหมายด้วยจิตใจที่หนักอึ้งราวกับแบกภูเขาทั้งลูกเอาไว้

ศาลาริมสระบัวท้ายวังตะวันตกเป็นสถานที่รกร้างและเงียบสงัด น้อยคนนักจะสัญจรผ่าน หานตงก้าวเท้าเข้าไปในศาลาศิลา ภายในถูกจุดโคมไฟสลัว แสงสีเหลืองนวลสาดกระทบร่างของผู้ที่นั่งรออยู่ก่อนแล้ว ทว่าแทนที่จะเป็นขันทีชราหรือบุรุษชุดดำ กลับกลายเป็นสตรีร่างบอบบางในชุดนางกำนัลสีชมพูอ่อน

“แม่นางซูเจียว” หานตงเอ่ยชื่อด้วยความตกตะลึง “เหตุใดเจ้าจึงมาอยู่ที่นี่”

ซูเจียวเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่ม รอยยิ้มบางเบาปรากฏบนริมฝีปาก นางลุกขึ้นยืนพลางย่อตัวทำความเคารพกิริยาแช่มช้อย “ข้าได้รับข้อความให้มาพบคนผู้หนึ่งที่นี่ ไม่คิดเลยว่าจะเป็นท่านองครักษ์หาน”

“ข้อความหรือ” หานตงขมวดคิ้ว ความรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีเริ่มก่อตัวขึ้น เขาจึงขยับก้าวถอยหลังตามสัญชาตญาณ “ผู้ใดส่งข้อความให้เจ้า แล้วอินเอ๋อร์เล่า นางอาการดีขึ้นบ้างหรือไม่”

“ลี่อินไข้ลดลงมากแล้ว ท่านอย่าได้กังวลไปเลย” ซูเจียวตอบเสียงหวาน นางขยับก้าวเข้าไปใกล้ชายหนุ่มอีกนิด กลิ่นกำยานแปลกประหลาดที่ลอยวนอยู่ในศาลาเริ่มทำให้บรรยากาศอึดอัด “ท่านองครักษ์ดูเหนื่อยล้า ดื่มชาร้อนๆ สักจอกก่อนเถิด”

“ข้าไม่กระหาย” หานตงปฏิเสธทันควัน เขาเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ กลิ่นกำยานนี้ไม่ใช่กลิ่นดอกไม้ธรรมดา แต่มันแฝงความหอมเอียนที่ทำให้ลมหายใจติดขัด “สถานที่นี้ไม่เหมาะที่สตรีจะมาเยือนในยามวิกาล เจ้าควรรีบกลับไปเสียเถิด ข้ามีธุระต้องจัดการ”

ทว่ายังไม่ทันที่หานตงจะหันหลังกลับ อาการวิงเวียนก็แล่นริ้วขึ้นสู่สมอง โลกทั้งใบหมุนคว้าง ร่างกายที่เคยแข็งแกร่งดั่งหินผาพลันอ่อนระทวยลง เขาพยายามจับเสาหินเพื่อพยุงตัว แต่เรี่ยวแรงกลับถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น

“นี่มัน... กลิ่นกำยาน...” หานตงเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาเบิกกว้างเมื่อตระหนักได้ว่าตนเองตกหลุมพรางเข้าเสียแล้ว

“ท่านองครักษ์ ระวังเจ้าค่ะ” ซูเจียวแสร้งทำหน้ารูปตื่น รีบถลันตัวเข้าไปประคองร่างสูงที่กำลังจะล้มลง ทรวงอกอวบอิ่มเบียดชิดกับท่อนแขนของชายหนุ่มอย่างจงใจ

หานตงพยายามสะบัดตัวออก แต่ฤทธิ์ยาปลุกกำหนัดที่ผสมอยู่ในกำยานนั้นรุนแรงเกินกว่าที่ร่างกายซึ่งบอบช้ำจากการต่อสู้จะต้านทานไหว เลือดในกายสูบฉีดอย่างบ้าคลั่ง สติสัมปชัญญะเริ่มเลือนราง ภาพตรงหน้าพร่ามัวจนเขาแยกไม่ออกว่าสตรีที่ประคองเขาอยู่คือผู้ใด

