บุปผาซ่อนเงาใจสู่บัลลังก์หงส์

133.0K · จบแล้ว
หงฮวา
47
บท
707
ยอดวิว
8.0
การให้คะแนน

บทย่อ

เมื่อความภักดีถูกตอบแทนด้วยการทรยศ... สตรีที่ถูกผลักลงสู่นรก จึงลุกขึ้นมาเพื่อเป็นผู้กุมชะตากรรมของตนเอง! "ลี่อิน" เป็นเพียงนางกำนัลตัวเล็กๆ ที่หวังเพียงชีวิตอันสงบสุขและอิสรภาพ ทว่าบุรุษที่นางมอบหัวใจและคำสัญญาให้ กลับเลือกสวมชุดแต่งงานกับสตรีที่มีอำนาจวาสนา นางจึงต้องเลือกหนทางใหม่โดยการเผชิญหน้ากับความตายอย่างโดดเดี่ยวใน "ตำหนักเหมันต์" สถานที่ที่หนาวเหน็บและไร้ซึ่งแสงตะวัน ในสถานที่ที่ผู้คนต่างขนานนามว่าเป็นสุสานคนเป็น เพื่อหวังพึ่ง "หยางหลง" องค์ชายห้าผู้ถูกราชสำนักทอดทิ้ง มังกรหนุ่มที่บาดเจ็บสาหัสและกำลังถูกศัตรูในเงามืดรุมทึ้ง หนึ่งสตรีที่ถูกความรักหักหลังจนแหลกสลาย... หนึ่งบุรุษที่ถูกขังลืมและรอวันถูกสังหาร... เมื่อทางรอดเดียวคือการจับมือกันฝ่าดงกระบี่และยาพิษ ทั้งสองจึงต้องกอดกันเพื่อแบ่งปันไออุ่นกลางพายุหิมะ จากเบี้ยล่างที่รอวันตาย ลี่อินจำต้องงัดทุกไหวพริบและสติปัญญาออกมาใช้ เพื่อปกป้องบุรุษผู้เป็นดั่งแสงสว่างเดียวของนาง และเตรียมทวงคืนบัญชีแค้นจากทุกคนที่เคยเหยียบย่ำนางกับเขาให้จมดิน! ท่ามกลางรอยยิ้มจอมปลอม การลอบสังหาร และแผนร้ายที่ซ้อนทับกันในวังหลวง... นางจะเอาชีวิตรอดจากกรงทองสีเลือดนี้ไปได้อย่างไร? แล้วมังกรที่บาดเจ็บ จะพลิกกระดานกลับมาผงาดเหนือผู้คนได้ทันเวลาหรือไม่? ร่วมลุ้นระทึกไปกับการชิงไหวชิงพริบ การเอาตัวรอด และจุดเริ่มต้นของตำนานความรักที่ต้องแลกมาด้วยเลือดและน้ำตา!

กลอุบายในวังหักหลังนิยายจีนโบราณจีนโบราณดราม่าราชวงศ์/ชนชั้นเจ้า

บทที่ 1 ถุงหอมแทนใจ ใต้เงาจันทร์ที่ผลิบาน

ลมหนาวปลายยามซวีพัดโชยหอบเอาความเย็นเยียบแทรกซึมผ่านรอยต่อของบานหน้าต่างไม้ ภายในห้องของสำนักกองภูษาที่เงียบสงัด แสงเทียนบนโต๊ะเตี้ยสั่นไหวไปตามแรงลม สะท้อนเงาของหญิงสาวร่างบอบบางที่ยังคงนั่งหลังขดหลังแข็งอยู่เงียบๆ

นางผู้นี้มีนามว่า ลี่อิน ลี่อินขยับปลายนิ้วเรียวอย่างคล่องแคล่ว ด้ายไหมสีชาดถูกดึงผ่านเนื้อผ้าแพรสีขาวหม่นสลับขึ้นลง เกิดเป็นลวดลายกิ่งเหมยที่กำลังผลิบานท้าทายเหมันต์ฤดู ลี่อินเป็นเพียงนางกำนัลห้องผ้าเล็กๆ ที่ไม่มีผู้ใดให้ความสนใจ หน้าที่ในแต่ละวันมีเพียงการก้มหน้าก้มตาเย็บชุนเสื้อผ้าและเครื่องประดับยศให้แก่เหล่าเจ้านาย ทว่าชิ้นงานที่อยู่ในมือของนางยามนี้มิใช่ของราชสำนัก หากแต่เป็นของขวัญที่นางตั้งใจทำขึ้นด้วยหัวใจเพื่อให้ใครบางคน

‘ใกล้จะเสร็จแล้ว’

หญิงสาวคิดในใจพลางคลี่ยิ้มบางเบา ดวงตากลมโตสะท้อนประกายความอบอุ่นเมื่อนึกถึงใบหน้าของผู้ที่จะได้รับมัน พลางคิดย้อนกลับไปเมื่อช่วงกลางวัน

ซูเจียว นางกำนัลเพื่อนสนิทที่อยู่ร่วมห้องพักเดียวกันได้แวะเวียนมาหาที่โต๊ะทำงาน สายตาของซูเจียวจับจ้องมาที่ผ้าแพรผืนนี้อยู่นาน ก่อนจะเอ่ยถามลี่อินด้วยน้ำเสียงหยอกล้อว่า ‘ผ้าผืนงามปานนี้ เจ้าตั้งใจปักให้บุรุษใดกัน คงมิใช่ท่านองครักษ์รูปงามผู้นั้นหรอกนะ’ ลี่อินในเวลานั้นเพียงแค่ก้มหน้าหลบสายตาด้วยความขัดเขิน ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ นางเชื่อใจซูเจียวประดุจพี่น้องคลานตามกันมา จึงไม่คิดจะปิดบังความรู้สึกที่มีต่อชายในดวงใจ แต่ก็สงวนท่าทีไว้ตามสรรมเนียมของสตรี

เข็มเล่มเล็กแทงทะลุเนื้อผ้าเป็นฝีเข็มสุดท้าย ลี่อินกัดด้ายจนขาดออกจากกัน ก่อนที่นางจะยกผ้าผืนนั้นขึ้นพินิจดูด้วยความพอใจ ถุงหอมใบเล็กถูกตัดเย็บอย่างประณีต ภายในบรรจุกลีบดอกไม้แห้งและสมุนไพรหลายชนิดที่นางอุตส่าห์เก็บหอมรอมริบเงินเบี้ยหวัดอันน้อยนิดไปแลกเปลี่ยนมาจากหมอหลวงชรา กลิ่นหอมจางๆ ของอบเชยและดอกปี้อั้นลอยแตะจมูกมาอย่างไม่ขาดสาย สมุนไพรเหล่านี้มีฤทธิ์ช่วยให้จิตใจสงบและขับไล่ความหนาวเย็น เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องยืนกรำลมหนาวเฝ้ายามตลอดทั้งคืน

แกรก...

เสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังขึ้นจากด้านนอกบานหน้าต่าง ลี่อินสะดุ้งเล็กน้อย นางรีบซ่อนถุงหอมไว้ในแขนเสื้อตามสัญชาตญาณ ทว่าเมื่อเงยหน้าขึ้นและเห็นเงาร่างสูงโปร่งที่คุ้นเคยยืนอยู่หลังตะแกรงไม้ รอยยิ้มหวานก็ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากทันที

บานหน้าต่างถูกผลักออกช้าๆ หานตงในชุดองครักษ์สีเข้มก้าวเข้ามาใกล้ แสงเทียนสาดกระทบใบหน้าคมคายที่ประดับด้วยรอยยิ้มอบอุ่น แม้ดวงตาของเขาจะฉายแววเหนื่อยล้าจากการฝึกซ้อมและเข้าเวรยามมาตลอดทั้งวัน แต่เมื่อทอดมองมาที่สตรีเบื้องหน้า นัยน์ตาคู่นั้นกลับสว่างไสวราวกับมีดวงดาวนับพันดวงซ่อนอยู่

“พี่ตง ท่านมาได้อย่างไร ดึกป่านนี้แล้ว” ลี่อินเอ่ยถามเสียงเบา กลัวว่าหากเสียงดังเกินไปอาจทำให้เวรยามข้างนอกสังเกตเห็น

“เพิ่งเปลี่ยนเวรยามเมื่อครู่นี้เอง” หานตงตอบพลางยกมือขึ้นปัดปอยผมที่ตกลงมาปรกหน้าผากของหญิงสาวอย่างเบามือ “ข้าเพียงอยากเห็นหน้าเจ้าก่อนกลับเรือนพัก วันนี้ลมแรงนัก ร่างกายเจ้าก็ผ่ายผอมเพียงนี้ เหตุใดไม่ตามจุดเตาผิงให้ความอบอุ่นเสียหน่อยเล่า”

มือหนาที่หยาบกร้านจากการจับดาบเลื่อนลงมากุมมือเล็กของลี่อินไว้ หญิงสาวสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่แผ่ซ่านเข้ามา ความเหน็บหนาวที่เกาะกุมรอบกายดูเหมือนจะมลายหายไปจนสิ้น

“ถ่านมีราคาแพงนัก ข้าเป็นแค่นางกำนัลเล็กๆ จะกล้าเบิกถ่านมาใช้ฟุ่มเฟือยได้อย่างไร อีกอย่าง ข้าชินกับความหนาวเช่นนี้แล้ว”

“เจ้านี่นะ... มักจะอดทนกับทุกเรื่องเสมอ” หานตงถอนหายใจยาว น้ำเสียงเจือความเจ็บปวดลึกๆ ที่ไม่สามารถดูแลสตรีตรงหน้าได้ดีเท่าที่ควร

ครั้งนี้เขากระชับมือนางให้แน่นขึ้นขณะพูด เพื่อต้องการสร้างความมั่นใจให้กับสตรีผู้เป็นที่รัก “อินเอ๋อร์ รอข้าอีกหน่อยเถิด ช่วงนี้ราชสำนักกำลังจะมีงานใหญ่ หากข้าทำผลงานเข้าตาเบื้องบนจนได้เลื่อนยศเป็นองครักษ์ขั้นสาม ข้าจะมีเบี้ยหวัดมากพอ ข้าจะทูลขอราชโองการพระราชทานอนุญาตให้เจ้าออกจากวัง เราจะไปซื้อจวนหลังเล็กๆ อยู่ด้วยกันที่ชายป่า เจ้าจะได้ไม่ต้องทนนั่งเย็บผ้าจนหลังขดหลังแข็งเช่นนี้อีก”

คำพูดของหานตงไม่ใช่เพียงคำลอยลม ลี่อินรู้ดีว่าบุรุษตรงหน้าพยายามฝึกฝนอย่างหนักเพื่ออนาคตของพวกเขาทั้งสอง นางยังจำได้ดีถึงวันแรกที่ก้าวเข้ามาในวังหลวงในฐานะเด็กรับใช้ที่หวาดกลัวและโดดเดี่ยว เป็นหานตงในวัยหนุ่มที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งองครักษ์ใหม่ๆ ที่ยื่นหมั่นโถวอุ่นๆ ให้นางในวันที่นางถูกนางกำนัลรุ่นพี่รังแกจนไม่ได้กินข้าว ความอารีในวันนั้นก่อตัวเป็นความผูกพัน และถักทอเป็นด้ายแดงที่ผูกโยงหัวใจสองดวงไว้ด้วยกันในที่สุด

ลี่อินดึงมือข้างหนึ่งออกจากการเกาะกุม ล้วงเข้าไปในแขนเสื้อก่อนจะหยิบถุงหอมสีขาวหม่นลายกิ่งเหมยออกมาวางลงบนฝ่ามือของชายหนุ่ม

“สิ่งนี้... ให้ข้าหรือ” หานตงก้มมองถุงหอมในมือด้วยความประหลาดใจ

“อืม” หญิงสาวพยักหน้า แก้มเนียนซับสีเลือดฝาดด้วยความเขินอาย “ข้าเห็นว่าช่วงนี้ท่านต้องเข้าเวรดึกบ่อยครั้ง ลมหนาวปีนี้ก็พัดแรงกว่าทุกปี ข้าจึงเย็บถุงหอมใบนี้และใส่สมุนไพรที่มีฤทธิ์ช่วยบรรเทาความหนาวเย็นลงไป ท่านพกติดตัวไว้นะ อย่างน้อยเวลาที่ท่านเหน็บหนาว จะได้รู้ว่ายังมีข้าคอยเป็นห่วงท่านอยู่เสมอ”

หานตงที่ตั้วใจฟังจนจบ ก็ได้ยกถุงหอมขึ้นจรดปลายจมูกเพื่อสูดดมกลิ่นของมัน กลิ่นหอมจางๆ ที่คุ้นเคยทำให้หัวใจของเขาเต้นรัว เขามองลวดลายดอกเหมยที่ถูกปักอย่างประณีต ถึงแม้จะเป็นบุรุษแต่เขาก็รู้ดีว่าผ้าแพรและไหมสีสดเหล่านี้มีราคาแพงเพียงใดสำหรับนางกำนัลธรรมดาผู้หนึ่ง นางต้องอดออมเท่าใดจึงจะได้มันมา

“ผ้าผืนนี้งดงามยิ่งนัก ฝีเข็มของเจ้าประณีตไม่แพ้ช่างหลวงในกองภูษาเลย” ชายหนุ่มเอ่ยชมจากใจจริง ก่อนจะดึงสายถุงหอมไปผูกติดไว้ที่เอวอย่างทะนุถนอมราวกับมันเป็นของล้ำค่าที่สุดในชีวิต “ข้าจะพกมันติดตัวไว้ไม่ให้ห่างกาย ไม่ว่าข้าจะไปที่ใด ถุงหอมใบนี้จะเป็นตัวแทนของเจ้าที่อยู่เคียงข้างข้าเสมอ”

“ท่านก็พูดเกินไป มันเป็นเพียงถุงหอมธรรมดาเท่านั้น” ลี่อินก้มหน้างุด เพื่อซ่อนรอยยิ้มที่ปิดไม่มิดจากความเขินอาย

“สำหรับข้า มันคือสิ่งล้ำค่าที่สุด” หานตงเชยคางมนขึ้นมาสบตา นัยน์ตาสีเข้มของเขาเต็มไปด้วยความหนักแน่นและจริงจัง “อินเอ๋อร์ ข้าไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้าจะยากลำบากเพียงใด การแก่งแย่งชิงดีในวังหลวงดุดันและอันตรายขึ้นทุกวัน แต่ข้าขอสาบานต่อแสงจันทร์ในคืนนี้ ไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น ข้าจะปกป้องเจ้าด้วยชีวิต ข้าจะไม่ยอมให้ผู้ใดมาทำร้ายเจ้าได้เป็นอันขาด”

ลี่อินมองลึกเข้าไปในดวงตาของหานตง นางไม่เคยสงสัยในคำสาบานของบุรุษผู้นี้เลยแม้แต่น้อย นางส่ายหน้าช้าๆ แล้วเอื้อมมือไปแตะที่อกเสื้อของเขาตรงตำแหน่งหัวใจ

“ข้าไม่หวังยศศักดิ์หรือความสุขสบายใดๆ ข้าไม่ต้องการจวนหลังใหญ่โต หรือข้าวของเงินทอง ข้าหวังเพียงได้ตื่นมาพบหน้าท่านในทุกเช้า ได้กินข้าวฝีมือข้าพร้อมกัน ได้หัวเราะและร้องไห้ไปด้วยกัน... ขอเพียงมีท่านอยู่เคียงข้าง ต่อให้ต้องกินเผือกกินมัน ข้าก็ยินดี”

หลังจากที่ลี่อินพูดจบ หานตงก็รวบร่างบางเข้ามาสวมกอดเอาไว้แน่น อ้อมแขนของเขาแข็งแกร่งและให้ความรู้สึกปลอดภัย ลี่อินซบหน้าลงกับอกกว้าง ฟังเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะหนักแน่นของเขา กลิ่นกายบุรุษผสมผสานกับกลิ่นลมหนาวทำให้จิตใจของนางสงบลงอย่างประหลาด

สองร่างประคองกอดกันเงียบๆ ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่อง ปล่อยให้เวลาเดินผ่านไปอย่างเชื่องช้า ในวังหลวงที่เต็มไปด้วยกำแพงสูงตระหง่านและจิตใจคนที่ยากจะหยั่งถึง ความรักของพวกเขาก็เหมือนกับดอกไม้ป่าที่พยายามเบ่งบานในซอกหิน แม้จะงดงามและบริสุทธิ์เพียงใด ทว่าก็เปราะบางและพร้อมจะถูกพายุโหมกระหน่ำพัดพาให้แหลกสลายได้ทุกเมื่อ

“ข้าต้องไปแล้ว หากอยู่นานกว่านี้ เกรงว่าทหารยามผลัดต่อไปจะเดินตรวจตรามาพบเข้า” หานตงผละออกจากร่างบางอย่างแสนเสียดาย เขายกมือขึ้นลูบผมของนางเป็นครั้งสุดท้าย “เจ้าเองก็รีบเข้านอนเสีย พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้ามิใช่หรือ”

“อืม ท่านเองก็ระวังตัวด้วย” ลี่อินพยักหน้ารับ

บุรุษหนุ่มถอยหลังกลับไปที่หน้าต่าง ก่อนจะกระโดดข้ามออกไปอย่างคล่องแคล่วว่องไวตามวิสัยของผู้ฝึกยุทธ์ แต่ก่อนที่จะจากไปอย่างแท้จริงในค่ำคืนนี้ เขาก็ได้ยืนมองนางจากด้านนอกอยู่ครู่หนึ่ง เพื่อส่งยิ้มให้อีกครั้งก่อนจะเร้นกายหายไปในความมืดมิดของยามราตรี

ลี่อินยืนมองเงาของหานตงที่กลืนหายไปกับความมืดจนสุดสายตา ลมหนาวระลอกใหม่พัดโชยเข้ามาปะทะใบหน้า นางรีบดึงหน้าต่างไม้ปิดลงเพื่อกั้นความหนาวเย็น แล้วเดินกลับไปที่โต๊ะทำงานและเป่าเทียนให้ดับลง

ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความมืดมิด มีเพียงแสงจันทร์ที่เล็ดลอดเข้ามา หญิงสาวเอนตัวลงนอนบนเตียงไม้แคบๆ ดึงผ้าห่มผืนบางขึ้นมาคลุมกาย รอยยิ้มยังคงประดับอยู่บนริมฝีปากเมื่อนึกถึงคำสัญญาของเขา

ทว่าในส่วนลึกของหัวใจ ลี่อินกลับรู้สึกถึงความกังวลบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ลอยวนอยู่ ราวกับลมหนาวที่พัดผ่านเมื่อครู่ได้หอบเอาลางร้ายบางอย่างเข้ามาด้วย นางพยายามสลัดความคิดฟุ้งซ่านเหล่านั้นทิ้งไป หลับตาลงและภาวนาให้รุ่งอรุณมาเยือนโดยเร็ว เพื่อที่นางจะได้ก้าวเดินต่อไปบนเส้นทางแห่งความหวังที่มีหานตงรออยู่เคียงข้าง

หารู้ไม่ว่า... วังหลวงแห่งนี้ไม่เคยปรานีต่อความหวังของผู้ใด และคำสัญญาที่ให้ไว้ใต้แสงจันทร์ในคืนนี้ กำลังจะกลายเป็นเพียงเศษซากของความทรงจำที่กรีดลึกลงในจิตใจของลี่อินไปตลอดกาล