“อินเอ๋อร์...” ชายหนุ่มละเมอเรียกชื่อหญิงในดวงใจออกมาแผ่วเบา

ซูเจียวกัดริมฝีปากแน่นด้วยความริษยาเมื่อได้ยินชื่อนั้น ทว่านางก็รีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ประคองร่างที่ไร้สติของหานตงเข้าไปยังห้องพักเล็กๆ ด้านหลังศาลาซึ่งถูกเตรียมการไว้ล่วงหน้า

“คืนนี้ท่านเป็นของข้า หานตง” นางกำนัลสาวกระซิบข้างหูชายหนุ่ม รอยยิ้มแห่งชัยชนะผุดขึ้นบนใบหน้า ก่อนที่ผ้าม่านเตียงสีแดงจะถูกดึงลงมาปิดบังเรื่องราวคาวโลกีย์ที่กำลังจะเกิดขึ้น

เสียงนกกระจอกร้องระงมในยามเช้าตรู่ปลุกให้หานตงตื่นจากห้วงนิทรา ชายหนุ่มลืมตาขึ้นด้วยความยากลำบาก อาการปวดร้าวแล่นริ้วไปทั่วศีรษะ เขากระพริบตาถี่ๆ เพื่อปรับโฟกัส ก่อนจะพบว่าตนเองไม่ได้นอนอยู่ที่เรือนพัก ทว่ากำลังนอนอยู่บนเตียงไม้ในห้องแปลกตา

และเมื่อเขาขยับตัว ก็สัมผัสถึงความอบอุ่นของผิวกายมนุษย์ที่นอนอยู่ข้างกาย หัวใจของหานตงหล่นวูบลงไปถึงตาตุ่มในทันที

“อื้อ...” เสียงครางเครือของสตรีดังขึ้น

หานตงหันขวับไปมอง ร่างของซูเจียวนอนซุกอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน ทั้งสองเปลือยเปล่าไร้ซึ่งอาภรณ์ปกปิด เสื้อผ้าของนางและของเขาถูกโยนกระจัดกระจายอยู่บนพื้นห้อง ร่องรอยช้ำสีแดงบนเนินอกของหญิงสาวเป็นหลักฐานมัดตัวที่ดิ้นไม่หลุด

“แม่นางซูเจียว!” หานตงผุดลุกขึ้นนั่งราวกับถูกน้ำร้อนลวก เขารีบคว้าเสื้อผ้าขึ้นมาสวมด้วยมือที่สั่นเทา ความหวาดกลัวและความรู้สึกผิดตีตื้นขึ้นมาจนแทบอาเจียน “นี่มันเกิดเรื่องบ้าอันใดขึ้น ข้า... ข้าล่วงเกินเจ้าหรือ”

ซูเจียวค่อยๆ ลืมตาขึ้น นางดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดบังหน้าอก หยาดน้ำตาเม็ดโตร่วงหล่นลงมาอาบสองแก้มอย่างน่าสงสาร “พี่ตง... เมื่อคืนท่านดุดันนัก ข้าพยายามห้ามแล้ว แต่ท่านเรี่ยวแรงมหาศาล ข้าเป็นเพียงสตรีอ่อนแอ จะต้านทานท่านได้อย่างไร”

“ไม่... เป็นไปไม่ได้ ข้าถูกวางยา” หานตงกุมขมับ พยายามทบทวนความทรงจำที่ขาดหาย แต่ในหัวมีเพียงความว่างเปล่า ภาพสุดท้ายที่จำได้คือกลิ่นกำยานในศาลาริมสระบัว

ปัง!

ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะได้พูดคุยกันให้รู้เรื่อง ประตูห้องก็ถูกถีบเปิดออกอย่างแรง ขันทีชราคนสนิทขององค์ชายแปดก้าวเข้ามาพร้อมกับทหารองครักษ์อีกสี่นาย สีหน้าของขันทีแสร้งทำเป็นตกตะลึงเมื่อเห็นสภาพของคนทั้งสองบนเตียง

“บังอาจนัก! ทหารองครักษ์ลักลอบเสพสังวาสกับนางกำนัลในเขตพระราชฐาน ช่างไร้ยางอายสิ้นดี!” ขันทีตวาดลั่น “จับตัวองครักษ์ผู้นี้ไว้”

หานตงไม่ได้ขัดขืน เขายอมให้ทหารรวบแขนทั้งสองข้างไพล่หลัง ดวงตาคมกริบจ้องมองขันทีชราอย่างดุดัน เขารู้แล้วว่าทุกอย่างคือหลุมพรางที่ถูกขุดดักรอไว้อย่างมิดชิด ตั้งแต่จดหมายนัดหมาย กลิ่นกำยาน จนถึงการปรากฏตัวของซูเจียว และบัดนี้ หมากตานี้ก็รัดคอเขาจนดิ้นไม่หลุด

“พวกเจ้ารออยู่ข้างนอก ข้ามีเรื่องต้องสอบสวนองครักษ์ผู้นี้เป็นการส่วนตัว” ขันทีโบกมือไล่ทหารองครักษ์ออกไป ก่อนจะหันไปมองซูเจียวที่กำลังร้องไห้กระซิก “เจ้าเองก็สวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อยเสีย แล้วออกไปรอข้างนอก”

เมื่อภายในห้องเหลือเพียงบุรุษสองคน ขันทีชราก็เปลี่ยนท่าทีจากแข็งกร้าวมาเป็นเย้ยหยัน เขาก้าวเดินเนิบนาบมาหยุดตรงหน้าหานตง

“แผนการของพวกเจ้าย่ำยีเกียรติยศของข้า” หานตงกัดฟันพูด น้ำเสียงสั่นสะท้านด้วยความโกรธ

“เกียรติยศหรือ” ขันทีหัวเราะในลำคอ “ในวังหลวงแห่งนี้ เกียรติยศกินไม่ได้หรอกท่านองครักษ์ อำนาจต่างหากที่ชี้ขาดทุกสิ่ง องค์ชายแปดทรงเมตตาท่านนัก ถึงได้มอบโอกาสให้ท่านอีกครั้ง”

“โอกาสอันใด ข้าไม่มีวันรับใช้คนสารเลวเช่นพวกเจ้า”

“ปากดีนักนะ” ขันทีเอื้อมมือไปบีบปลายคางของหานตงอย่างแรง “ท่านคิดว่าตนเองมีสิทธิ์เลือกงั้นหรือ โทษฐานล่วงเกินนางกำนัลในวังหลวงคือการประหารเจ็ดชั่วโคตร หากเรื่องนี้แพร่งพรายไปถึงพระกรรณของฮ่องเต้ ท่านคิดว่าหัวของท่านจะยังตั้งอยู่บนบ่าหรือไม่”

หานตงเชิดหน้าขึ้นอย่างไม่มีความเกรงกลัว “ข้ายอมตายดีกว่าต้องเป็นสุนัขรับใช้พวกเจ้า”

“ตายอย่างนั้นหรือ ช่างเด็ดเดี่ยวนัก” ขันทีแสยะยิ้ม “แต่หากท่านตาย แล้วสตรีที่ชื่อลี่อินเล่า นางจะเป็นเช่นไร”

ชื่อของลี่อินเปรียบเสมือนจุดตายที่ทำให้ร่างกายของหานตงแข็งทื่อ ขันทีเห็นดังนั้นจึงพูดต่อด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก

“หากท่านถูกประหาร นางกำนัลห้องผ้าผู้นั้นย่อมถูกสืบสวนด้วย ในฐานะที่มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับท่าน นางอาจจะต้องโทษประหารตามท่านไป หรือหากโชคดีรอดมาได้ สตรีที่แปดเปื้อนมลทินและสูญเสียที่พึ่งพิง ย่อมมีชีวิตอยู่ในวังหลวงนี้ได้อย่างยากลำบาก... บางทีนางอาจจะเดินพลัดตกน้ำตายไปเองด้วยความอัปยศอดสู ใครจะไปรู้”

“อย่ายุ่งกับนาง!” หานตงตวาดลั่น พยายามสะบัดตัวให้หลุดจากการเกาะกุม แต่เรี่ยวแรงที่เพิ่งฟื้นตัวยังไม่มากพอ

“ถ้าไม่อยากให้นางต้องเดือดร้อน ท่านก็จงทำตามที่ข้าสั่ง” ขันทีปล่อยมือจากคางของชายหนุ่ม แล้วถอยหลังออกไปก้าวหนึ่ง “องค์ชายแปดสามารถปิดบังเรื่องคาวโลกีย์ในวันนี้ได้ และจะทรงขอพระราชทานสมรสให้ท่านกับแม่นางซูเจียวอย่างถูกต้อง ท่านจะได้แต่งนางเข้าจวนเป็นฮูหยินเอก และนับจากวินาทีนี้ไป ท่านคือคนขององค์ชายแปด ไม่ว่าพระองค์จะสั่งให้ท่านทำสิ่งใด ท่านต้องทำ หากท่านปริปากทรยศแม้แต่ครึ่งคำ ศพแรกที่จะถูกหามออกจากวัง คือศพของสตรีที่ท่านรักที่สุด”

ข้อเสนอที่ไร้ทางเลือกถูกวางลงตรงหน้า หานตงรู้สึกเหมือนเรี่ยวแรงทั้งหมดถูกสูบออกไปจากร่าง เขามองไปที่ประตูห้อง ซูเจียวที่ยืนรออยู่ด้านนอกคงไม่รู้เรื่องราวอันเลวร้ายนี้ นางอาจจะเป็นเพียงเหยื่ออีกคนที่ถูกลากเข้ามาในเกมการเมือง เพื่อใช้ผูกมัดเขาเท่านั้น

ความรักของหานตงที่มีต่อลี่อิน กลายเป็นเชือกเส้นหนาที่ย้อนกลับมารัดคอเขาเองจนแทบขาดใจ หากเขาเลือกที่จะตายเพื่อรักษาเกียรติยศ ลี่อินก็ต้องตายตาม แต่หากเขาเลือกที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อปกป้องนางจากเงามืด เขาต้องยอมกลืนกินความอัปยศ และเป็นฝ่ายทำลายหัวใจของนางด้วยมือของตนเอง

หานตงหลับตาลง หยาดน้ำตาแห่งความพ่ายแพ้ไหลรินจากหางตา ภาพรอยยิ้มของลี่อินและกลิ่นหอมของถุงหอมลายดอกเหมยแจ่มชัดในความทรงจำ เขาไม่เหลือทางเลือกใดอีกแล้ว

“ข้า... เข้าใจแล้ว” เสียงขององครักษ์หนุ่มแหบพร่าและสั่นเครือ ราวกับแก้วที่แตกร้าวไม่มีชิ้นดีไปแล้ว “ข้าจะแต่งงานกับซูเจียว และรับใช้องค์ชายแปด... ขอเพียงพวกเจ้ารักษาสัญญาว่าจะไม่แตะต้องอินเอ๋อร์แม้แต่ปลายก้อย”

“เป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดนักท่านองครักษ์” ขันทีชรายิ้มกริ่ม แววตาเต็มไปด้วยความพึงพอใจ “จำไว้ให้ดี ชีวิตของนางกำนัลห้องผ้าผู้นั้น อยู่ในกำมือของท่านแล้ว”

ประตูห้องถูกปิดลงพร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะของขันทีที่เดินจากไป หานตงทรุดตัวลงนั่งกับพื้นเย็นเยียบ ก้มหน้าซบกับฝ่ามือตนเองอย่างหมดสภาพ หลุมพรางที่องค์ชายแปดขุดไว้ลึกเกินกว่าที่เขาจะปีนป่ายขึ้นมาได้อีกแล้ว และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดกำลังจะตามมา เมื่อข่าวการหมั้นหมายระหว่างเขากับซูเจียวแพร่สะพัดออกไป

เขาจะกล้าสู้หน้าสตรีที่เขารักสุดหัวใจได้อย่างไร ในเมื่อเขาเพิ่งตกลงใจที่จะแทงมีดเล่มทะลวงเข้ากลางใจของนางอย่างเลือดเย็นที่สุดไปแล้ว

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel